WIPS ที่มี กับ WIPS ที่ดี นั้นแตกต่างกันอย่างไร?

Access Point ที่สามารถใช้งาน WIPS (Wireless Intrusion Prevention System) หรือที่เรามักจะคุ้นหูในภาษาราชการว่า ระบบรักษาความปลอดภัยทางอากาศ ซึ่งปัจจุบัน AP บนท้องตลาดมักจะยัดฟีเจอร์นี้เข้ามาเป็นหนึ่งในจุดขายกันมากขึ้น อย่างไรก็ดี WISP นั้นหากมีการคัดกรองภัยคุกคามหรือมีความแม่นยำที่ไม่ดีพอ ก็อาจส่งผลร้ายต่อเครือข่ายที่เราดูแลระบบอยู่ก็เป็นได้ วันนี้ผมจะมาแนะนำทุกท่าน ให้ทราบถึงข้อแตกต่างระหว่าง WIPS ที่มี กับ WIPS ที่ดี นั้นมีข้อแตกต่าง และจะส่งผลดีร้ายอย่างไรกับเรากันบ้างครับ

หากจะพูดถึงระบบปัองกันภัยคุกคาม อย่างแรกที่เราจะตระหนักเพื่อรักษาระบบให้ปลอดภัย

เราก็ต้องทราบตัวผู้ร้ายก่อนใช่มั้ยครับ ว่าใครคือเป้าหมายที่จะต้องเฝ้าระวัง จะได้จัดการได้เวลามีพฤติกรรมที่มุ่งร้ายอันนี้คือหน้าที่หลัก ที่ WIPS ควรจะทำได้ แต่ประเด็นที่ผมจะพูดถึงคือความแม่นยำครับ ความแม่นยำที่จะระบุว่า Access Point หรือ Client ที่ตรวจพบ แบบไหน คือศัตรู(Threat) แบบไหนคือมิตร ซึ่งหากว่าเรามองกลับไปถึง WIPS ที่มี บนท้องตลาด เรามักจะพบระบบตรวจจับที่เละเทะไปหมด เจอ AP ตัวไหนๆ ก็รายงานเป็น Threat ไปซะหมด แล้วจะ protect อะไรได้ ในเมื่อทุก AP ที่มองเห็น กลายเป็นศัตรู กลายเป็นระบบกลืนยาบ้า เกิดประสาทหลอน เห็นทุกอย่างน่ากลัวไปหมด ก็เลยป้องกันอะไรไม่ได้จริง ๆ

ดังนั้น WIPS ที่ดี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีประสิทธิภาพในการตรวจจับ ต้องสามารถระบุได้ว่า AP หรือ Client ไหนคือ Threat จริงๆ เพื่อที่จะเจาะจงจัดการเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

มาถึงตอนนี้ผมขอขายของจริงจังกันเลยนะครับ!!
Arista Cognitive WiFi มาพร้อมกับระบบ WIPS ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น Best in Class กับสิทธิบัตรระบบตรวจจับภัยคุกคามที่มีชื่อว่า Marker Packet ที่จะมีการตรวจสอบ AP และ Client อย่างละเอียด โดยการส่ง Packet ที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อส่งไปหลอกล่อให้ Rogue  นั้นตอบสนอง แล้วจึงวัดผลจากพฤติกรรมว่ามุ่งร้ายหรือไม่ ก่อนที่จะระบุว่าอุปกรณ์ใดคือภัยคุกคามบนเครือข่ายอย่างแท้จริง

จะเห็นได้ว่า WIPS ที่ดี กับ WIPS ที่มี นั้น มีความแตกต่างจาก WIPS ที่ตั้งใจตรวจจับเฉพาะพฤติกรรมที่มุ่งร้าย อย่างสิ้นเชิงนะครับ ยิ่งหากเป็นภัยคุกคามใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยการตรวจสอบโดยพฤติกรรมแล้ว การที่จะตรวจสอบจาก MAC address table, broadcast packet, Wifi frame แบบเก่าๆ อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย และไม่สามารถทำการป้องกันได้จริง ซึ่งหากป้องกันไม่ได้จริง ก็หมายความว่าเครือข่ายของท่านนั้นยังตกอยู่ในอันตรายครับ

