ออพติมุส นำเสนอ iMAS โซลูชั่น (Single Sign-On) SSO ล่าสุดเพื่อคน SME

ออพติมุส นำเสนอ iMAS โซลูชั่น (Single Sign-On) SSO ล่าสุดเพื่อคน SME

ออพติมุส นำเสนอ iMAS โซลูชั่น (Single Sign-On) SSO ล่าสุดเพื่อคน SME จากปัญหาที่คนออฟฟิศโดยเฉพาะ SME ทั่วๆไปเจอในการเข้าใช้งานระบบต่างๆ ในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือการใช้อินเตอร์เน็ต รวมไปถึงการ Identified ตัวของ user เองเพื่อเข้าใช้ระบบหรือ drive ต่างๆของออฟฟิศ ทั้งที่เป็น LAN LINE หรือการใช้งาน Wi-Fi ซึ่งจะเข้าใช้แต่ละอย่าง ก็มีขั้นตอนที่มาก เยอะ ซึ่งยุ่งยากทั้งในส่วนของตัว User เองหรือทาง ไอทีที่ดูแลระบบที่จำกัดทั้งคน และเวลา งานก็เยอะ ต้องเข้ามาจัดการช่วยเหลือหากเกิดปัญหา

 

นอกจากนั้น การทำงานของออฟฟิศในยุคที่โลกทำงานในแบบ Post Covid อุปกรณ์ Devices ที่มีการเชื่อมต่อก็มีความหลากหลายมากขึ้น มีได้ตั้งแต่ notebook , PC ที่ออฟฟิสจัดหาให้ หรือในบางหน่วยงานมีการอนุญาตให้พนักงานสามารถนำมือถือและแท็บเล็ตส่วนตัวเข้ามาใช้งานในระบบ (BYOD – Bring Your Own Device) ได้เพิ่มเติมด้วย  แต่จะทำให้ระบบมีความปลอดภัย และที่สำคัญไม่เพิ่มงานให้ไอที ในทางกลับกันจะต้องช่วยลดเวลา ลดปัญหาไปได้พร้อมกันนั้น  บอกได้เลยว่า iMAS (Single Sign-On) SSO คือคำตอบ

ออพติมุส นำเสนอ iMAS โซลูชั่น (Single Sign-On) SSO เพื่อคน SME

iMAS ผลิตภัณฑ์จาก ออพติมุส เป็นเซอร์วิสที่พัฒนาขึ้นมา มาทำงานที่เกี่ยวข้องกับระบบ Single Sign-On (SSO) ภายในออฟฟิส เชื่อมต่อการทำงานในส่วนของ Firewall กับ Network Infrastructure เข้าด้วยกัน เพื่อให้การ login เข้ามาทำงานของ User แทนที่จะต้อง authentication ในหลายๆ ขั้นตอน รวบมันไว้ในการ access เพียงแค่ครั้งเดียว เพื่อทำให้ปัญหาของไอทีที่มีอยู่หมดไป 

iMAS บริการใหม่ล่าสุดจาก OPT-Solution เพราะเรามีความเชื่อว่า ระบบที่ดี คือ ระบบที่ถูกออกแบบมาสำหรับออฟฟิศที่แต่ละที่มีความเหมาะสมในระบบที่แตกต่างกัน ระบบที่ดีจะทำให้ไอทีสามารถทำงานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับมีเวลาเหลือในการเข้าไปพัฒนา ICT ส่วนอื่นเพิ่มเติมได้อีกด้วย 

ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งาน iMAS ในองค์กร

  • ไม่ต้องทำ Directory เอง มีเซอร์วิสให้เลือกเหมาะกับสภาพแวดล้อมองค์กร ทั้งแบบ On Premise และ On Cloud
  • แก้ปัญหาการระบุตัวตนของ User ในองค์กร
  • ไม่ต้อง Login ซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็น Login เข้าเครื่อง, Connect Wi-Fi, Authen เพื่อใช้งานอินเตอร์เน็ต
  • ลดงานของไอที ที่ดูแลระบบ และเพิ่มความสะดวกให้กับยูสเซอร์ในการเข้าใช้งาน
  • ดูแลและให้บริการโดยทีมนักพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญ อยู่ในธุรกิจไอทีมากกว่า 20 ปี
  • สามารถใช้งานได้ร่วมกันกับ Wireless Solution หรือ Firewall ยี่ห้อใดก็ได้

ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้หากท่านสนใจในการพัฒนาระบบของออฟฟิศให้ทำงานได้สะดวกและง่ายดายมากขึ้น รวมถึงการหาเครื่องมือในการช่วยทำให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทำงานผ่านการทำระบบดิจิตอลต่างๆ แล้ว สามารถสอบถามรายละเอียดหรือแสดงความต้องการเพิ่มเติมได้ที่

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

3 เหตุผลที่บริษัทเล็กๆ หรือ SME อย่างเราเชื่อว่า บริษัทมีโอกาสถูกโจมตีจาก Ransomware น้อยกว่าบริษัทใหญ่ทั่วไป

จริงอยู่ที่ว่า ข่าวการโจมตีด้วย Ransomware ที่เราได้ยินตามหน้าข่าว จะเป็นบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งถ้าเป็นหน้าข่าวในต่างประเทศ ก็จะพบเช่น Kia Motors, Accenture, Acer, JBS ในประเทศไทยก็มีหน้าข่าวที่ บริษัทใหญ่ๆ โดยเรียกค่าไถ่แบบเปิดเผยบ้าง ไม่เปิดเผยบ้าง ด้วยราคาค่าไถ่ที่แสนแพง ซึ่งทำโดยโจรทางไซเบอร์ที่ล้วนแล้วแต่รู้กันว่าเป็นตัวเป้งในวงการ มีคดีทางด้าน Cyber Security หลายคดี มีการวางแผนเข้าโจมตีอย่างแยบยล มีกระบวนการในการทำงานเพื่อคุกคามเป้าหมาย ซึ่งสุดท้าย เหยื่อเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ไม่รอดจากการโจมตีทั้งสิ้น

แต่จากผลของการเก็บข้อมูลในช่วงปี 2021

มีข้อมูลที่อาจทำให้หลายคนต้องแปลกใจ เมื่อพบว่าธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) รวมไปถึง NGOs ต่างๆ กลายเป็นผู้ที่เสียหายจากกรณี Ransomware มากที่สุด ซึ่งหากเราวิเคราะห์เพิ่มเติมลงไป จะพบสาเหตุสำคัญ ดังนี้

  • เชื่อไปเองว่าแก๊งค์เรียกค่าไถ่ จะมุ่งโจมตีเฉพาะกับบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย เพียงแต่จะพบว่าข่าวที่ลง ส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่ บริษัทใหญ่มากกว่า เนื่องจากสามารถขายข่าวได้ดีกว่า เร้าใจได้มากกว่า ทั้งๆที่จริงๆ แล้ว บริษัทเล็กๆ หรือ SMEs ก็มีการโดนโจมตีด้วย Ransomware ไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้ง ยังมีความเชื่อว่า พวกโจรเหล่านี้คงไม่โจมตีบริษัทเล็กๆ หรอก เพราะเรียกค่าไถ่ได้ไม่มาก ที่จะเป็นหลักหลายๆ ล้านดอลล่าห์ก็แทบจะเป็นไปได้เลยที่บริษัทเล็กๆ จะยอมจ่าย ซึ่งไม่คุ้มกับการวางแผน การทำงานของโจร แต่เปล่าเลย เมื่อพบข้อมูลว่าค่าไถ่โดยเฉลี่ย ในปี 2021 จะอยู่ราวเพียง 70,000 ยูเอสดอลล่าห์ (หรือราวๆ 210,000 บาท) ซึ่งเป็นจำนวนที่ธุรกิจขนาดเล็กทั่วไป สามารถจ่ายได้ ดังนั้นจะบอกว่า ทุกธุรกิจ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ล้วนเป็นเป้าหมายของการโจมตีแทบทั้งสิ้น

 

  • Ransomware as a Service (RaaS) เป็นตัวเปลี่ยนเกมส์สำคัญของ Ransomware กล่าวคือในอดีตการเขียน script ต่างๆ ล้วนต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการเขียน เพื่อเข้าโจมตี รวมถึงการทำ Encryption ต่างๆ แต่ปัจจุบ้นมีบริการ Ransomware as a Services ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับโจรที่แม้ไม่มีความรู้มาก แต่ก็สามารถซื้อบริการดังกล่าวได้ ซึ่งนั่นสามารถสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจที่โดนโจมตีได้กว้างขวางมากขึ้น ด้วยต้นทุนการทำงานที่ต่ำลง ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า ในปี 2020 การโจมตีด้วย Ransomware โจรไซเบอร์ใช้รูปแบบ Ransomware as a Service (RaaS) ถึงสองในสามเลยทีเดียว

