สร้างสมดุลโลกธุรกิจและสิ่งแวดล้อม ด้วย IIoT จาก BeaRiOt คำตอบสู่ ESG เพื่อโรงงาน 4.0

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ธุรกิจต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่โรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) หรือการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีมากขึ้น

ความจำเป็นที่ต้องตระหนักถึงเรื่อง ESG ในโรงงาน

ภาคอุตสาหกรรมการผลิตถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ทั้งในประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานจากซากฟอสซิล การจัดการของเสีย น้ำเสีย ตลอดจนผลกระทบต่อบริเวณชุมชนโดยรอบ หากโรงงานไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ก็อาจสร้างความเสี่ยงในด้านต่างๆ เกิดขึ้นได้เป็นอย่างมาก

  1. ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหามลพิษ การขาดแคลนน้ำและทรัพยากรต่างๆ  ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
  2. ความเสี่ยงด้านสังคมและชุมชน เช่น ข้อพิพาททางด้านแรงงาน ความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการประท้วงต่อต้านหรือการสไตรค์หยุดงาน
  3. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ เนื่องจากมีกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น โรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามอาจต้องเสี่ยงกับการถูกปรับและการดำเนินคดี
  4. ความเสี่ยงด้านการเงิน เช่น การขาดแคลนเงินทุนจากนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างยั่งยืน หรือการถูกตัดสินใจจากผู้บริโภคที่ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับบริษัทที่ใส่ใจในด้าน ESG มากขึ้น

นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ยังถือเป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในแบบที่หลายธุรกิจคาดไม่ถึงเลย ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการจำนวนมาก ต่างก็มีข้อสงสัยว่า ESG ไม่ใช่แค่เรื่อง รักษ์โลกหรือ แถมพอทำโครงการก็ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้นมาอีก จากผลสำรวจพบว่า การดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG แม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ก็จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวในหลายประการ ได้แก่

  1. การลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว แม้การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและการจัดการของเสียมีต้นทุนค่อนข้างสูงในช่วงแรก แต่ในระยะยาวจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ เช่น การประหยัดพลังงาน การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ลดปริมาณของเสีย ซึ่งจะคุ้มค่ากับการลงทุนเริ่มต้น

  2. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การนำหลัก ESG มาใช้ จะบังคับให้องค์กรต้องใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สิ้นเปลืองน้อยลง จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตในที่สุด

  3. ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น องค์กรที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้จะได้เปรียบในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้า

  4. ดึงดูดนักลงทุนและแรงงานคุณภาพ องค์กรที่มีการบริหารจัดการด้าน ESG ที่ดี จะได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่สนใจของนักลงทุนระยะยาว และดึงดูดบุคลากรคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนได้ง่ายกว่า

  5. ลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบ ด้วยกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น การดำเนินธุรกิจตาม ESG จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปรับหรือดำเนินคดี ซึ่งจะเป็นต้นทุนที่สูงมาก

BeaRiOt เป็นโซลูชั่น IIoT (Industrial Internet of Things)

ผู้ช่วยสำคัญที่ทำให้โรงงานขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ได้เป็นอย่างดี เซนเซอร์ติดตั้งง่าย ออกแบบให้สามารถทำงานร่วมกับระบบควบคุมเครื่องจักรหรือ PLC (Programmable Logic Controller) ยี่ห้อต่างๆ ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น Siemens หรือ PLC อื่นๆ ใช้งานได้กับโปรโตคอล Modbus หรือ Forenet ทำให้โรงงานสามารถนำ BeaRiOt มาใช้งานกับเครื่องจักรที่มีอยู่เดิมได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด โดย BeaRiOt มีคุณสมบัติและประโยชน์สำคัญดังนี้

  1. เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์และเซ็นเซอร์ต่างๆ ในโรงงาน เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดการของเสีย ช่วยให้โรงงานสามารถกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการด้าน ESG ได้อย่างแม่นยำ

  2. ให้การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เมื่อมีการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองหรือเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขึ้น ช่วยให้โรงงานสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะลุกลามใหญ่โต 

  3. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อหาแนวทางในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

  4. ติดตามและประเมินการดำเนินงานด้าน ESG ของโรงงาน สามารถสร้างรายงานและแดชบอร์ดสำหรับการวิเคราะห์และนำเสนอผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารได้เป็นอย่างดี

  5. มีราคาที่คุ้มค่า สามารถเริ่มใช้งานได้ทีละส่วน ที่ละเครื่องจักร ก่อนขยายใช้ทั่วทั้งโรงงาน ช่วยให้โรงงานทุกขนาดสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี IIoT ได้บน CapEx ที่คุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ BeaRiOt ยังมีความปลอดภัยสูงไม่มีการส่งข้อมูลออกนอกระบบ ทำให้โรงงานที่ติดตั้ง BeaRiOt สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหลออกข้างนอก ข้อมูลทั้งหมดจะผ่านการเข้ารหัสและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มงวดช่วยเพิ่มความปลอดภัยจากการถูกคุกคามทางไซเบอร์อีกด้วย