ทำความรู้จัก Arista Networks มากขึ้น ได้ที่ : https://optimus.co.th/arista-cognitive-wifi-ap-on-cloud

หากท่านต้องการปรึกษาเพื่อให้ทางออพติมุสแนะนำอุปกรณ์/โซลูชั่นด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับองค์กรของท่าน เราพร้อมยินดีให้คำปรึกษาติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ โสภณ ก้อนกั้น

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

XENTEMP โซลูชั่นระบบตรวจสอบอุณภูมิห้องยาของโรงพยาบาล

XENTEMP SMART PHARMACY

TEMPERATURE MONITORING SYSTEM โซลูชั่นระบบตรวจสอบอุณภูมิห้องยาของโรงพยาบาล

ยาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยให้หายจากโรคที่เป็นอยู่ อีกทั้งยังเป็นส่วนที่ทำให้เกิดทั้งต้นทุนและรายได้ของโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ดังนั้นการเก็บรักษายาให้มีคุณภาพพร้อมสำหรับการใช้งาน การมีข้อมูลการเก็บรักษายาและความคงตัวของยาหลังจากเตรียมผสม จึงมีความสำคัญทั้งในด้านผลการรักษา และในด้านการช่วยลดต้นทุนที่เกิดจากความสูญเสียของยาก่อนวันหมดอายุที่ควรเป็น

การเก็บรักษายาที่ห้องยาของโรงพยาบาลฟนั้นต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากยามีหลากหลายรายการ หากเก็บไม่ถูกต้องจะทำให้ยาเสื่อมคุณภาพ และอาจทำให้หยิบยาผิด ผู้ป่วยเกิดอันตรายจากการได้รับยาที่ไม่ถูกต้อง โดยการเก็บรักษายาควรเก็บอยู่ในอุณหภูมิ และความชื้นที่ได้มาตรฐาน มีการควบคุมตรวจสอบอุณหภูมิ และความชื้นของห้องคลังยา และตู้แช่ยา เป็นประจำ

ยาบางชนิดจำเป็นต้องมีการควบคุมอุณหภูมิในการจัดเก็บ

  • ยาฉีดสำหรับโรคเบาหวาน: อินซูลิน, Byetta, Symlin และ Victoza
  • ยาหยอดตา: Azacite, Phospholine Iodide, Travatan และ Travatan Z, Xalatan
  • ยาที่สูดดม: Brovana, Foradil
  • Copaxone ใช้ในการรักษาโรคระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม
  • Forteo ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุน
  • Fortical (calcitonin พ่นจมูก)
  • Octreotide ใช้ในการรักษา acromegaly

เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะนำความเสียหายเข้ามา Xentemp จึงเป็นตัวช่วยที่จะทำให้การตรวจสอบอุณหภูมิ และความชื้นเป็นไปอย่างง่ายดาย และไม่ผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องคาดเดา ทำให้แน่ใจได้ว่ายาจะถูกเก็บไว้ในอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียผลิตภัณฑ์หรือการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการเน่าเสีย  สามารถแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ทราบได้ทันทีเมื่ออุณหภูมิผิดปกติจากที่กำหนดไว้ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของสถานพยาบาล

XENTEMP ออกแบบมาเพื่อรองรับการตรวจสอบจากหลากหลาย ๆ มาตรฐาน

เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างง่ายดาย XENTEMP สามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้มากกว่า 5 ปี และยังสามารถออกรายงานตามช่วงเวลาที่ต้องการ เพื่อให้ตรงตามกำหนดของมาตรฐานสากล

  • FDA 21, Code of Federal Regulations (CFR), Part 11
  • CAP
  • Joint Commission (JCAHO)
  • State Board of Health
  • AABB
  • USP797/800
  • CDC Storage & Handling of Vaccines
  • Vaccines For Children (VFC) Program
  • CLIA
  • FACT
  • AATB / EATB
  • ASHRE 170 & 62