 

  • ข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณด้านความปลอดภัย เนื่องจากหลายออฟฟิส มองว่า IT เป็นหน่วยงานที่เป็น ค่าใช้จ่าย ฉะนั้นเงินที่ลงไปในงานไอทีจึงเป็นแต่รายจ่าย ซึ่งอันที่จริง เราสามารถ optimize งานไอทีหลายๆ ส่วนเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกด้วย ซึ่งแนวคิดเรื่องของ digital transformation ต่างๆ ล้วนปรับเพื่อให้องค์กรใช้ไอทีในการพัฒนาองค์กรในทุกส่วนได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้อย่าพึ่งตื่นตระหนก

หากธุรกิจของท่านมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการ remote office ที่มาจากการทำ Work From Home (WFH) ของพนักงาน หรือความไม่รู้ว่า จะมีแนวทางในการป้องกัน ในเรื่องของ มัลแวร์และ Ransomware ได้อย่างไร รวมไปถึงการขาดการวางแผนที่อาจยังไม่ดีพอ ออพติมุส เราอยู่ในธุรกิจ Cyber Security มากว่า 20 ปี  เรามีทีมงานที่พร้อมให้คำปรึกษา รวมถึงข้อเสนอต่างๆ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันทีผ่านช่องทาง ต่างๆ ด้านล่าง โดยทีมงาน ออพติมุส ร่วมกับ Webroot และ สินค้าด้านความปลอดภัยอื่นๆ พร้อมที่จะเข้าไปให้คำปรึกษา รวมถึงวิธีการในการจัดการปัญหาต่างๆ สนใจติดต่อ

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยทางไซเบอร์

Webroot เป็นโซลูชั่นด้านการจัดการ EndPoint ที่เป็น AI อัจฉริยะ ในการดูแลข้อมูลที่สำคัญของคุณ ซึ่ง Software ที่ลงมีขนาดเล็ก เบา ไม่โหลดเครื่องเหมือนโปรแกรม Endpoint ตัวอื่นๆที่คุณเคยใช้งาน

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

CommScope Ruckus ประกาศแจ้ง Emergency End of Sale สำหรับ Switching Hub

จากเหตุการณ์วิกฤต Supply Chain ที่เกิดขึ้น กระทบต่ออุตสาหกรรมไอซีทีโดยรวมทั่วทั้งโลก ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสินค้าไอทีหลายๆอย่างเกิดการขาดแคลน ซึ่ง CommScope ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน  ซึ่งส่งผลให้ทาง CommScope ต้องประกาศแจ้ง EOS ในผลิตภัณฑ์ Switching Hub บางรุ่น ได้แก่ RUCKUS ICX7250, ICX7150-C08PT, ICX7150-C08P และ ICX7150-24F โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2022 เป็นต้นไป 

CommScope ได้มีการจัดเตรียมสินค้าในรุ่นใหม่ที่ใช้ทดแทน Switching Hub

ทั้งนี้ทาง CommScope ได้มีการจัดเตรียมสินค้าในรุ่นใหม่ที่ใช้ทดแทน Switching Hub ในรุ่นที่มีการประกาศ EOS  ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถดูรายละเอียดได้จาก Link แนบ และทั้งนี้หากท่านมีข้อสงสัย หรือความประสงค์ที่จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Tactio injector PoE+ และ PoE++ มาตราฐานใหม่ เพื่อการรองรับกำลังไฟและความเร็วที่เพิ่มขึ้น

เทคโนโลยี PoE ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น 802.3af หรือ 802.3at ถูกหยิบมาใช้อย่างแพร่หลาย มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งปัจจุบัน AP หรือ IP Camera บางรุ่นต้องการกำลังไฟในการทำงานที่มากขึ้น ทำให้ PoE ในมาตรฐานเก่าใช้งานไม่ได้ ครั้นจะเลือกใช้ Switching Hub ที่รองรับมาตรฐานไฟที่เยอะขึ้น ก็มีราคาที่แพง ฉะนั้น PoE Injectors ในรุ่นที่สนับสนุน PoE+ หรือ PoE++ จึงเป็นคำตอบที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดในเวลานี้