และด้วยประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของ BeaRiOt จะทำให้โรงงานสามารถเดินหน้าสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนตามหลัก ESG ได้อย่างราบรื่น ผสานความสำเร็จทางธุรกิจเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคมไปพร้อมๆ กัน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว หากพี่ๆ สนใจในการให้ทีมงานของบริษัทออพติมุสเข้าไปพูดคุย หรือให้คำปรึกษาในการใช้งานเพิ่มเติม

+สนใจ+ ลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งาน BeaRiOt ฟรี!

ฟรี! เพียง 10 บริษัทแรกเท่านั้น

พร้อมของแถมสุดพิเศษ

ดีไซน์ Dashboard ฟรีมูลค่า 5,000.-

ปรึกษาฟรีมูลค่า 20,000.-

มาปฏิวัติโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนสุดคุ้มค่า

ติดต่อทีมงานออพติมุส เพื่อนัดหมายและขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการนำ BeaRiOt มาปรับใช้กับโรงงานของคุณ พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆมากมายติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

แนวโน้มภัยคุกคามทางไซเบอร์ไตรมาส 1 ปี 2024 เรียนรู้เพื่อรับมือก่อนภัยมา

ทุกๆ ไตรมาส WatchGuard จะนำเสนอรายงานความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่จะแสดงให้เห็นภาพรวมแนวโน้มภัยคุกคามและมาตรการป้องกันที่จำเป็นต่อการปรับตัวกับสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมตัว และ ตอบสนองต่อการโจมตีทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่เป็นบทสรุปของไตรมาส 1 ของปี 2024 นี้

Report ฉบับเต็มสามารถอ่านหรือศึกษาเพิ่มเติมได้ตาม Link ด้านล่าง
>> https://www.watchguard.com/wgrd-resource-center/security-report-q1-2024

การตรวจจับมัลแวร์

ในรายงานฉบับนี้พูดถึงแนวโน้มการโจมตีต่าง ๆ ที่พบในช่วง Q1 2024 เช่น ยังคงมีการโจมตีที่มีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่ (Ransomware) มีการใช้มัลแวร์ที่หลบเลี่ยงการตรวจจับแบบดั้งเดิม และมีการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ IoT ทั้งนี้พบว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสามารถปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการป้องกันที่มีอยู่ ในไตรมาสนี้ตรวจพบมัลแวร์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเข้ารหัสเพิ่มขึ้นถึง 69% ซึ่งหมายความว่าการไม่สามารถตรวจจับบน HTTPS ได้อาจทำให้พลาดการตรวจจับมัลแวร์มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว

การโจมตีทางเครือข่ายและความหลากหลายของช่องทางการโจมตี

การโจมตีทางเครือข่ายเพิ่มขึ้น 13% ในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการโจมตีที่มุ่งเป้าหมายไปที่แอปพลิเคชันเว็บและช่องโหว่ในเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ เช่น ช่องโหว่ใน HAProxy ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันบาลานซ์โหลดที่ได้รับความนิยมในระบบปฏิบัติการลินุกซ์ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 2023 อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ช่องโหว่ ProxyLogon ใน Microsoft Exchange ที่ยังคงเป็นหนึ่งในช่องโหว่ที่ถูกโจมตีมากที่สุด การโจมตีเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอัปเดตและติดตั้งแพตช์ซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ

เทคนิคการโจมตีที่เปลี่ยนไป

แฮกเกอร์ได้ปรับเปลี่ยนเทคนิคการโจมตีเพื่อหลีกเลี่ยงการป้องกันที่มีอยู่ เทคนิคเก่าที่ไม่ได้ผลจะถูกแทนที่ด้วยเทคนิคใหม่ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแฮกเกอร์มีความสามารถในการปรับตัวตามกลยุทธ์การป้องกันของเรา พบมัลแวร์เป็นจำนวนมากจากการตรวจจับมัลแวร์แบบเชิงรุก (proactive malware detection) ซึ่งมีสัดส่วนถึง 64% ที่ต้องใช้การตรวจจับเชิงรุกเพื่อบล็อกมัลแวร์เหล่านั้น

การป้องกันและการอัปเดต

การป้องกันที่สำคัญคือการอัปเดตซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์อยู่เสมอ การโจมตีที่พบบ่อยที่สุดในช่วง Q1 2024 ได้แก่ การโจมตีผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับการอัปเดต ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยของระบบควรเริ่มต้นด้วยการอัปเดตแพตช์ซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์ทันทีที่มีการปล่อยออกมา

การโจมตีที่สำคัญในรายงานนี้แสดงให้เห็นเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการมีการป้องกันที่ครอบคลุมและทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระบบการตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคาม (EDR -Endpoint Detection and Response) และการยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น (MFA – Multi Factor Authentication) ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากการขโมยข้อมูลการเข้าสู่ระบบหรือการเข้าถึงระบบจากระยะไกล (Remote Access Services)

การป้องกันที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการวางแผนและการดำเนินการที่รัดกุม โดยเฉพาะการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รวมไปถึงวิธีการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของการโจมตี การสร้างวัฒนธรรมการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ภายในองค์กรจะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สรุปบทเรียนจากรายงานความปลอดภัย Q1 ปี 2024

1. การอัปเดตและแพตช์ซอฟต์แวร์ต่างๆ พบว่าการไม่อัปเดตซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การโจมตีสำเร็จ การติดตั้งแพตช์ที่ออกมาใหม่ทันทีที่มีการเผยแพร่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาศัยช่องโหว่ของซอฟต์แวร์หรือโอเอสนั้นๆ

2. การใช้เทคโนโลยีการตรวจจับที่ทันสมัย ซึ่งได้แก่เทคโนโลยีการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามที่มีประสิทธิภาพ เช่น EDR (Endpoint Detection and Response)  และ MFA (Multi Factor Authentication) จะช่วยป้องกันการโจมตีที่ซับซ้อนและเพิ่มการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การถอดรหัสข้อมูล HTTPS โดยพบการโจมตีที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเข้ารหัสข้อมูลเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญ การเปิดใช้คุณสมบัติการถอดรหัสข้อมูล HTTPS จะช่วยในการตรวจจับและป้องกันมัลแวร์ที่ใช้เทคนิคการซ่อนตัว หรือเทคนิคใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

4. การฝึกอบรมและสร้างวัฒนธรรมการป้องกันตัวเองจากภัยทางไซเบอร์ โดยการให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์และวิธีการป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของการโจมตีได้อย่างยั่งยืน

5. การเตรียมความพร้อมและวางแผนการตอบสนองที่เร็ว โดยการมีแผนการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ชัดเจนและมีการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำความเข้าใจและติดตามแนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญในการปรับปรุง พัฒนาการป้องกันให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ โดยบทความนี้ สรุปจากรายงานแบบย่อ ซึ่งหากพี่ๆ ต้องการอ่าน Report ฉบับเต็มสามารถอ่านหรือศึกษาเพิ่มเติมได้ตาม Link ด้านล่าง
> https://www.watchguard.com/wgrd-resource-center/security-report-q1-2024

สนใจว่า WatchGuard ทำได้อย่างไร ดีกว่าและเหนือกว่าแบบไหน ไม่ต้องลังเลอีกต่อไป ติดต่อเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทเพื่อให้เราเข้าไปนำเสนอพร้อมทดสอบผลิตภัณฑ์ได้แล้ววันนี้  ออพติมุส ตัวแทนจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสบการณ์ในการดูแล และให้ความช่วยเหลือคู่ค้าและลูกค้าของเราตลอดมา ติตด่อทีม Cyber Security ของทางบริษัทเพื่อให้เข้าไปนำเสนอโซลูชั่นความปลอดภัยล่าสุดได้ตามช่องทางต่างๆ ของทางบริษัทด้านล่าง ที่แผนก Marketing 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

Wi-Fi ประสิทธิภาพสูง พร้อมจบปัญหาสัญญาณไม่ครอบคลุมในทุกสภาพแวดล้อม

ประโยชน์ เพิ่มประสิทธิภาพของสัญญาณด้วย BeamFlex ที่มี Pattern การส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์เป้าหมาย หลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน  เปลี่ยนช่องสัญญาณอัตโนมัติ มีปัญหาต้องรองรับอุปกรณ์ที่มีมากขึ้น มีปัญหาโดนลดทอนสัญญาณจากแวดล้อมโดยรอบ ต้องรอบรับอุปกรณ์เครื่องที่ที่ต้องมีการรับส่งสัญญาณที่สมบูรณ์แม่นยำ
เหมาะสำหรับ คลังสินค้า สำนักงาน ไลน์ผลิต และบริเวณที่ต้องใช้เครื่องมือที่เป็น Mobile หรือ Handheld และระบบอื่นๆ

ประโยชน์

  • ลดจำนวนการติดตั้งอุปกรณ์ Access Point ลดกว่า 40% 

  • เพิ่มประสิทธิภาพของสัญญาณด้วย BeamFlexที่มี Pattern การส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์เป้าหมาย

  • หลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน เปลี่ยนช่องสัญญาณอัตโนมัติ 

ปัญหา

  • มีค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟและ SW ที่สูง หากต้องวางอุปกรณ์ Access Point ให้ครอบคลุม

  • ต้องรองรับอุปกรณ์ที่มีมากขึ้น

  • มีปัญหาสัญญาณรบกวน จากแวดล้อมโดยรอบ

เหมาะสำหรับ

  • คลังสินค้าที่มีความสูง และมีความหนาแน่นของสินค้าโครงสร้างอาคารมีปัญหาในการกระจายสัญญาณ WiFi

  • เครื่องมือที่เป็น Mobile หรือ Handheld

ออพติมุสเราพร้อมให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานที่ต้องการคำแนะนำในเรื่องโซลูชั่นด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับหน่วยงานของท่านติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Ruckus T670 สุดยอด AP Outdoor Wi-Fi 7 เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยความเร็วและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า

Ruckus T670 สุดยอด AP Outdoor Wi-Fi 7 เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยความเร็วและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า

Ruckus T670 : AP Outdoor Wi-Fi 7

ในโลกของการเชื่อมต่อปัจจุบัน ความคาดหวังในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ต้องใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำกัดแค่การใช้ภายในอาคารเท่านั้น จุดกระจายสัญญาณไวร์เลสภายนอกอาคารกลายเป็นสิ่งสำคัญในหลากหลายพื้นที่ เช่น Smart City สวนสาธารณะ รถไฟฟ้า สถานที่ท่องเที่ยว โดยต้องสามารถใช้ Wi-Fi เพื่อรองรับกิจกรรมและบริการต่างๆ นอกจากนี้ จุดกระจายสัญญาณ Wi-Fi ภายนอกอาคารยังถูกใช้งานโดยโอเปอร์เรเตอร์ที่ต้องการทำ Mobile data Offloading เพื่อลดปริมาณการใช้งาน 4G/5G อีกด้วย

Ruckus Networks ผู้นำด้านระบบเน็ตเวิร์คและระบบ Wi-Fi สำหรับสมาร์ทซิตี้ ขอนำเสนอผลิตภัณฑ์ Wi-Fi 7 รุ่นใหม่ล่าสุด Ruckus T670 ซึ่งเป็นโซลูชัน Wi-Fi 7 ระดับ Enterprise สำหรับพื้นที่ใช้งาน Outdoor รุ่นแรกในตลาด พร้อมขับเคลื่อนด้วย Ruckus AI  ซึ่งทำงานบน Ruckus Cloud เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือของเครือข่าย Wi-Fi 7 มาพร้อมเทคโนโลยี BeamFlex ระบบเสาอากาศอัจฉริยะสิทธิบัตรเฉพาะ Ruckus เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่าในทุกๆ การใช้งาน เพื่อตอบสนองความต้องการในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด โดยให้ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่าในสภาพแวดล้อมที่มีความหนาแน่นสูง เช่น Smart City สถานที่สาธารณะ และพื้นที่ใช้งานนอกสถานที่ทั่วไป

คุณสมบัติเฉพาะของ Ruckus T670

Ruckus T670 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานระบบเครือข่ายไร้สายที่หลากหลาย ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อที่เหนือชั้น มาพร้อมพอร์ตเน็ตเวิร์คความเร็วสูง 1 /2.5 /5 GbE พร้อมรองรับมาตรฐานใหม่ล่าสุด Wi-Fi 7 และ IEEE 802.11 a/b/g/n/ac/ax นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของเครือข่ายไร้สายระดับองค์กรอย่างแท้จริง

เพื่อควบคุมการใช้งานที่มีคนใช้เน็ตเวิร์คพร้อมกันจำนวนมาก จนเกิดปัญหาแออัดในระบบ Ruckus  T670 รองรับการเชื่อมต่อบน Concurrent สูงสุดถึง 768 อุปกรณ์บนเทคโนโลยี BeamFlex และ BeamFlex+ ให้ประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลที่โดดเด่นด้วยความเร็วรวมสูงสุดถึง 9.336 Gbps บนคลื่นความถี่ 3 ย่านได้แก่ 2.4, 5 และ 6 GHz หรือแม้แต่ในรูปแบบ 2 ย่านที่ 2.4 และ 5 GHz ก็ยังคงมอบประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจด้วยความเร็วรวมถึง 6.454 Gbps 

Mesh Networking อีกนวัตกรรมสำคัญของ Ruckus ที่สร้างความแตกต่างเมื่อเทียบกับผู้เล่นอื่นๆ ในตลาด โดยระบบจะช่วยขยายการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างมากขึ้นแต่ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง AP ให้เหลือน้อยที่สุด และยังเต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายไร้สายที่เพิ่มขึ้นตามมาตรฐานใหม่ของ Mesh Networking จึงตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งการเปิดใช้งานคุณสมบัตินี้บน Ruckus ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดาย

อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญคือ Multi-Link Operation (MLO) ที่จะช่วยให้อุปกรณ์สามารถรับส่งข้อมูลได้พร้อมกันหลาย Link เพิ่มประสิทธิภาพของ Throughput ลด Latency และเพิ่มเสถียรภาพในการใช้งาน คุณสมบัตินี้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรองรับการใช้งานที่หนาแน่น เช่น Smart City เป็นต้น

สมรรถนะเหนือชั้นสำหรับทุกสภาพแวดล้อม

Ruckus T670 ได้รับการออกแบบให้ทนทานต่อสภาพอากาศรุนแรงภายนอกอาคาร โดยผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน IP-67 สำหรับการป้องกันน้ำและฝุ่นละออง พร้อมทนอุณหภูมิตั้งแต่ -40 ถึง 65 องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงมั่นใจได้ในการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพในแทบทุกสภาพแวดล้อม 

ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงรูปแบบการติดตั้งที่หลากหลาย ทั้งการยึดกับเสา ผนัง หรือแขวนลอย โดยเฉพาะการออกแบบสำหรับพื้นที่ในเมือง หรือพื้นที่สาธารณะ Ruckus T670 จึงสามารถปรับให้เหมาะสมกับโครงสร้างต่างๆ ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังรองรับการจ่ายไฟแบบ PoE ผ่านพอร์ต 5 GbE หรือใช้แหล่งจ่ายไฟ DC ภายนอก ตอบโจทย์ความต้องการและงบประมาณอย่างยืดหยุ่น

บทความที่เกี่ยวข้อง : https://www.ruckusnetworks.com/products/wireless-access-points/t670/

ด้วยความสามารถเหนือชั้นของ Ruckus T670 จึงเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับการให้บริการระบบเครือข่ายไร้สายภายนอกอาคารในหลากหลายสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลที่คนแน่นขนัดเต็มพื้นที่ ย่านธุรกิจที่คึกคัก หรือสมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะ Ruckus T670 พร้อมที่จะนำเสนอการเข้าถึงระบบไร้สายที่รวดเร็ว เสถียร และปลอดภัย ช่วยให้สถานที่ต่างๆ สามารถนำเทคโนโลยี Wi-Fi ล่าสุดมาใช้งาน โดยได้รับประโยชน์สูงสุดจากคลื่นความถี่ 6 GHz ในพื้นที่ที่มีให้บริการ และการลงทุนในเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่าในระยะยาว สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลติดต่อออพติมุส (Optimus) ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยได้แล้วที่นี่

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

Email :  marketing@optimus.co.th

Line : optimusthailand

ระบบเก็บข้อมูล วิเคราะห์ แสดงผล และแจ้งเตือน จาก Sensors, Instruments, Power Meters และ PLCs

โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งนั้นล้วนแต่ต้องมีการจำกัดควบคุมตรวจสอบ การใช้งานของเครื่องจักรต่างๆ เพื่อให้ทราบถึงสถานะการใช้งาน ว่ายังคงสถานะสมบูรณ์ปกติอยู่หรือไม่ เพราะหากเกิดความผิดปกติ ย่อมส่งผลต่อการทำงาน และมีผลกระทบต่อกระบวนการผลิต และอาจจะก่อให้เกิดการซ่อมบำรุงที่ยุ่งยากยิ่งขึ้น ในกรณีที่ร้ายแรงอาจจะทำให้เกิดการหยุดชะงักต่อกระบวนการผลิต นั้นทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่มหาศาลบานปลายยิ่งขึ้น

ประโยชน์

  • สามารถทราบถึงสุขภาพ สถานะของเครื่องจักร หรือระบบต่างๆที่มีการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ เพื่อหยุดและป้องกันก่อนปัญหาบานปลาย

  • สามารถรวมรวบ ค่าวัดจากระบบต่างๆ พร้อมหน้าต่างการแสดงผลที่สามารถปรับแต่งได้ ตั้งค่าแจ้งเตือน มีบริการทั้ง On-Premise และ On-Cloud

ปัญหา

  •  ระบบศูนย์รวมข้อมูลนั้นมีราคาแพง มีค่าปรับแต่งสูงหรือปรับแต่งไม่ได้

  • หลายโรงงานมีระบบ Automation แต่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่ทราบปัญหาก่อนเกิดเหตุซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรมูลค่าของเครื่องจักรและระบบที่ต้องซ่อมบำรุง

เหมาะสำหรับ

  • โรงงานที่มีเครื่องจักรที่อยู่ในยุค Automation และเครื่องมือวัด(Fieldbus) ที่ต้องการรับข้อมูล สถานะการทำงานแบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์ป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแบบลูกโซ่ต่อธุรกิจและกำลังการผลิต

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

แสดง 1 รายการ

BeaRiOt – เทคโนโลยี IIoT เพื่อการใช้งาน Predictive Maintenance ประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิต

ในโลกของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ความสามารถในการติดตามและควบคุมกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ BeaRiOt เป็นเทคโนโลยี IIoT (Industrial Internet of Things) ที่ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ทุกความท้าทายในการผลิตของโรงงานที่ต้องการปรับปรุงหน่วยการผลิตให้เกิดเป็นโรงงานอัจฉริยะ ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์และเซ็นเซอร์ต่างๆ ในสายการผลิต BeaRiOt จะช่วยให้ฝ่ายผลิต ผู้จัดการโรงงาน สามารถติดตามและควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตได้อย่างแท้จริง

ลดต้นทุนการผลิตด้วยการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance)

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ BeaRiOt คือความสามารถในการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ เพื่อประเมินการดูแลรักษาเครื่องจักร (Predictive Maintenance) ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะและประวัติการทำงานของเครื่องจักร BeaRiOt จะสามารถคาดการณ์ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในการผลิตอันเนื่องมาจากปัญหาของเครื่องจักร และประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและซ่อมแซมได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ BeaRiOt ยังมีความสามารถในการตรวจจับสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของเครื่องจักรได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เช่น การสั่นสะเทือนที่ไม่ปกติหรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิแบบผิดปกติ เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติ จะมีการแจ้งเตือนผ่านอีเมลหรือแอปพลิเคชันไลน์ทันที เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถรับทราบและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้โดยทันที ช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาเครื่องจักรและระบบการผลิต

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย

ด้วยความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ในสายการผลิต BeaRiOt จะช่วยให้คุณมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ในกระบวนการผลิต ทั้งในด้านการใช้วัตถุดิบ การใช้พลังงาน และสถานะของเครื่องจักร ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์และแสดงผลบนแดชบอร์ดที่ใช้งานง่าย ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบและวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในด้านการจัดการวัตถุดิบ (Raw Materials Telemetry) BeaRiOt จะช่วยในการติดตามและควบคุมปริมาณวัตถุดิบในสต็อกอย่างอัตโนมัติ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อวัตถุดิบเหลือน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการผลิตจะไม่ต้องหยุดชะงักเนื่องจากขาดวัตถุดิบ และสามารถวางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการจัดการพลังงาน (Energy Monitoring) BeaRiOt จะช่วยในการติดตามและวิเคราะห์การผลิตพลังงานและการใช้พลังงานในอาคาร ช่วยให้คุณสามารถลดค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้าง ESG ประเด็นการใช้พลังงานทั้งในส่วนของการผลิตและใช้งานสำนักงาน

ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือระดับสูง

BeaRiOt ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือระดับสูง โดยไม่มีการส่งข้อมูลออกนอกระบบ ทำให้โรงงานสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลของคุณจะไม่รั่วไหลออกนอกระบบ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการรักษาความลับทางการค้าและข้อมูลที่สำคัญ

นอกจากนี้ BeaRiOt ยังได้รับการออกแบบให้สามารถทำงานร่วมกับระบบควบคุมเครื่องจักรหรือ PLC (Programmable Logic Controller) ยี่ห้อต่างๆ ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น Siemens หรือ PLC อื่นๆ ใช้งานได้กับโปรโตคอล Modbus หรือ Forenet ทำให้คุณสามารถนำ BeaRiOt มาใช้งานกับโรงงานที่มีอยู่เดิมได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด

การให้คำปรึกษาและสนับสนุนแบบมืออาชีพ

BeaRiOt เป็นโซลูชัน IIoT ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับใช้งานได้กับโรงงานทุกขนาด ตั้งแต่โรงงานขนาดเล็กไปจนถึงโรงงานขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และด้วยงบประมาณที่หลากหลาย ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการออกแบบและติดตั้งระบบ BeaRiOt ให้เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจของคุณ

นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นที่จะให้บริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ อยู่ตลาดมาอย่างยาวนาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบ BeaRiOt ของคุณจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดเวลา

BeaRiOt คือคำตอบสำหรับโรงงานยุคใหม่ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยสำหรับการวิเคราะห์และวางแผน ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี IIoT ระดับแนวหน้า ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือระดับสูง รวมถึงทีมงานมืออาชีพที่คอยให้การสนับสนุน BeaRiOt จะช่วยยกระดับธุรกิจของคุณไปสู่จุดสูงสุด เพื่อความสำเร็จในระยะยาว

รีบลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งาน BeaRiOt ฟรี!

ฟรี! เพียง 10 บริษัทแรกเท่านั้น

พร้อมของแถมสุดพิเศษ

ดีไซน์ Dashboard ฟรีมูลค่า 5,000.-

ปรึกษาฟรีมูลค่า 20,000.-

มาปฏิวัติโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนสุดคุ้มค่า

ติดต่อทีมงานออพติมุส (optimus) เพื่อนัดหมายและขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการนำ BeaRiOt มาปรับใช้กับโรงงานของคุณ พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆมากมายติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

หุ่นยนต์ผู้ช่วยมหัศจรรย์ คีย์สำคัญ งานบริการที่เหนือกว่าเพื่อปรับตัวสู่โรงแรมแห่งอนาคต

ในช่วงปีที่ผ่านมา พี่ๆ ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เปิดฟีดใน Facebook หรือโซเชียลต่างๆ ก็จะเห็นภาพของการนำหุ่นยนต์มาใช้งานในโรงแรมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังการเกิดของโควิด-19 ที่มีหุ่นยนต์ไว้เพื่อลดการสัมผัสระหว่างมนุษย์ เพื่อป้องการการติดต่อของโรคใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาประกอบเช่น การขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น โดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และต้นทุนการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นแรงส่งให้หลายโรงแรมมีหุ่นยนต์เข้ามาเสริมหน้าที่บางส่วนของทีมงาน

ประโยชน์ของการใช้หุ่นยนต์ในธุรกิจโรงแรม

หนึ่งในนั้นคือผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวในช่วงการล็อกดาวน์ ทำให้หลายแห่งประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เมื่อต้องกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง การสรรหาพนักงานจำนวนมากให้กลับมาทำงานจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ ค่าแรงของบุคลากรในบางพื้นที่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งในไทยแนวโน้มนี้ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น หุ่นยนต์จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการเข้ามาเสริมแรงงานคน

อีกประเด็นสำคัญคือความต้องการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distance) เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค ซึ่งเป็นมาตรการด้านสุขอนามัยที่สำคัญในช่วงการระบาด การนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนพนักงานในบางส่วนงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกับแขกบ่อยครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ่นยนต์มีศักยภาพในการทำงานบริการมากขึ้น ด้วยการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์สมัยใหม่มีความสามารถในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ตลอดจนการควบคุมการเคลื่อนไหวและระบบนำทางได้อย่างแม่นยำ บางรุ่นยังสามารถแสดงอารมณ์และจดจำใบหน้าผู้คนได้ด้วย ฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายเหล่านี้จึงทำให้หุ่นยนต์มีประสิทธิภาพสูงในการให้บริการ

ส่วนประเด็นด้านต้นทุนการดำเนินงานนั้น แม้การลงทุนติดตั้งระบบหุ่นยนต์จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มแรกสูง แต่ในระยะยาวแล้ว การใช้หุ่นยนต์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลงได้ถึง 70% เนื่องจากไม่ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ ค่าประกันสังคม ค่าล่วงเวลา ค่าวันหยุด และสวัสดิการต่างๆ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะคุ้มทุนได้ภายในระยะเวลา 3-5 ปี หลังจากการลงทุนครั้งแรก ถือเป็นการประหยัดต้นทุนการดำเนินงานที่คุ้มค่าและยั่งยืน

ที่สำคัญ การมีหุ่นยนต์ให้บริการในโรงแรมยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์และการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและคาดหวังประสบการณ์บริการที่แปลกใหม่และทันสมัย การมีหุ่นยนต์ทำงานในโรงแรมจึงดึงดูดความสนใจและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขันรายอื่นๆ สำหรับการดึงดูดลูกค้ากลุ่มดังกล่าวด้วย

การนำหุ่นยนต์มาใช้ในโรงแรมจะทำให้สูญเสียจุดเด่นด้านการบริการที่ดีแบบไทยหรือไม่ ?

แอดมินได้มีโอกาสคุยกับพี่ๆ GM ในหลายโรงแรมพบข้อห่วงใยที่ว่าแม้หุ่นยนต์จะมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน แต่ก็มีคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประสบการณ์บริการของลูกค้า โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยที่มีชื่อเสียงเรื่องให้บริการที่เป็นกันเอง ความเคารพนบนอบ อ่อนน้อมถ่อมตน

พบว่า การนำหุ่นยนต์มาใช้งานไม่ได้หมายความว่าโรงแรมจะต้องสูญเสียจุดเด่นด้านการบริการของมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้น โดยหลายโรงแรมสามารถหาจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างการใช้หุ่นยนต์และพนักงานคนได้เป็นอย่างดี

  • ตัวอย่างเช่น
    แทนที่จะใช้หุ่นยนต์ในตำแหน่งพนักงานต้อนรับหรือบริการห้องพักซึ่งต้องใช้มนุษยสัมพันธ์และความเป็นกันเองสูง โรงแรมสามารถนำหุ่นยนต์มาใช้ในงานซ้ำๆ เบื้องหลัง เช่น งานแม่บ้าน งานขนย้ายสัมภาระ หรืองานเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มในพื้นที่สาธารณะ เป็นต้น หรือโรงแรมบางแห่งมีพนักงานคนอยู่ควบคู่กันไปกับหุ่นยนต์หลายตัวเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ให้คำแนะนำ และยังคงรักษาการบริการที่เป็นกันเองที่เป็นเสน่ห์ของคนไทยไว้

    หากมีการจัดสรรหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว การมีหุ่นยนต์ช่วยเหลือพนักงานคนจะทำให้โรงแรมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยไม่สูญเสียจุดแข็งด้านบริการที่เป็นมิตรและเป็นกันเอง หุ่นยนต์ถือเป็นเครื่องมือเสริมเท่านั้น ไม่ใช่การแทนที่ความสำคัญของพนักงานคนที่เป็นรากฐานของการบริการภาคโรงแรม

ตัวอย่างการใช้งานในโรงแรม

  • หุ่นยนต์พนักงานต้อนรับแขกที่ล๊อบบี้ :

    เริ่มตั้งแต่ล็อบบี้โรงแรม ซึ่งถือเป็นจุดแรกที่ลูกค้าจะได้สัมผัสการบริการ หุ่นยนต์พนักงานต้อนรับสามารถทำหน้าที่ให้การต้อนรับแขกด้วยรอยยิ้มและคำทักทายอย่างสุภาพ นอกจากนี้ยังสามารถตอบคำถามเบื้องต้น ให้คำแนะนำเส้นทางภายในโรงแรม หรือแม้กระทั่งนำทางไปยังจุดต่างๆได้ด้วย

  • หุ่นยนต์พนักงานเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม :

    หุ่นยนต์สามารถทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารและจัดเสิร์ฟเครื่องดื่มไปยังโต๊ะแขกได้อย่างคล่องแคล่ว โดยพร้อมจะอธิบายรายการเมนูและแนะนำสูตรอาหารให้ลูกค้าด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำรถเข็นใส่อาหารไปส่งยังห้องพักต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานแม่บ้าน

  • หุ่นยนต์พนักงานบริการจัดส่งอาหารและสิ่งของ :  ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การพักอย่างมาก เนื่องจากหุ่นยนต์สามารถกดเรียกลิฟต์และเดินทางไปตามชั้นต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ เมื่อถึงหน้าห้องปลายทางก็สามารถโทรแจ้งเข้าห้องพักเพื่อแจ้งการจัดส่ง ทำให้แขกได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว โดยไม่ต้องรอคอยพนักงานคน ช่วยลดภาระงานของพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความประทับใจในการบริการระดับสูงของโรงแรมได้เป็นอย่างดี

จุดคุ้มทุนการใช้หุ่นยนต์ในโรงแรม

ส่วนใหญ่โรงแรมจะเริ่มพิจารณาใช้หุ่นยนต์เมื่อต้นทุนการใช้หุ่นยนต์ต่ำกว่าต้นทุนค่าแรงงานคน สำหรับโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีพนักงานนับร้อยคน จุดคุ้มทุนย่อมเกิดขึ้นได้เร็วกว่า โดยเฉลี่ยคาดว่าจุดคุ้มทุนอยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี หลังจากการลงทุนติดตั้งหุ่นยนต์ โมดูลลิฟต์ในครั้งแรก ระยะเวลาอาจสั้นกว่าหรือนานกว่านี้ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ่นยนต์ที่ใช้งาน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

โรงแรมสามารถตั้งให้หุ่นยนต์พูดได้หลายภาษา ทำให้แขกจากประเทศต่างๆ สามารถสื่อสาร ตอบข้อสงสัย รวมถึงโรงแรมก็สามารถบอกข้อมูลที่จำเป็นให้กับแขกของทางโรงแรมได้ง่ายขึ้น 

การนำหุ่นยนต์มาใช้งานในโรงแรมไม่ใช่เพียงเพื่อลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมการบริการรูปแบบใหม่ และนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้า ออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ให้บริการอัจฉริยะ HAPYbot ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้าไปพบกับพี่ๆ ทุกท่านเพื่อนำเสนอโซลูชั่นดังกล่าว ติดต่อหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Hapybot ตอบโจทย์ทุกความต้องการทางด้านการขนส่ง นำทาง และ ประชาสัมพันธ์
Hapybot ตอบโจทย์ทุกความต้องการทางด้านการขนส่ง นำทาง และ ประชาสัมพันธ์
HAPY BOT ( MODEL A ) หุ่นยนต์ขนส่งและนำทางอัจฉริยะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์