ขอขอบคุณ บริษัท ซีเอ็นไอ เอ็นจิเนียริ่งซัพพลาย จำกัด ที่ไว้วางใจซื้อสินค้า Webroot Secure Anywhere Endpoint Protection

ขอขอบคุณ บริษัท ซีเอ็นไอ เอ็นจิเนียริ่งซัพพลาย จำกัด ที่ไว้วางใจซื้อสินค้า Webroot Secure Anywhere Endpoint Protection โดยผ่าน Partner บริษัท เอกราช คอมพิวเตอร์ จำกัด

Webroot SecurityAnywhere Business Endpoint Protection โปรแกรมสแกนและป้องกันไวรัสสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่รันระบบ Windows และเครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบ เวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) เป็นระบบป้องกันภัยคุกคามในรูปแบบ Cloud-based รูปแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ Endpoint Protection ที่จะให้คุณสามารถ ปกป้องเครื่องของคุณได้อย่างดีเยี่ยมจากภัยคุกคามที่หลากหลาย อาทิ ไวรัส (Virus) มัลแวร์ (Malware) โทรจัน (Trojan) การล่อลวง (Phishing) มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) สปายแวร์ (Spyware) การโจมตีผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Browser-based Attacks) มัลแวร์ขุดบิตคอยน์ (Cryptojacking) ด้วยการทำงานแบบ Cloud based 100% จึงทำให้การทำงานของ Webroot เบาและเร็ว แตกต่างจาก Antivirus แบบอื่น ที่เป็น Signature Based

นอกจากนี้ เมื่อ Webroot พบไฟล์หรือโพรเซสใหม่ที่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นภัยคุกคาม Agent ที่ติดตั้งบนอุปกรณ์จะติดตาม และบันทึกการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อคอยตรวจสอบสิ่งผิดปกติ ถ้าพบว่าไฟล์หรือโพรเซสดังกล่าวมีพฤติกรรมเป็นมัลแวร์ Agent ก็จะกำจัดมัลแวร์ทิ้งและย้อนการเปลี่ยนแปลงของระบบที่เกี่ยวข้องให้กลับไปอยู่ในสถานะก่อนที่จะติดมัลแวร์

คุณสมบัติ และ ความสามารถ

  • ติดตั้งง่ายและเร็ว อีกทั้งยังไม่หน่วงหรือกินทรัพยากรเครื่อง
  • มีหน้าการจัดการกลางผ่าน Web console monitoring
  • ปกป้องเครื่องและเครือข่ายให้ปลอดภัยจากการโจมตีของไวรัส หรือ Ransomware ได้อย่างแน่นอน
  • ใช้เทคโนโลยีในการรับมือกับภัยคุกคามที่เหนือกว่าและก้าวล้ำนำสมัย
  • Webroot ได้รับรางวัลการันตีเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้อย่างแน่นอน
  • มีทีมสนับสนุนและคอยดูแลเมื่อคุณพบปัญหาจากการใช้งาน
  • ทดลองใช้ได้ฟรี 30 วันแบบ Full Feature ไม่กั๊ก

หากท่านสนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เราพร้อมยินดีให้คำปรึกษาติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

“Beyond AIOps” เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือหัวใจของธุรกิจยุคใหม่

ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว Artificial Intelligence (AI) ไม่ใช่แค่นวัตกรรมใหม่ แต่เป็นพลังขับเคลื่อนที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าวงการธุรกิจทั่วโลก สำหรับผู้บริหารด้านไอที (CIO) และมืออาชีพในแวดวงธุรกิจ การนำ AI มาใช้ไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งเครื่องมือใหม่ๆ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ ที่จะส่งผลต่อทุกการทำงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ หรือซัพพลายเออร์