Tactio ผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์คคุณภาพสูง ประกอบไปด้วยอุปกรณ์เน็ตเวิร์คหลายรุ่น อาทิ Industrial Switch สวิตซ์เกรดอุตสาหกรรม ที่ต้องการความสมบุกสมบันเป็นพิเศษ มาพร้อมกับอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ความคงทนเกินการรับประกัน และล่าสุดกับกับ PoE Injector ในมาตราฐาน PoE+ และ PoE++ อุปกรณ์ตัวกลางจ่ายไฟในเน็ตเวิร์ค เพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ปลายทาง เช่น Access Point, กล้อง CCTV ที่อยู่บนฝ้า เพดานหรือที่สูง ติดตั้งได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น กินไฟจากสาย LAN ลดค่าใช้จ่ายและความวุ่นวายในการติดตั้งปลั๊กไฟ หรือเดินสายไฟ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการใช้ PoE ร่วมกันกับ Industrial PC, Digital Signage อื่นๆ ที่กินไฟมากกว่า POE ในมาตรฐานแบบเดิม

เกร็ดการเลือกใช้งาน PoE ในปัจจุบัน

หากเราจะเลือกใช้ PoE มีสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. Power ที่ใช้งาน ซึ่งปัจจุบันอุปกรณ์ AP หรือ IP Camera มีความต้องการใช้กำลังไฟที่แตกต่างกัน โดยมี Power ให้เลือกใช้ ตามมาตรฐานดังนี้ 

    • IEEE 802.3af (POE) ที่ใช้กำลังไฟ 15W
    • IEEE 802.3at (POE+) ที่ใช้กำลังไฟ 30W
    • IEEE 802.3bt (POE++) ที่ใช้กำลังไฟ 60W-90W 
            a. Type3/Class5 45Watt, Class6 60W
            b. Type4/Class7 72Watt, Class8 90W

2. ความเร็วที่ต้องการใช้งาน (Ethernet Network Speed) เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับพอร์ตที่เป็น Multi-Giga กันบ้างแล้ว โดยเฉพาะกับ Wireless AP ที่เป็น Wi-Fi 6 ขึ้นไป ทั้งนี้หากพิจารณาจะพบว่า ปัจจุบันมีความเร็วที่ใช้กันอยู่ดังนี้

    • 10/100 Mbps
    • Gigabit
    • Multi-Giga 1G/2.5G/5G
    • 10 Gigabit (5-speed 100M/1G/2.5G/5G/10G)

โดยเราจะนำเอาปัจจัยทั้งสองส่วนมาใช้เป็นประเด็นในการเลือกใช้ PoE ที่เหมาะสม โดยสามารถพิจารณาได้จากตารางด้านล่าง ซึ่งประกอบไปด้วย แกนที่เป็นกำลังไฟ และ แกนที่บอกถึงครามเร็วที่ใช้งานในระบบ

tactio injector PoE

โดย Injector จาก Tactio มีรุ่นที่เปิดตัวมาใหม่ในไตรมาสหนึ่งของปีนี้ รวม 3 รุ่นประกอบไปด้วย

  • INEO-01PJG10 เป็น Injector ที่เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความเร็วสูงสุดถึง 10Gbps สนับสนุนกำลังไฟที่ 30W หรือตามมาตรฐาน 802.3at
  • INEO-01PJG5 เป็น Injector ตอบสนองความเร็วที่ 5Gbps ด้วยกำลังไฟตามมาตรฐาน 802.3at (POE+) และ 802.3af (POE) หรือรองรับกำลังไฟที่ 30W และ 15W ตามลำดับ 
  • INEO-01PJG-BT90 เป็น Injector มาตรฐาน 802.3bt รองรับกำลังไฟสูงถึง 90W รวมถึงรองรับกำลังไฟในรูปแบบ Backward Compatible ที่ 60W,30W และ 15W สนับสนุนการทำงานบนพอร์ตความเร็ว 1Gbps

ทั้งนี้ทางบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัดยังเป็นตัวแทนจำหน่าย อุปกรณ์เน็ตเวิร์คอื่นๆ จาก tactio ด้วย หากสนใจหรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio เพิ่มเติมสามารถติดต่อมาได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ความเสี่ยงจากมัลแวร์ที่พบในช่วงปีที่ผ่านมา

จากการเก็บข้อมูลผ่าน Firewall box ของ WatchGuard ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก พบประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายเรื่อง ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา จะพบว่า