ทำไมต้องเลือก Solution XENTEMP : ระบบตรวจสอบอุณภูมิห้องยาของโรงพยาบาล

Xentemp คือเทคโนโลยีสำหรับตรวจวัดอุณหภูมิ และความชื้น ในพื้นที่ต่างๆ เช่น ตู้แช่ยา, ตู้เก็บวัคซีน, ตุ็เย็น, ห้อง server หรือในระบบขนส่งที่มีการควบคุมอุณภูมิต่างๆ หากตรวจพบความผิดปกติของอุณหภูมิระบบจะสามารถทำการแจ้งเตือน ผ่านหน้า Dashboard ไปยัง Smartphone, tablet, PC หรือ Notebook แบบ Realtime พร้อมแจ้งเตือนให้ตลอดเวลาเมื่ออุณหภูมิผิดปกติ ผ่าน Line, Email หรือ SMS  เพื่อให้คุณตรวจเช็ค และแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

MULTIDEVICE

ใช้งานง่ายสามารถเข้าใช้งานได้จากหลากหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค มือถือ แท๊ปเล็ต

XENEX-LOCATION

สามารถแบ่งอุปกรณ์ตามพื้นที่ ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถ เลือกดูเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการตรวจสอบ หรือดูแล

สามารถแบ่งอุปกรณ์ตามพื้นที่ ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถ เลือกดูเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการตรวจสอบ หรือดูแล

สามารถตรวจเช็คได้ว่าอุปกรณ์เชื่อมต่ออยู่หรือไม่ หากอุปกรณ์ขาดการเชื่อมต่อระบบจะแจ้งระยะเวลาที่อุปกรณ์ขาดหายไป

สรุปผลอุณหภูมิรายวันผ่านทางไลน์ แจ้งอุณหภูมิ สูงสุด ต่ำสุด เฉลี่ย และปัจจุบัน

มีการแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์มีปัญหา หรือไม่สามารถส่งสัญญาณได้ ทำให้สามารถแก้ไขได้ทันที

มีการแจ้งเตือนหากอุณหภูมิ ออกนอกช่วงที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะสูงเกิน หรือต่ำเกินไป         

มีการแจ้งเตือนเมื่อระบบกลับมาเชื่อมต่อได้อีกครั้ง หรืออุณหภูมิกลับมาอยู่ในช่วงที่ตั้งค่าไว้

หากต้องการใบเสนอราคา หรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ...

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยี BeamFlex

เทคโนโลยีของเสาสัญญาณ WiFi อันชาญฉลาดที่นำสัญญาณให้มีคุณภาพที่สูงยิ่งขึ้น

ความเร็วในการส่งที่ดี มีความผิดพลาดในการส่งข้อมูลน้อย และการรับส่งสัญญาณแบบทันที “BeamFlex” เป็นเทคโนโลยีที่สามารถส่งสัญญาณได้ครอบคลุม การรับส่งข้อมูล และความเสถียรบนระบบเน็ตเวิร์ค BeamFlex ประกอบไปด้วยเสาสัญญาณแบบ Antenna ที่มีขนาดที่เล็กกะทัดรัด ที่สามารถทำงานแบบ Real time โดยใช้ลักษณะเฉพาะของเสาสัญญาณ การพัฒนาความก้าวหน้าของ BeamFlex นั้นระบบซอฟแวร์จะสามารถเรียนรู้สภาวะแวดล้อมในแต่ละบริเวณไม่ว่าจะมีสิ่งกีดขวางและสัญญาณรบกวน รวมไปถึงสัญญาณอื่นๆ ที่ให้คลื่นความถี่เดียวกับ WiFi หลังจากที่ได้เรียนรู้ไปแล้วในระยะเวลาหนึ่ง BeamFlex จะทำการหลบหลีกสัญญาณรบกวนต่างๆ โดยใช้เสาสัญญาณที่ดีที่สุดเพื่อทำการส่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆ

ประโยชน์ของ BeamFlex มีดังนี้

  • เพิ่มขึ้น 3 เท่าในเรื่องของสมรรถนะและระยะทาง
  • 8 เท่า ในการครอบคลุมพื้นที่
  • สมรรถนะในการรับส่งข้อมูลแบบคงที่บนสัญญาณ Wireless ที่ให้การส่งข้อมูลแบบภาพวีดีโอและเสียงในการสื่อสารที่มีคุณภาพ และชัดเจน
  • เพิ่มขีดจำกัดในเรื่องประสิทธิภาพของกำลังไฟ
  • การบรรเทาในเรื่องของสัญญาณรบกวน

ทำงานอย่างไร

จะไม่เหมือนการทำงานของเสาแบบ Omnidirectional ที่ปล่อยสัญญาณไปในรอบทิศทาง BeamFlex จะเลือกปล่อยสัญญาณในเส้นทางที่ดีที่สุดไปยังอุปกรณ์ที่รับสัญญาณ และจะไม่เหมือนเสาแบบ Fixed positioned หรือการปล่อยสัญญาณในทิศทางเดียวแบบคงที่ BeamFlex สามารถเปลี่ยนรูปแบบการส่งสัญญาณโดยการเรียนรู้จากสภาวะแวดล้อมในสถานที่ต่างๆ

อะไรคือสิ่งที่สำคัญ

Consistent Performance (สมรรถนะที่สอดคล้องกัน)

การส่งสัญญาณที่มีคุณภาพที่สูงและแม่นยำ BeamFlex สามารถรักษาการรับส่งสัญญาณให้มีข้อผิดพลาดที่น้อยที่สุด รวมไปถึงสมรรถนะในการกระจายสัญญาณได้ครอบคลุมพื้นที่

Extended Range (ขยายการกระจายสัญญาณ)

BeamFlex สามารถปล่อยสัญญาณในรูปแบบ directional WiFi ไปหา Client จึงเป็นการเพิ่มหรือขยายให้สามารถดึงกำลังของสัญญาณจากจุดที่ไม่มีการใช้งานมาในทิศทางของกลุ่ม Client ที่มีการใช้งานอยู่

Stable Connections (การเชื่อมต่อที่คงที่)

การปรับเปลี่ยนเสาสัญญาณได้หลากหลายรูปแบบ และการปรับสภาพเมื่อมีสิ่งรบกวนของเสาสัญญาณ BeamFlex ให้ความมั่นในในการสร้างสมรรถนะที่ดีและความน่าเชื่อถือในแต่ละครั้งที่มีการใช้งานของ WiFi และเป็นการลดพฤติกรรมของ WiFi ตัวอย่างเช่นการตัดขาดหรือการตัดการติดต่อระหว่าง client และ APs.

Interference Avoidance and Rejection (การหลบหลีกและปฏิเสธ สัญญาณรบกวน)

BeamFlex มีความสามารถในการเลือกเส้นทางการส่งสัญญาณแบบ directional ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ การเลือกส่งจากเสาสัญญาณที่มีมากกว่าร้อยเสา ในรูปแบบต่างๆ เพื่อที่จะปฏิเสธและหลบหลีกจากสัญญาณรบกวนต่างๆ เมื่อตรวจพบ ตัวอย่างเช่น ไมโครเวฟ, วิทยุสื่อสาร, สัญญาณบลูทูธ และอื่นๆ อีกมากมาย

Better RF Neighbor (เป็นมิตรและไม่รบกวนสัญญาณข้างเคียง)

เพราะว่า BeamFlex จะโฟกัสพลังงาน RF ในสถานที่ที่ต้องการใช้งานเท่านั้น ทำให้มีสัญญาณรบกวนที่น้อยมากต่อ WiFi access point อื่นๆ และ Client ต่างๆ

Automatic Adaptation (ปรับสภาพทิศทางการส่งสัญญาณได้แบบอัตโนมัติ)