ที่ Extreme Networks เราไม่ได้มอง AI เป็นแค่ส่วนเสริม ส่วนเติมเต็มเพื่อให้ดูอินเทรนด์ แต่เราวาง AI ไว้เป็นศูนย์กลางของการออกแบบและสถาปัตยกรรมระบบ นี่เป็นแนวคิดที่จะจุดประกายวิธีคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ กระบวนการทางธุรกิจ โครงสร้างองค์กร และท้ายที่สุดคือโมเดลธุรกิจที่จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าไปยังลูกค้าของธุรกิจของเขานั่นเอง

ในวงการเน็ตเวิร์ก เราได้เห็นการนำ AIOps (Artificial Intelligence for IT Operations) มาใช้แล้ว ตัวอย่างเช่น ExtremeCloud IQ CoPilot ของเราที่เปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งใช้ AI และ Machine Learning (ML) เพื่อยกระดับการจัดการเครือข่ายโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

เราต้องการปรับเปลี่ยนวิธีที่ลูกค้าโต้ตอบกับเครือข่าย แอปพลิเคชัน และข้อมูลของพวกเขา ซึ่ง AI จะเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการเครือข่ายอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นเพียง “Single Pane of Glass” ที่หน้าจอเดียวจะรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ แต่ AI จะสร้างประสบการณ์ที่มากกว่านั้น ผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับความเชี่ยวชาญของมนุษย์ ทำให้การทำงานด้านไอทีสามารถตอบโจทย์ และแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น

ประโยชน์ที่ทีมไอทีและธุรกิจจะได้รับเมื่อมีการใช้งาน AIOps

การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว

ทีม IT มักจะต้องเผชิญกับความกดดันในการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด AIOps ใช้ AI และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากระบบ IT แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ทีม IT สามารถระบุสาเหตุของปัญหาได้เร็วขึ้น ลดเวลาในการแก้ไขปัญหา (Mean Time to Resolution – MTTR) อย่างมีนัยสำคัญ

การคาดการณ์และป้องกันปัญหาล่วงหน้า

ด้วยความสามารถในการเรียนรู้และวิเคราะห์แนวโน้ม AIOps สามารถคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ช่วยให้ทีม IT สามารถดำเนินการเชิงป้องกันก่อนที่ปัญหาจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหรือธุรกิจ

การจัดการกับ Alert อย่างชาญฉลาด

AIOps ช่วยลดปัญหา “alert fatigue” โดยการวิเคราะห์และจัดกลุ่ม alert ที่เกี่ยวข้องกัน ลดจำนวน false positive และนำเสนอเฉพาะ alert ที่สำคัญจริงๆ ให้ทีม IT จัดการ

การลดภาระงานประจำ

ทีม IT มักจะต้องทำงานประจำที่ซ้ำซากจำเจมากมาย ด้วยกระบวนการทำงานอัตโนมัติหลายอย่าง เช่น การ patch management หรือการ configuration update โดย AIOps ช่วยลดภาระงานประจำของทีม IT ทำให้ในทีมมีเวลาโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรมากขึ้น

การยกระดับทักษะของทีม IT

 ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ โดยเฉพาะด้าน AI และ Machine Learning เป็นสิ่งที่ทีม IT ให้ความสำคัญ การทำงานกับ AIOps ช่วยให้ทีม IT ได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การทำงานกับ AI และ Machine Learning ซึ่งเป็นทักษะที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

AIOps

เป็นจิ๊กซอร์เล็กๆ ของสิ่งที่ AI สามารถทำได้ ที่ Extreme Networks เรามองเห็นศักยภาพของ AI ที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของธุรกิจ ตามยุทธ์ศาสตร์  “One Network, One Cloud, One Extreme” ของเรา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พาร์ทเนอร์ หรือซัพพลายเออร์ จะได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมและสอดคล้องกัน