  • พบว่ามีการโจมตีจาก Ransomware มากขึ้นถึงกว่า 105% และมีแนวโน้มการถูกโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นยังพบการโจมตีในรูปแบบ  Ransomware-as-a-Service (RaaS) เช่นจาก REvil และ GandCrab ซึ่งให้บริการกับ Hacker ที่มีทักษะทางด้านไอที่ไม่มากนัก
  • มัลแวร์ที่มีลักษณะเป็น Zero day คิดเป็น 67% ของมัลแวร์ที่ตรวจพบ ซึ่งถึงแม้ว่าส่วนใหญ่ มัลแวร์ที่พบจะไม่มีความซับซ้อนในการทำงานมากนัก แต่ก็ส่งผลถึงความกังวลในจำนวนที่มากขึ้น
  • ช่องโหว่ใน Microsoft Windows และ Microsoft Office ในเวอร์ชั่นเก่า หรือในเวอร์ชั่นที่ไม่ได้มีการอัพเดท patch ยังคงเป็นจุดที่ Hacker ใช้ช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อการเข้ามาโจมตีระบบ

การโจมตีผ่าน script ต่างๆ ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสามารถทำผ่านเครืองมือที่มีใช้กันอย่างแพร่หลาย อาทิ PowerSploit, PowerWare และ Cobalt Strike ซึ่งถึงแม้ว่า Hacker จะไม่มีความรู้ด้านเทคนิคมากนัก ก็สามารถเข้าไปเขียนได้

จากเหตุการณ์ต่างที่เกิดขึ้น เรามีมุมมองเบื้องต้นที่จะลดความเสี่ยงจากมัลแวร์ ต่างๆ เหล่านี้ได้แก่

  • หมั่นอัพเดทซอร์ฟแวร์ รวมถึง patch ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนช่องโหว่ที่ผู้โจมตีสามารถโจมตีได้
  • ควรมี EPDR (Endpoint Protection, Detection and Response) เพิ่มเติมเข้าไปในระบบ นอกเหนือจาก Endpoint Protection เพื่อตรวจจับมัลแวร์บางประเภทที่มีความซับซ้อนในการทำงานมากกว่าในรูปแบบเดิม
  • ควบคุมและตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงและการดูแลระบบสม่ำเสมอและเคร่งครัด 

ทั้งนี้ออพติมุส มีทีมที่ให้คำปรึกษาในเรื่องของ Cyber Security ครอบคลุมและเป็นระบบ ผ่านบุคคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องการออกแบบ การ implement รวมถึงการประเมินระบบที่ใช้อยู่ปัจจุบัน สนใจ ติดต่อ

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คาดการณ์ตลาด Home Networks ปี 2022 โดย Commscope Ruckus

เราพบความเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมต่อดิจิตัลในบ้านอย่างมากตัังแต่ Covid เกิดขึ้นมาเมื่อสองปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้ชีวิต ที่พึ่งการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม ลูกๆของเราเรียนทางออนไลน์ เมื่อเราต้องพบหมอช่องทางออนไลน์ก็ถูกใช้งานมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการทำงาน การประชุมผ่านทางออนไลน์จากที่บ้าน หรือ Work From Home ก็ดูจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 

เรายังพบอีกว่า

  • หลายครอบครัวมีการอัพสปีดอินเตอร์เน็ตในบ้านให้มีความเร็วมากขึ้น เนื่องจากมีความจำเป็นในการใช้งานหรือการเรียนมากขึ้น ซึ๋งล้วนสนับสนุนการใช้งานออนไลน์ ต่างๆ แทบทั้งสิ้น
  • เราพบว่าการใช้งาน Wi-Fi ที่ดีในทุกมุม ทุกชั้นของบ้านเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวเรียกร้องและต้องการมากๆ
  • เราพบว่าในหลายๆ ครอบครัว อุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อ Wi-FI มีมากถึง 18-20 Devices  ทั้งนี้ยังรวมถึงการใช้งานอุปกรณ์ที่เป็น Smart Home ต่างๆ ด้วย
  • Streaming ที่เกิดจากการดู VDO หรือเล่นเกมส์ออนไลน์คิดเป็น 90% ของ Bandwidth การสตรีมมิ่งที่ใช้กันในปัจจุบัน
  • ความเป็นส่วนตัวและความตระหนักถึงปลอดภัยของเครือข่ายในบ้าน เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงและให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

จากตัวอย่างข้างต้น เราคาดการณ์ว่าในปี 2022 นี้จะมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับสิ่งที่เราได้เรียนรู้ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา สรุปเป็นประเด็นต่างๆได้ดังนี้