การแปลผันของ WiFi “Beam” 100 ครั้งในแต่ละวินาที BeamFlex สามารถปรับเปลี่ยนได้แบบ Real-Time ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การนำทางของสัญญาณเพื่อผ่านสิ่งกรีดขวาง, สัญญาณรบกวน และอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง หรือทำให้ลดทอนสมรรถนะการทำงานของสัญญาณ

สรุปแล้ว BeamFlex สามารถทำให้ Ruckus Access Point กระจายหรือส่งสัญญาณได้แบบ High gain directional WiFi ในมุม 360º และในขณะเดียวกันก็จะเป็นทดทอนสัญญาณไม่ให้ไปรบกวนกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียงไม่ว่าจะเป็น APs ยี่ห้ออื่นๆ ก็ตาม

หากท่านต้องการปรึกษาเพื่อให้ทางออพติมุสแนะนำอุปกรณ์/โซลูชั่นด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับองค์กรของท่าน เราพร้อมยินดีให้คำปรึกษาติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ ไตรภพ พฤทธิพัฒนกุล

Remote Work Security

ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมีอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้นกว่าเดิม รูปแบบการทำงานจากที่บ้านกำลังปรับเปลี่ยนการแข่งขันด้านความปลอดภัยผลักดันการเติบโตและความต้องการที่รวดเร็วสำหรับการประมวลผลแบบคลาวด์โซลูชันการรักษาความปลอดภัยที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลางและบริการที่มีการจัดการ

WG
  • 90% ขององค์กรมีพนักงานทำงานนอกสำนักงานครึ่งสัปดาห์
  • เครือข่ายการทำงานระยะไกลมีแนวโน้มที่จะติดมัลแวร์มากกว่าองค์กร 3.5 เท่า
  • 30% ของข้อความฟิชชิ่งถูกเปิดโดยผู้ใช้ที่เป็นเป้าหมาย

การละเมิดความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

เมื่อผู้ใช้คนใดคนหนึ่งของคุณออกจากขอบเขตความปลอดภัย คุณจะสูญเสียการมองเห็นจากอุปกรณ์รวมไปถึงการควบคุมความปลอดภัยของพวกเขา ปัญหาจะเลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อเชื่อมต่อจากสถานที่ที่มีการป้องกัน จำกัด

การปกป้องพนักงานต้องใช้วิธีการ หลายแง่มุมที่จัดการกับความท้าทายด้านความปลอดภัยต่อไปนี้:

1. มัลแวร์และแรนซัมแวร์: ธุรกิจส่วนใหญ่พึ่งพาซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสแบบเดิมเพื่อบล็อกมัลแวร์บนอุปกรณ์ปลายทาง แต่โซลูชันเหล่านี้สามารถตรวจจับภัยคุกคามที่ทราบได้เท่านั้นและค่อนข้างไม่มีความสามารถในหยุดการคุกคามขั้นสูงได้ หากไม่ได้รับประโยชน์จากการป้องกันเครือข่ายหลักของคุณผู้ใช้ในระหว่างการเดินทางอาจติดไวรัสโดยที่คุณไม่รู้ตัวและอาจทำให้เครือข่ายในองค์กรติดไวรัสได้ เมื่อพวกเขาเชื่อมต่อกับเครือข่ายของคุณอีกครั้ง

2. Phishing / Spear-Phishing: อาชญากรใช้อีเมลเพื่อพยายามให้ผู้ใช้คลิกลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์และป้อนข้อมูลรับรองลงในหน้าเว็บหรือแบบฟอร์ม โดยทั่วไปอีเมลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับธุรกิจเฉพาะหรือบุคคลที่ถือว่ามีความเสี่ยงมากที่สุด ด้วยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีอยู่มากมายสำหรับแฮ็กเกอร์ การพิจารณาว่าใครอยู่นอกเครือข่าย จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเค้า