ลองจินตนาการถึงโลกที่ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อมอบประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับลูกค้าแต่ละราย เข้าใจพฤติกรรมและความชอบ เสนอคำแนะนำที่เหมาะสม ให้การสนับสนุนแบบเชิงรุก (Proactive) และบริการที่คาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า ในวงการการเงิน AI สามารถให้คำแนะนำด้านการเงินที่เฉพาะเจาะจงและตรวจจับการทุจริตแบบเรียลไทม์ ส่วนในสายสุขภาพ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยเพื่อเสนอแผนการรักษาที่เหมาะสมและคาดการณ์ปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน โดยการแบ่งปันข้อมูลและการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น ในเครือข่าย supply chain AI สามารถคาดการณ์ความผันผวนของอุปสงค์และปรับการจัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสม ทำให้ทุกฝ่ายพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว

ซัพพลายเออร์ก็ได้รับประโยชน์จาก AI เช่นกัน AI สามารถปรับปรุงความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์โดยทำให้กระบวนการจัดซื้อมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการชำระเงินตรงเวลา การวิเคราะห์ข้อมูลประสิทธิภาพของซัพพลายเออร์ช่วยให้ธุรกิจระบุโอกาสในการปรับปรุงและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ AI ยังช่วยในการเจรจาต่อรองเงื่อนไขและราคาที่ดีขึ้น โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดและความสามารถของซัพพลายเออร์

ที่ Extreme Networks เราพัฒนาสถาปัตยกรรม AI ที่สนับสนุนแนวทางนี้อย่างเต็มที่ เราเชื่อว่าการวาง AI ไว้ที่ศูนย์กลางของการออกแบบจะช่วยให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จากพลังของ AI ได้อย่างเต็มที่ สร้างผลลัพธ์แบบทวีคูณ และก้าวหน้าเหนือคู่แข่ง ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เราจะสร้างอนาคตที่ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นส่วนสำคัญที่หลอมรวมเข้ากับทุกแง่มุมของธุรกิจและชีวิต

สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ผ่านเรื่องราวอื่นๆ เพิ่มเติมจาก Extreme Networks รวมถึงต้องการให้พวกเราเข้าไปนำเสนอโซลูชั่นที่เหมาะสมกับองค์กรหรือธุรกิจของคุณ ติดต่อทีมงานออพติมุสตัวแทนจำหน่าย Extreme Networks ติดต่อฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

HAPYmed นวัตกรรมตู้ยาอัจฉริยะ ปฏิวัติการจัดการยาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาล

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว การจัดการยาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลก็ถูกพัฒนาตามไปไม่หยุดยั้ง HAPYmed ADM (Automatic Dispensing Machine) คือคำตอบสำหรับการยกระดับระบบบริหารจัดการยาในโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่หลายโรงพยาบาลต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเบิกจ่ายยา STAT ที่ล่าช้า ปัญหายาหมดอายุ การจัดเก็บยาที่ไม่เป็นระบบ การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงความเสี่ยงในการจ่ายยาผิดพลาด

HAPYmed

ไม่ใช่แค่ตู้จ่ายยาที่เห็นหรือใช้กันอยู่ทั่วไป แต่เป็นระบบอัจฉริยะที่ทำหน้าที่เสมือนคลังยาย่อยประจำวอร์ด เมื่อแพทย์สั่งยาผ่านระบบ HIS (Hospital Information System) เภสัชกรจะตรวจสอบและอนุมัติ จากนั้นระบบจะจ่ายยาโดยอัตโนมัติ ลดเวลาการรอคอย และเพิ่มเวลาในการดูแลผู้ป่วย ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญของ HAPYmed โดยมีระบบ Scan QR เพื่อเบิกยา ป้องกันการหยิบยาผิด พร้อมไฟกระพริบสีเหลืองสำหรับยา LASA (Look-Alike Sound-Alike) และสีแดงสำหรับยา HAD (High Alert Drug) เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการจ่ายยา

การจัดการสต็อกอัจฉริยะเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ HAPYmed โดยใช้ระบบ FIFO (First In First Out) เพื่อลดปัญหายาหมดอายุ มีระบบปิดควบคุมการจัดเก็บยา ป้องกันการเก็บยาปะปนหรือผิดที่ และระบบตรวจสอบและควบคุมการเบิกจ่ายยาโดยเฉพาะยา Narcotics นอกจากนี้ HAPYmed ยังมาพร้อมกับ XENTEMP ระบบ IoT ที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 ช่วยควบคุมอุณหภูมิและความชื้นแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบแจ้งเตือนผ่านไลน์กลุ่มหรือ SMS เมื่อมีความผิดปกติ

การบริหารจัดการก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นของ HAPYmed ด้วย Web Management ที่ช่วยให้เภสัชกรสามารถติดตามการจ่ายยาจากทุกตู้ในโรงพยาบาลได้อย่างละเอียด พร้อมรูปแบบรายงานหลากหลายประเภท เช่น รายงานยาหมดอายุ รายงานการเบิกยาฉุกเฉิน รายงานสต็อกยา ฯลฯ ระบบยังรองรับการเบิกยาฉุกเฉิน โดยสามารถตั้งค่าการล็อคสำหรับยาราคาสูงหรือยาที่ไม่ใช่ยาเร่งด่วน เพื่อป้องกันการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมในกรณีฉุกเฉิน

ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบ Network ของโรงพยาบาลทำให้ HAPYmed เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการยาแบบองค์รวม ช่วยให้การบริหารจัดการสต็อกยาจากส่วนกลางทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คุณภาพของ HAPYmed ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยได้รับรางวัลเหรียญนักประดิษฐ์ยอดเยี่ยมจากสมาคมนักประดิษฐ์นานาชาติ (IFIA) ในงาน IPITEX 2024 ที่กรุงเทพ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง

การนำ HAPYmed มาใช้ในโรงพยาบาลจะช่วยลดความผิดพลาดในการจ่ายยา เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ป่วย ประหยัดเวลาในการจัดการยา ให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลาดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ลดการสูญเสียจากยาหมดอายุและยาสูญหาย เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมยาที่ต้องการการดูแลพิเศษ และมีข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็ว

HAPYmed ไม่ใช่เพียงการลงทุนในเทคโนโลยี

แต่เป็นการลงทุนในคุณภาพการรักษาพยาบาล เป็นการยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้สูงขึ้น ลดความเครียดของบุคลากร และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย หากคุณพร้อมที่จะปฏิวัติการจัดการยาในโรงพยาบาลของคุณ HAPYmed คือคำตอบที่คุณรอคอย ที่สำคัญเป็นราคาที่จับต้องได้ มีรูปแบบ CAPEX ตาม Business Model ที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละโรงพยาบาลที่แตกต่างกัน 

อย่าปล่อยให้ปัญหาเก่าๆ มาเป็นอุปสรรคในการให้บริการทางการแพทย์ของคุณอีกต่อไป ให้ HAPYmed เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะพาคุณก้าวสู่อนาคตของการจัดการยาที่สมบูรณ์แบบ เพราะเราเชื่อว่า เมื่อระบบยาปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ชีวิตผู้ป่วยก็จะปลอดภัยและมีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วย

ติดต่อออพติมุสตัวแทนจำหน่าย โซลูชั่น HAPYmed ADM วันนี้ เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม รายละเอียดการใช้งานระบบที่จะเปลี่ยนโฉมการดูแลสุขภาพในโรงพยาบาลคุณได้ตลอดไป

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

Ruckus Networks กับรางวัลนวัตกรรมล่าสุดแห่งปี 2024 จาก Frost & Sullivan

ในโลกที่เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายกลายเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงธุรกิจยุคใหม่ Ruckus Networks ได้พิสูจน์ตัวเองในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Frost & Sullivan สถาบันวิจัยและที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ได้มอบรางวัล “New Product Innovation Award” ประจำปี 2024 ให้กับ Ruckus Networks ในฐานะผู้นำนวัตกรรมด้านเครือข่ายไร้สายระดับองค์กร รางวัลนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีของ Ruckus Networks เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงให้กับลูกค้าอีกด้วย

Frost & Sullivan

เป็นบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยตลาดระดับโลกที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 60 ปี มีชื่อเสียงในการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด การประเมินเทคโนโลยี และการมอบรางวัลให้กับบริษัทที่มีนวัตกรรมโดดเด่นในอุตสาหกรรมต่างๆ รางวัลจาก Frost & Sullivan จึงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงธุรกิจและเทคโนโลยี การที่ Ruckus Networks ได้รับรางวัลนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการแข่งขันและการเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอีกด้วย

Frost & Sullivan ประเมิน Ruckus Networks ด้วยเกณฑ์ที่เข้มงวดมากในหลายด้าน ทั้งความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ คุณภาพ การออกแบบที่โดดเด่น และผลกระทบต่อลูกค้า ซึ่ง Ruckus Networks สามารถทำคะแนนได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับระบบเครือข่ายไร้สายอย่างมีประสิทธิภาพ

คาดการณ์ว่าภายในปี 2027

จะมีอุปกรณ์ IoT เชื่อมต่อกันถึง เจ็ดหมื่นห้าพันล้าน ดีไวซ์ทั่วโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเครือข่ายไร้สายที่มีประสิทธิภาพสูง และแสดงให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลสำหรับธุรกิจที่พร้อมปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ Ruckus Networks เข้าใจความท้าทายและโอกาสนี้เป็นอย่างดี จึงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพ แต่ยังใส่ใจในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับทั้งทีม IT และผู้ใช้งานทั่วไป

หัวใจสำคัญของ Ruckus Networks ที่ทำให้ได้รับการยอมรับจาก Frost & Sullivan

คือการนำ AI มาใช้ในการยกระดับประสิทธิภาพของเครือข่ายไร้สาย โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความต้องการสูง ด้วยเทคโนโลยี Ruckus AI ที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก Ruckus Analytics ทำให้ทีม IT สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว คาดการณ์และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงปรับแต่งการทำงานของเครือข่ายให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง นอกจากนี้ Ruckus AI ยังช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเครือข่าย ช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทีมไอทีจะได้รับจากการเลือกใช้โซลูชันของ Ruckus Networks

จุดเด่นที่ทำให้ Ruckus Networks

แตกต่างจากคู่แข่งและได้รับการยอมรับจาก Frost & Sullivan คือการพัฒนาโซลูชันที่เข้าใจความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้น 9 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ด้วยแนวคิด “Purpose-driven Networking” ทำให้ลูกค้าได้รับโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการรองรับจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนมากในช่วงเวลาเร่งด่วน การทำงานได้ดีแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณรบกวนสูง หรือการรองรับรูปแบบการใช้งานข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนและใช้งานเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Ruckus One ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ได้รับการชื่นชมจาก Frost & Sullivan คือแพลตฟอร์มบริหารจัดการเครือข่ายบนคลาวด์ที่รวมความสามารถของ Ruckus AI เข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการเครือข่ายแบบ multi-access ทั้งแบบ public และ private ได้จากที่เดียว มองเห็นภาพรวมการทำงานของเครือข่ายทั้งหมด และแก้ไขปัญหาและปรับแต่งประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถนี้ ทำให้ทีม IT ขนาดเล็กคนไม่มากสามารถดูแลเครือข่ายขนาดใหญ่ที่รองรับผู้ใช้งานนับพันคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับองค์กรที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนบุคลากร

ในยุคที่ความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นประเด็นสำคัญ Ruckus Networks ได้พัฒนาโซลูชัน CommScope Sentry ที่ช่วยปกป้องอุปกรณ์ IoT แบบ end-to-end ด้วยเทคโนโลยี PKI ทำให้องค์กรสามารถใช้งานอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัย นี่คือการลงทุนในอนาคตที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลหรือการโจมตีทางไซเบอร์

นวัตกรรมล่าสุดของ Ruckus Networks ที่ได้รับการยกย่องจาก Frost & Sullivan คือการเปิดตัว Access Point รุ่นแรกที่รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 7 พร้อม AI ในตัว นับเป็นผู้ผลิตรายแรกในระดับ Tier-1 ที่นำเสนอเทคโนโลยีนี้ ช่วยให้องค์กรสามารถก้าวสู่ยุคใหม่ของเครือข่ายไร้สายที่เร็วกว่า เสถียรกว่า และปลอดภัยกว่าเดิม ทีมไอทีที่กำลังมองหาโซลูชันเครือข่ายที่พร้อมรับมือกับความต้องการในอนาคต จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากเทคโนโลยีนี้

Ruckus Networks โดดเด่นด้วยจุดแข็งหลายประการที่ได้รับการยอมรับจาก Frost & Sullivan ทั้งประสิทธิภาพสูงสุดในการรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย ความสามารถด้าน Business Intelligence ที่ช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น การนำ AI มาใช้อย่างเต็มรูปแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการจัดการเครือข่าย รวมถึงความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีเครือข่ายที่หลากหลาย ทั้ง Wi-Fi, LTE และ 5G

สำหรับทีมไอทีที่กำลังมองหาโซลูชันเครือข่ายไร้สายที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน แต่ยังพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต Ruckus Networks คือคำตอบที่คุ้มค่าสำหรับการลงทุน ด้วยนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง และความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง Ruckus Networks พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนธุรกิจของคุณสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ สนใจหรือต้องการข้อมูลอื่นใดเพิ่มเติมติดต่อออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่าย Ruckus Networks ได้ที่แผนการตลาด

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

Email :  [email protected]

Line : optimusthailand

WatchGuard Cloud ปฏิวัติความปลอดภัยไซเบอร์ ลาขาดความซับซ้อนสู่ความเรียบง่ายที่เหนือกว่า

20241004-WatchGuard-Cloud-ปฏิวัติความปลอดภัยไซเบอร์--1920x1080

ในยุคที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามทางไซเบอร์ การรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วย WatchGuard Cloud ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เรามาทำความรู้จักกับโซลูชันที่จะพลิกโฉมการจัดการความปลอดภัยของคุณให้ง่ายดายกัน

ลองนึกภาพ ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของกิจกรรมในเน็ตเวิร์ค การติดตามภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ หรือการเข้าถึงข้อมูลสำคัญอื่นๆ พร้อมสามารถ response จัดการได้แค่ปลายนิ้ว WatchGuard Cloud ให้คุณจัดการทุกอย่างได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าคุณ จะนั่งจิบกาแฟในร้านอาหาร หรือกำลังเดินทางในต่างประเทศ คุณก็สามารถเข้าถึงระบบและจัดการความปลอดภัยได้อย่างง่ายดาย

  1. Network Access Enforcement:  ด้วยระบบนี้ อุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยจะถูกบล็อกก่อนที่จะแตะต้องเครือข่ายของคุณ ทำให้ระบบมีความปลอดภัย ปิดรูรั่วที่มีโอกาสโดนโจมตี
  2. Policy Management แบบอัจฉริยะ: สร้างเทมเพลตนโยบายที่ใช้ซ้ำได้ ทำให้การตั้งค่าเป็นเรื่องง่าย แม้เครือข่ายของคุณจะซับซ้อนแค่ไหน ก็จัดการได้อย่างเป็นระบบ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยจัดระเบียบทุกอย่างให้คุณ
  3. การตั้งค่าที่ไม่ต้องปวดหัว: ลืมภาพการนั่งเขียนสคริปต์ยาวเหยียดไปได้เลย WatchGuard Cloud ทำให้การตั้งค่าต่างๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการแบ่ง zone, ตั้งค่า VLAN, หรือแม้แต่การตั้งค่า SD-WAN ทุกอย่างทำได้ง่ายๆ ผ่านอินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่าย

แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด WatchGuard Cloud ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สุดล้ำ

AI กับระบบ XDR ที่ชาญฉลาด

WatchGuard ThreatSync นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบอัตโนมัติ ทำให้คุณมีทีม cybersecurity ที่ทำงาน 24/7 โดยไม่มีหยุดพัก ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามแบบไหน AI ก็พร้อมรับมือ

Identity Security ที่ไม่ใช่แค่รหัสผ่าน

การยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน Multi Factor Authentication (MFA) ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป WatchGuard Cloud ทำให้การจัดการ Identity Security เป็นเรื่องง่าย ตั้งแต่การตั้งค่า การซิงค์ผู้ใช้ ไปจนถึงการบังคับใช้นโยบาย ทุกอย่างทำได้ง่ายๆ ผ่านระบบ Cloud ที่ปลอดภัย

Endpoint Security ที่ครอบคลุม

ในยุคที่ทุกคนทำงานจากทุกที่ การรักษาความปลอดภัยของ endpoint จึงสำคัญมาก WatchGuard Cloud รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว ทำให้คุณสามารถมอนิเตอร์และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าอุปกรณ์นั้นจะอยู่ที่ไหนในโลก

ทางเลือกสำหรับองค์กรที่หลากหลาย

สำหรับองค์กรที่มีข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล WatchGuard ก็มีโซลูชัน on-premises เพิ่มเติมให้เลือกใช้อีกด้วย WatchGuard System Manager (WSM) และ Dimension ทำให้คุณสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างเต็มที่

WatchGuard Cloud

WatchGuard Cloud ไม่ใช่แค่ระบบจัดการความปลอดภัย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยจัดการทุกเรื่องในโลกดิจิทัลอย่างมั่นใจ ด้วยการรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว การใช้งานที่ง่าย และความยืดหยุ่นตามต้องการ WatchGuard Cloud จึงเป็นคำตอบสำหรับองค์กรทุกขนาดที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยของตนเอง

ถึงเวลาบอกลาระบบรักษาความปลอดภัยแบบเก่า และก้าวสู่ยุคใหม่ของการจัดการความปลอดภัยที่ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย กับ WatchGuard Cloud คุณจะพบว่าการรักษาความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป สนใจทดลองใช้บริการหรือต้องการข้อมูลอื่นใดเพิ่มเติมได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

Ruckus ICX 7150-E Series ขุมพลังเน็ตเวิร์คเพื่องานออฟฟิศที่คุ้มค่าเกินใคร

เครือข่ายเน็ตเวิร์คออฟฟิศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมาพร้อมกันกับความต้องการโซลูชันที่ต้องมีประสิทธิภาพ เสถียร และคุ้มค่า ทั้งนี้ Ruckus Networks พร้อมตอบสนองความต้องการใหม่เหล่านี้ด้วยการเปิดตัว Ruckus  ICX 7150-E Series ซึ่งเป็น Ethernet Switch รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนราคาที่คุ้มค่ากว่าใคร

Ruckus ICX 7150-E Series

ถูกพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จบนตระกูล ICX 7150 ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยยังคงรักษาจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการใช้งานระดับองค์กร แต่มาพร้อมกับราคาที่จับต้องได้ ทำให้เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับธุรกิจที่กำลังมองหาโซลูชันเครือข่ายที่มีคุณภาพสูงโดยไม่ต้องลงทุนมากเกินไป

ความหลากหลายที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ICX 7150-E Series มาพร้อมกับตัวเลือกที่หลากหลายเพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • รุ่น 24 และ 48 พอร์ต: เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง มาพร้อมกับ Gigabit Ethernet ports ที่รองรับ 802.3at PoE+ และมี power budget สูงถึง 370W ในรูปแบบ rack mountable
  • รุ่น 12 พอร์ต: ออกแบบมาสำหรับพื้นที่จำกัดหรือออฟฟิสขนาดเล็ก มาในรูปแบบ fanless compact พร้อม Gigabit Ethernet ports ที่รองรับ 802.3at PoE+ และ power budget 124W

ทุกรุ่นมาพร้อมกับพอร์ต uplink แบบ 1GbE SFP และ RJ-45 เพื่อความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์ค

คุณสมบัติที่โดดเด่น

  • ฟีเจอร์ Full Layer 2 switching 
  • ตัวเลือกในการจัดการที่หลากหลาย ได้แก่ WebGUI, Command Line Interface และ SNMP
  • สามารถทำงานร่วมกับ Ruckus Unleashed Access Points ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
  • รับประกันผลิตภัณฑ์ 5 ปี
  • มีบริการ Ruckus Watchdog Technical Support ให้เลือกซื้อเพิ่มเติมตาม SLA

HighLight สำคัญของแต่ละรุ่น

ทำไมต้อง ICX 7150-E Series

  • ประสิทธิภาพระดับองค์กรในราคาที่เข้าถึงได้ ICX 7150-E Series นำเสนอจุดร่วมที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพและราคา โดยเป็นสวิตซ์ชิ่งฮับแบบ Enterprise ในราคาที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ด้วย Gigabit Ethernet ports ที่รองรับ PoE+ และ power budget ที่สูงถึง 370W ทำให้สามารถรองรับอุปกรณ์ IoT, กล้องวงจรปิด, และ Access Points ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ความยืดหยุ่นในการติดตั้งและใช้งาน ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายตั้งแต่ 12, 24 ไปจนถึง 48 พอร์ต รวมถึงรูปแบบ rack-mountable และ fanless compact ICX 7150-E Series สามารถติดตั้งได้กับทุกสภาพแวดล้อมการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานขนาดเล็ก โรงแรม หรือแม้แต่โรงงานขนาดกลาง นอกจากนี้ พอร์ต uplink แบบ 1GbE SFP และ RJ-45 ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ

  • การจัดการที่ง่ายดายผ่านหลากหลายช่องทาง ICX 7150-E Series มอบตัวเลือกในการจัดการที่หลากหลาย ทั้ง WebGUI สำหรับผู้ใช้ทั่วไป, Command Line Interface สำหรับผู้เชี่ยวชาญ และ SNMP สำหรับการตรวจสอบระยะไกล นอกจากนี้ ความสามารถในการทำงานร่วมกับ Ruckus Unleashed access points ยังช่วยให้สามารถจัดการอุปกรณ์ทั้งแบบมีสายและไร้สายจากจุดเดียวได้ ลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการเครือข่าย

  • ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะรุ่น fanless ทำให้ ICX 7150-E Series ประหยัดพลังงานได้มากกว่า switch ทั่วไป ช่วยลดค่าไฟฟ้าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบาย Green IT ที่หลายองค์กรกำลังให้ความสำคัญ

Ruckus ICX 7150-E Series เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความคุ้มค่า 

เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับเครือข่ายของตนโดยไม่ต้องลงทุนมากเกินไป ด้วยความหลากหลายของรุ่นและคุณสมบัติที่ครบครัน ICX 7150-E Series จึงเป็นโซลูชันที่สมบูรณ์แบบสำหรับเครือข่ายขนาดเล็กและขนาดกลางในยุคดิจิทัล

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการเชื่อมต่อที่ราบรื่น ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพกับ Ruckus ICX 7150-E Series วันนี้ และก้าวสู่โลกแห่งเครือข่ายที่ไร้ขีดจำกัด สนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อแผนก Marketing ของทางบริษัท

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

Email :  [email protected]

Line : optimusthailand