  • Wi-Fi จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ใน 3 กลุ่ม คือ Wi-Fi 6, Wi-Fi 6E และ Wi-Fi 7
    • ในปี 2022 อุปกรณ์ Wi-Fi ในบ้าน จะรองรับการใช้งาน Wi-Fi 6 มากขึ้น (ปัจจุบันอุปกรณ์ที่รองรับการทำงาน Wi-Fi 6 ในบ้านมีอยู่ประมาณ 10% ของอูปกรณ์ Wi-Fi ทั้งหมดและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ)
    • ในพื้นที่สาธารณะ เช่นห้างสรรพสินค้า คาดว่า Wi-Fi รุ่นเก่าจะถูกทดแทนด้วย Wi-Fi 6 ครอบคลุมพื้นที่สูงถึงกว่า 75% 
    • การเกิดขึ้นของ Wi-Fi 6E ที่ใช้ย่านความถี่ 6GHz จะมีการพูดถึงมากขึ้น รวมถึงในหลายประเทศคาดว่าจะมีการอนุญาตให้ใช้งานร่วมกับเครือข่าย 5G เพื่อรองรับความต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อที่มากขึ้น
    • Wi-Fi 7 คาดว่าจะเริ่มมีต้นแบบผลิตภัณฑ์ออกมาราวปี 2023 แต่จะพบการทดลอง ทดสอบใน LAB จากนี้เป็นต้นไป
  • เทคโนโลยี PON โดยเฉพาะที่เป็น XGS-PON จะถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้นทั้งจาก Operator และ ในองค์กร Enterprise มากขึ้น
    • เทคโนโลยี XGX-PON จะเป็น Backbone สำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีความเร็วระดับ 10Gbps และถูกใช้แพร่หลายมากขึ้น รองรับการทำงาน DOCSIS 4.0 ซึ่งจะเห็นการทดสอบตลอดในปี 2022 และคาดว่าจะออกผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานจริงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2023
  • จะเกิดการใช้งาน อุปกรณ์ IoT ในบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และมีการเชื่อมต่อ เชื่อมโยงกันกับทุกๆ อุปกรณ์ในบ้าน
    • ในปี 2022 จะเป็นปีเปิดตัว Matter เทคโนโลยีด้าน Chipset ที่จะนำเสนอสถาปัตยกรรมด้าน IoT เพื่อการใช้งานร่วมกัน ใน IoT ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีมากขึ้น
  • ผู้ให้บริการจะให้ความสำคัญกับ Streaming มากขึ้น ทั้งคุณภาพและความเร็ว
    • บริการสตรีมมิ่งเป็นแหล่งความบันเทิงที่หลากหลาย เราพบว่ามีความต้องการสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากผู้ให้บริการเพื่อให้บริการกับผู้บริโภคที่เน้นการสตรีมเป็นอันดับแรก และแน่นอนเราจะพบว่าจะยิ่งมีมากขึ้นกว่าเดิมอีกในปีนี้

เรารู้สึกว่าแนวโน้มเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วในวงกว้างซึ่งผลกระทบใน 2022 และต่อๆ ไปจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ฉะนั้นคุณเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนี้หรือยัง อ่านเพิ่มเติมจากบทความต้นฉบับได้ที่ : https://www.commscope.com/blog/2022/our-2022-predictions-for-home-networks/

CS-Ruckus

จาก Panda Security สู่ WatchGuard Endpoint สมบูรณ์แบบ

มีนาคม ปี 2020  WatchGaurd เข้าซื้อกิจการ Panda Security บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของ Endpoint Solution และเมื่อผนึกรวมกันกับ WatchGuard ผู้นำทางด้านซิเคียวริตี้ โซลูชั่นด้านความปลอดภัยซึ่งประกอบไปด้วย Network Firewall, Wi-Fi รวมไปถึงโซลูชัน MFA (WatchGuard Authpoint) ทำให้ การป้องกันภัยทางไซเบอร์เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ครอบคลุมปิดทุกจุดความเสี่ยงได้อย่างดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้มีข้อสงสัยจากผู้ใช้ Panda Security เดิม ว่าหากต้องการอัพเกรดรุ่นเป็น WatchGuard Endpoint แล้วจะเทียบเคียงได้กับรุ่นใด และเพื่อให้เข้าใจแนวทางการอัพเกรดซีรีย์ต่างๆ ทางทีมงานจึงได้จัดทำข้อสรุปดังนี้

1.Panda Endpoint Protection และ Panda Endpoint Protection Plus จะถูกปรับเป็น WatchGuard EPP (Endpoint Protection Platform) ผลิตภัณฑ์ WatchGuard EPP เป็นมากกว่าโปรแกรมป้องกันไวรัสในรูปแบบดั้งเดิมที่เป็น Signature base โดย WatchGuard Endpoint สามารถ หยุดมัลแวร์ แรนซัมแวร์ และภัยคุกคามที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่ไม่รู้จักได้ และยิ่งไปกว่านั้น WatchGuard EPP ยังสามารถจัดการผ่านคอนโซลบนคลาวด์ที่ใช้งานง่าย น้ำหนักเบา ไม่รบกวนประสิทธิภาพของพีซีหรือโน๊ตบุ๊คที่ใช้

2.Panda Adaptive Defense อัพเกรดฟีเจอร์มาเป็น WatchGuard EDR (Endpoint Detection and Response) ซึ่งแม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็น Antivirus หรือ Endpoint ทั่วไปจะมีความสำคัญสำหรับการสแกนเพื่อค้นหาภัยคุกคาม ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็มีข้อจำกัดหากไม่มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความสามารถในการจัดการการโจมตีขั้นสูงอื่น เช่น APTs, exploits หรือการจัดการที่เป็น fileless ฉะนั้นการเพิ่ม WatchGuard EDR เสริมเข้าไปกับ Antivirus หรือ Endpoint ปลายทางเดิม จะช่วยเติมเต็มช่องว่างสำหรับการรักษาความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ปลายทางที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น

3.Panda Adaptive Defense 360 ปรับเป็น WatchGaurd EPDR (Endpoint Protection, Detection and Response) WatchGuard EPDR นำความสามารถ Endpoint Protection (EPP) และ Endpoint Detection and Response (EDR) มารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์เดียว โดยรวมข้อเด่นของสองผลิตภัณฑ์เข้าไว้ร่วมกัน  เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด ปลอดภัยจากภัยคุกคามที่มีความซับซ้อน และมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ลูกค้าสามารถเลือกใช้ WatchGuard Endpoint Solution ที่เหมาะกับองค์กรได้แล้ววันนี้
และ พิเศษทดลองใช้ฟรี 30 วัน

ออพติมุสเราพร้อมให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานที่ต้องการคำแนะนำในเรื่องโซลูชั่นด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับหน่วยงานของท่านติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

เก็บตกงาน Optimus Webinar “เจาะลึก Webroot Endpoint Security พร้อมเทคโนโลยี AI ที่ฉลาดที่สุดแล้ววันนี้”

องค์กรของเรามีการป้องกันภัยทางไซเบอร์ได้ดีเพียงพอหรือยัง คำถามนี้น่าจะอยู่ในใจใครหลายๆ คน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ผ่ายไอทีที่มีส่วนรับผิดชอบกับระบบความปลอดภัยขององค์กร ทั้งนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจในปี 2021 ที่ผ่านมา พบว่า

  • ในปีที่ผ่านมา มีมัลแวร์เกิดขึ้นใหม่มากกว่า 170 ล้านตัว หรือตกเฉลี่ยเกิดขึ้นใหม่ถึงวันละ 400,000-500,000 ตัวเลยทีเดียว
  • 71% ขององค์กรที่โดนโจมตี มีพนักงานน้อยกว่า 100 คน นั่นแสดงให้เห็นว่าปัจจุบัน เหยื่อของการโดนโจมตี ไม่ได้มีแต่เฉพาะบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น
  • Malware มีรูปแบบการโจมตีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โจมตีอย่างต่อเนื่อง หวังผลสำเร็จ ผ่าน APT, Adware, Ransomware เป็นต้น

นอกจากมัลแวร์ใหม่ๆ ที่เราตรวจพบ เรายังตรวจเจอภัยไซเบอร์อื่นๆเพิ่มเติม อีก เช่น Phising Sites ที่ถูกทำเลียนแบบ Website จริงของธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อหลอกให้เราใส่ข้อมูลส่วนตัวลงไป ในฝั่งไฟล์ OffLine ก็พบการสร้างไฟล์เพื่อฝังมัลแวร์ไว้มากกว่า ล้านไฟล์ต่อวัน

 

Webroot เป็น Advance NextGen Antivirus มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทำงานเป็น cloud base และมีการป้องกันในแบบ Multi-Threat vector Protection ทั้งนี้มีผู้ใช้งาน Webroot มากกว่า 50 ล้าน Users อีกทั้ง Webroot ยังเป็น NextGen Antivus ที่ทำ OEM ให้กับบริษัทไอทีชั้นนำอีกกว่า 90 บริษัท โดยถือได้ว่าครองอันดับหนึ่งในตลาด OEM เลยทีเดียว 

 

ทั้งนี้หากอธิบายถึงความเป็น Cloud base ที่ Webroot เป็น เปรียบเทียบกับ Signature base ซึ่งใช้กันมาอย่างยาวนาน โดยเป็นเทคโนโลยีในรูปแบบเดิม การ update database จะมาเก็บไว้ที่ agent ที่เป็นเครื่องปลายทาง ซึ่งจะพบว่ามีปัญหาเรื่องการกินพื้นที่ Harddisk  รวมถึงกิน resource ของเครื่องมาก นอกจากนี้ที่สำคัญ การป้องกันของ Signature base จะเป็นการป้องกันในแบบที่เป็น Single Vector Attacks ซึ่งปัจจุบัน การโจมตีได้เปลี่ยนรูปแบบไปมากแล้ว อาทิการโจมตีของมัลแวร์ในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า  Polymorphic Malware โดยจะเป็นการโจมตีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีการเปลียนแปลงการโจมตีอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลบการตรวจจับ เช่นเปลียนชื่อ ย้ายที่อยู่ สร้างไฟล์ใหม่ และทำจนกว่าจะสำเร็จ

ทั้งนี้จากข้อมูลยังพบอีกว่า

  1. การโจมตีในปัจจุบันถึงกว่า 90% จะเป็นการโจมตีในรูปแบบ Multi Vector ซึ๋ง Antivirus ในแบบเดิมไม่สามารถป้องกันหรือจัดการได้ 
  2. 94% ของมัลแวร์ที่เกิดขึ้น เป็น Unique Malware หรือเป็น มัลแวร์ที่ยังไม่มีใครรู้จักมาก่อนฉะนั้นการทำงานที่เป็น Signature ฺbase Antivirus จะไม่สามารถจัดการได้

Advance NextGen Antivirus ของ Webroot เป็นการทำงานที่อาศัยข้อมูลที่เป็น Big Data + AI เข้ามาเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ชุดข้อมูล เมื่อมีการใช้งานไฟล์ต่างๆ ในระบบ การทำงานของ Webroot จะทำการ scan ไฟล์ด้วยการดึง Files Hash ออกมา (เป็นเลขชุดที่บอกรายละเอียดของไฟล์) โดยข้อมูลชุดนี้ ก็จะถูกส่งไปที่ Cloud ซึ่งมีฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภัยทางไซเบอร์ที่อยู่บน Cloud ซึ่งจะเป็นการเทียบกับฐานข้อมูล Internet Sensor Network + Global Threat Database+ Security Partner (WEBROOT OEM Partner) + WEBROOT Customer ซึ่งทั้งนี้ไม่ได้ดูแค่มัลแวร์นั้นว่ามีหรือไม่ใน database เท่านั้น  แต่จะดูไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่ มัลแวร์ต้องสงสัยแสดงออกมา เทียบเคียงเพื่อดูความเป็นไปได้ว่า Behavior นี้มีโอกาสเป็นภัยกับระบบมากน้อยเพียงไร ผ่าน AI และ Machine Learning ซึ่งผลที่ได้ จะทำให้มั่นใจว่า ระบบที่ถูกป้องกัน โดย Webroot จะมีความปลอดภัย สามารถป้องกันการโจมตีได้มากกว่า

WEBROOT Threat Intelligence Platform

WEBROOT ยังมี Console ที่เรียกว่า “GSM” ไว้คอยควบคุม มอนิเตอร์ รวมถึงจัดการต่างๆ ผ่าน Dashboard ที่เป็นระบบ Cloud เช่นกัน เพื่อทำให้การบริหารความปลอดภัยเป็นไปได้อย่างสะดวกและง่ายดายมากขึ้น  

ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยทางไซเบอร์

Webroot เป็นโซลูชั่นด้านการจัดการ EndPoint ที่เป็น AI อัจฉริยะ ในการดูแลข้อมูลที่สำคัญของคุณ ซึ่ง Software ที่ลงมีขนาดเล็ก เบา ไม่โหลดเครื่องเหมือนโปรแกรม Endpoint ตัวอื่นๆที่คุณเคยใช้งาน

สนใจหรือต้องการทดสอบ สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาดหรือฝ่ายขายของทางบริษัท 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์