3. อุปกรณ์สูญหาย / ถูกขโมย: การสูญเสียอุปกรณ์อาจเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งต่อธุรกิจของคุณ อุปกรณ์ที่ถูกขโมย ไม่ได้เข้าได้เพียงแต่ตัวเครื่องเท่านั้น แต่ยังมีบัญชีผู้ใช้หลายบัญชีที่อาจมีการจัดเก็บข้อมูลไว้ นอกจากนี้ข้อมูลในอุปกรณ์อาจมีความสำคัญเป็นเรื่องส่วนตัวหรือมีทรัพย์สินทางปัญญาของ บริษัท

4. การหลีกเลี่ยง VPN: มาดูกันว่าพนักงานไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายความปลอดภัยที่เรากำหนดไว้เสมอไป  VPN สามารถให้การป้องกันได้เป็นจำนวนมาก แต่ถ้ามันยุ่งยากเกินไปสำหรับผู้ใช้ ก็จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยของคุณ เมื่อคุณพึ่งพา VPN เพียงอย่างเดียว ผู้ใช้ที่ต้องการตรวจสอบอีเมลส่วนตัวหรือบัญชีโซเชียลมีเดียอาจประสบปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ออพติมุสเราพร้อมให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานที่ต้องการคำแนะนำในเรื่องโซลูชั่นด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับหน่วยงานของท่านติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ ณัฏฐ์ วงศ์ยุตติธรรม

Panda #1 test result from AV-Comparatives

เมื่อเดือนธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา AV-Comparatives ประกาศผลการทดสอบ เชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับโปรแกรมแอนตี้ไวรัส และ Panda ได้รับการการันตีว่าเป็นอันดับ 1 ในหัวข้อ Real-World Protection Test  (การทดสอบการใช้งานจริง)

AV-Comparatives เป็นองค์กรอิสระที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำการทดสอบซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย เช่น ผลิตภัณฑ์แอนตี้ไวรัส และโซลูชันความปลอดภัยบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ได้ออกรายงานผลการทดสอบความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามแบบ Real-world และเมื่อช่วงเดือน สิงหาคม – ธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา ทาง AV-Comparatives ได้ทำการทดสอบโปรแกรมที่เป็น Endpoint security ในภาคธุรกิจ ต่างๆ บนการทดสอบการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Window 10 ดังนี้

และจากรายงานตามหัวข้อต่างๆ นั้น Panda ได้คะแนนสูงสุดจากการทดสอบในหัวข้อ Real-World Protection Test ซึ่งผลคะแนนนั้นสามารถ detection ได้ถึง 100% กันเลยทีเดียว  ดังนั้น ผู้ใช้งานสามารถมั่นใจได้ว่า Anti-virus อย่าง Panda นั้น สามารถปกป้องคุณจากภัยคุกคามได้อย่างแน่นอน

บริหารจัดการผ่านระบบ cloud ที่ออกแบบมาให้มี learning curve ต่ำ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหน้าที่ IT ก็สามารถบริหารจัดการทุกอุปกรณ์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ติดตั้งและดูแลทุก OS ได้จาก web console เดียวกัน ทราบถึงความเคลื่อนไหวและ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และยังมีทีม Panda-Thailand ที่จะคอยดูแลลูกค้า
ในลักษณะเชิง proactive อย่างต่อเนื่อง

สามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ WWW.AV-COMPARATIVES.ORG

ทำความรู้จักกับ Panda Security เพิ่มเติมที่นี่

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย  :  คุณ จิตร์ธีรา กิตติพัฒน์ธนคุณ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

PDPA คืออะไร? แล้วมีความสำคัญอย่างไร?

PDPA คืออะไร? แล้วมีความสำคัญอย่างไร?

ก่อนอื่นเลยที่เราต้องรู้ เพราะ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA ที่ย่อมาจาก Personal Data Protection Act จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 นี้

            กฎหมาย PDPA นี้ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้  ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ อาจจะเรียกง่ายๆ ว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล   

ดังนั้น เมื่อใครก็ตามที่ต้องการจะใช้ข้อมูลที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของ ต้องขออนุญาตจากเจ้าของก่อน ในทางกฎหมายก็เช่นกัน ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องขอความยินยอม (Consent)จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล  โดยแจ้งวัตถุประสงค์ก่อนว่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลอะไร และนำข้อมูลนั้นไปใช้เพื่ออะไรบ้าง   

ทำไมต้องมีการจัดการคำร้องขอใช้สิทธิตาม PDPA ?

– ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ผู้ให้บริการต้องให้เจ้าของข้อมูลสามารถร้องขอใช้สิทธิจัดการข้อมูลส่วนบุคคลได้ และต้องดำเนินการตามคำร้องนั้นภายใน 30 วัน  

– หากไม่ปฏิบัติตาม อาจมีโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ    

แล้ว PDPA องค์กรควรเริ่มแบบไหนก่อนดี

ทุกองค์กรควรจะเริ่มมีการสำรวจรายการ หรือ รายละเอียดในองค์กรของเราก่อน ยกตัวอย่างเช่น

            1.เรื่องของ Website  จะต้องมีการขอคำยินยอมในการใช้ Cookie แต่ละเว็บไซต์จะต้องมีการแจ้งเตือนผ่านแบนเนอร์ (Cookie Consent Banner) เพื่อขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานออนไลน์ รวมถึงประเภทข้อมูลที่ถูกจับเก็บ

           2. เรื่องของ HR Policy ใช้เพื่อแจ้งการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับพนักงานภายในบริษัท หรือ candidate กรณีที่มีการส่งข้อมูลส่วนบุคคล เช่น resume / CV, บัตรประจำตัวประชาชน, รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว เพื่อเข้ามาสมัครงานกับบริษัท, การปฏิบัติตามสัญญาจ้างพนักงาน รวมถึงหน้าที่อื่นๆ ของแผนก HR

            3. เรื่องกล้องวงจรปิด CCTV Policy จะใช้กรณีที่ธุรกิจ/บริษัทมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด  (CCTV) ในพื้นที่อาคาร สำนักงาน หรือโรงงาน เพื่อเป็นการแจ้งให้ผู้มาติดต่อ พนักงาน หรือบุคคลทั่วไปทราบว่าบริเวณนี้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด องค์กรกล้องวงจรปิดจะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เช่น รูปภาพใบหน้าทั้งภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว รวมถึงเสียง (ถ้ามี) โดยตามกฎหมาย PDPA กำหนดให้องค์กรต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบด้วย

การทำ PDPA มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

การทำ PDPA เริ่มต้นที่ขั้นตอนการแจ้งให้ทราบว่าจะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องติดต่อเจ้าของข้อมูลเพื่อขอความยินยอม พร้อมกำหนดรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ รวมไปถึงระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซึ่งเจ้าของข้อมูลมีสิทธิให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้

การวางแผนระบบ PDPA ให้กับบริษัทของคุณจะช่วยสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้งานข้อมูล อีกทั้งยังช่วยให้สามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและตรงใจผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้องตามข้อกฏหมายนั่นเอง

และออพติมุสก็มีทางเลือกที่น่าสนใจ และตอบโจทย์ในทุกเงื่อนไขและประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นออพติมุสจึงขอแนะนำ ให้ทุกท่านได้รู้จักกับ บริการในรูปแบบ Solution ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ PDPA ในบริการที่ชื่อว่า OSL-PDPA

โปรดทราบว่าเราจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดต่อคุณ เพื่อแนะนำสินค้าและบริการ  PDPA เท่านั้น

สร้าง Privacy Policy ง่ายๆ อย่างมืออาชีพ ถูกต้องตาม PDPA

OPT-Solutions PDPA คือเครื่องมือสร้าง Privacy Policy ถูกต้องตาม PDPA

นำไปใช้ได้จริง ประหยัดเวลา และไม่ต้องจ้างนักกฎหมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ติดต่อแผนก Marketing

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

จุดประกายโดย  :  คุณ จิตร์ธีรา กิตติพัฒน์ธนคุณ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง