Fireware v12.11 มาแล้ว! เพิ่มความปลอดภัย ใช้งานง่ายขึ้น

WatchGuard Fireware v12.11 อัปเดตใหม่ล่าสุด!  เพิ่ม ความปลอดภัยสูงขึ้น และ ปรับปรุงการใช้งานให้สะดวกกว่าเดิม พร้อมฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้คุณดูแลระบบเครือข่ายได้ง่ายขึ้น

ไฮไลต์ฟีเจอร์ใหม่ใน Fireware v12.11

  • ล็อกอินง่ายขึ้น – รองรับ SSO (Single Sign-On) ล็อกอินครั้งเดียว ใช้งานได้ต่อเนื่อง
  • ปลอดภัยกว่าเดิม – อัปเกรดมาตรฐาน FIPS 140-3 ป้องกันข้อมูลจากการถูกแฮ็ก
  • Wi-Fi เสถียรขึ้น – รองรับ AP รุ่นใหม่ เช่น AP125, AP225W เพื่อการเชื่อมต่อที่มั่นคง
  • บล็อกเว็บอันตรายอัตโนมัติ – ระบบแนะนำเว็บที่ควรบล็อก ป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์
  • ป้องกันการล็อกอินผิดซ้ำๆ – ระบบจะบล็อกการพยายามเข้าถึงที่ไม่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ
  • VPN ปลอดภัยขึ้น – ปรับปรุงการเข้ารหัสข้อมูลให้แน่นหนายิ่งขึ้น

ทำไมต้องอัปเกรด?

  •  ปกป้องเครือข่ายจาก ภัยคุกคามไซเบอร์ และการโจมตีที่ซับซ้อนขึ้น
  • ใช้งานง่ายขึ้น ไม่ต้องล็อกอินซ้ำหลายรอบ ลดความยุ่งยาก
  • รองรับอุปกรณ์และเทคโนโลยีล่าสุด ให้เครือข่ายทำงานเต็มประสิทธิภาพ

อัปเกรดเลย เพื่อความปลอดภัยของระบบเครือข่ายคุณ!

1. โหลด Release note ได้ที่ web ของ WatchGuard 
2. อ่าน Release note แล้ว อาจจะใช้ฟีเจอร์ไหนเป็นพิเศษ หรือต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค เปิด Ticket มาได้ครับ
3. หันมาดูอีกที พบว่า Subscription ของเราใกล้หมดแล้ว หรือหมดไปแล้ว ก็เปิด Ticket มาได้เช่นกันครับ เราจะเสนอออพชั่นที่คุ้มที่สุดให้

ต้องการความช่วยเหลือติดต่อ


เพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบโรงพยาบาลด้วย Multi-Factor Authentication (MFA)

บุคลากรทางการแพทย์ของคุณกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่หรือไม่?

  •  เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องจดจำรหัสผ่านหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์, ระบบบัญชีและประกันสุขภาพ, หรืออุปกรณ์ IoT ทางการแพทย์
  • ใช้รหัสผ่านเดิมซ้ำกันในหลายระบบ เพิ่มความเสี่ยงในการถูกแฮก
  • แพทย์และพยาบาลต้องเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน แต่การเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการรักษา
  • บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานจากหลายอุปกรณ์และหลายสถานที่ การเข้าถึงจากภายนอก (Remote Access) อาจกลายเป็นจุดอ่อนด้านความปลอดภัย
  • แฮกเกอร์พุ่งเป้าโจมตีโรงพยาบาล ด้วย Ransomware และ Phishing ที่หลอกให้เจ้าหน้าที่กรอกรหัสผ่านเข้าสู่ระบบปลอม

MFA คืออะไร? ทำไมบุคลากรโรงพยาบาลต้องใช้?

Multi-Factor Authentication (MFA) เป็นระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับแพทย์, พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล โดยเพิ่มชั้นการตรวจสอบเพิ่มเติมจาก รหัสผ่านเดิม

4 เหตุผลที่บุคลากรโรงพยาบาลต้องใช้ MFA ทันที

  1. ลดภาระการจดจำรหัสผ่านหลายชุด MFA ช่วยให้บุคลากรเข้าสู่ระบบโดยไม่ต้องจำรหัสผ่านซับซ้อน ลดปัญหาการ Reset Password

  2. ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้รหัสผ่านจะถูกขโมย แฮกเกอร์ยังต้องใช้ OTP หรือ Biometric Authentication เพื่อเข้าถึงระบบ

  3. ปรับปรุงความปลอดภัยโดยไม่ลดประสิทธิภาพการทำงาน แพทย์และพยาบาลสามารถ เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาจำรหัสผ่านหลายชุด

  4. ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของโรงพยาบาล ระบบ MFA สอดคล้องกับมาตรฐาน HIPAA, PDPA, ISO 27001 ที่กำหนดให้สถานพยาบาลต้องมีมาตรการป้องกันข้อมูล

วิธีนำ MFA ไปใช้ในโรงพยาบาลของคุณ

  1. ติดตั้ง MFA สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ บนคอมพิวเตอร์
  2. ติดตั้ง Application MFA บน Smart Phone ของบุคลากร (Soft Token)
  3. สร้างนโยบาย การจัดการสิทธิต่างๆ และการแจ้งเตือน ผ่าน Cloud Management

MFA สามารถนำไปใช้กับอะไรได้บ้าง? (WatchGuard AuthPoint)

  • การเข้าใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ (Windows, Mac)
  • การเข้าสู่ระบบของแพทย์และพยาบาล รองรับ Single Sign-On (SSO) ลดภาระการจำรหัสผ่านหลายระบบ
  • การเข้าถึงระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) ป้องกันข้อมูลผู้ป่วยจากการรั่วไหล
  • การเข้าใช้งาน VPN สำหรับพนักงานที่ทำงานจากภายนอก ลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงระบบเครือข่ายจากอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัย

สนใจโซลูชั่นด้านซิเคียวริตี้เพิ่มเติม สามารถขอรายละเอียดหรือติดต่อมาได้ที่

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless

ขอขอบคุณทาง มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ  ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless โดยผ่าน Dealer บริษัท เดอะ เอ็กซ์-โปร เทคโนโลยี จำกัด

Ruckus CommScope

Ruckus ผู้นำด้านเทคโนโลยี WiFi มี Access Point ที่ออกแบบเสาสัญญาณแบบ Array Antenna ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี BeamFlex+ และ ChannelFly สิทธิบัตรเฉพาะของ Ruckus ช่วยให้สามารถปรับแต่งเสาสัญญาณ กำลังขยาย และทิศทางให้เหมาะสมกับการใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมต่างๆ รวมถึงเลือกช่องสัญญาณอัจฉริยะ สำหรับหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การใช้งานและได้คุณภาพของสัญญาณที่ดีที่สุด สำหรับการใช้งานที่มีผู้ใช้หนาแน่น และมีสัญญาณรบกวนสูง

Ruckus Indoor Access Point

มีให้เลือกด้วยกันหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นที่สามารถติดตั้งบนกำแพง เพดาน ฝ้า หรือติดตั้งบนรถเคลื่อนที่ เพื่อใช้เป็นสถานีบริการชั่วคราวตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ทาง CommScope Ruckus เอง ก็มีรุ่นที่แนะนำให้เลือกใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น

  • ในสถานที่ที่ยากต่อการเดินสาย LAN หรือในสภาพแวดล้อมที่ห่างไกล ก็มีรุ่น Access Point ที่สามารถรองรับสัญญาณมือถือ LTE แบบใส่ซิมเพื่อให้สามารถใช้บริการ Wifi ได้ มีรุ่นที่แนะนำการใช้งานในอาคารที่มีห้องพัก โรงแรม ห้องเรียน ห้องประชุมที่มีขนาดกลางและขนาดใหญ่ และมีพอร์ตไว้เชื่อมต่อสำหรับ USB 2.0 เพื่อรองรับกับอุปกรณ์ที่เป็น IOT อีกด้วย
  • CommScope Ruckus AP มาพร้อมกับมาตรฐาน Wifi ที่เป็นมาตรฐานล่าสุดของ IEEE นั่นก็คือ IEEE 802.11ax หรือ Wifi6 ระดับ Multigigabit สามารถรับส่งข้อมูลแบบทั้ง SU และ MU MIMO บนย่านความถี่ 5 GHz และ 2.4 GHz รองรับจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานจำนวนเยอะ ขึ้นอยู่กับรุ่น ซึ่งมีหลายรุ่นให้เลือกใช้งานสำหรับ AP Indoor ความสามารถในการใช้งาน รุ่นที่เป็น Indoor คือ สามารถใช้งานในพื้นที่ของอาคารและมีการกระจายสัญญาณอย่างทั่วถึง CommScope Ruckus AP ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม คลื่นในการรับส่งข้อมูลมีการทำงานที่เสถียร รวดเร็วและแรงที่สุด รองรับระบบ Security ที่เป็น WPA 2 และ WPA 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย

คุณสมบัติของ AP Indoor ดังนี้

  • รองรับการทำงานแบบ Dual-band, Dual-concurrent ซึ่งมีการสนับสนุนด้วยกันหลายหลายแบบ มีทั้งน้อยที่สุดตั้งแต่ 2 spatial stream (2×2:2) จนถึงมากที่สุดที่ 8 spatial steam (8×8:8)
  • 802.11ax สามารถทำ data rate ได้สูงสุดที่ 2974 Mbps
  • รองรับจำนวนอุปกรณ์ได้สูงสุดที่ 1024 อุปกรณ์พร้อมๆกัน
  • ในรุ่นของ 802.11ax จะมาพร้อมกับพอร์ท 2.5 GbE Ethernet เพื่อให้สามารถรองรับจำนวน data rate ได้สูงสุดที่ 2974 Mbps
  • เทคโนโลยีของ BeamFlex+™ สิทธิบัตรที่คนทั่วโลกต้องยอมรับในความสามารถของการหักเห เปลี่ยนทิศทางเพื่อให้คุณภาพของ Wi-Fi ที่มีสมรรถนะในการใช้งานที่สูงขึ้น
  • เทคโนโลยีของ ChannelFly™ สิทธิบัตรที่โดดเด่นในเรื่องของการจัดการช่องสัญญาณ โดยการนำ Machine learning (ML) เข้ามามีส่วนรวมในการตัดสินใจหรือปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณเมื่อมีความหนาแน่นเกิดขึ้นในแต่ละช่องสัญญาณ
  • CommScope Ruckus APs สามารถทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์ควบคุม APs ได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การทำงานร่วมกับ Cloud Controller, On-premised (physical/virtaul appliances) หรือแม้แต่ทำงานโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ควบคุม
  • รองรับการทำงานของ Mesh Networking ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายโดยการใช้ความสามารถของ Wi-Fi ในการ รับ-ส่ง ข้อมูลระหว่าง AP แต่ละตัว
  • รองรับการทำงานร่วมกับ Location Based Service (LBS) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลของอุปกรณ์ และผู้ใช้งาน เพื่อนำมาต่อยอดในเรื่องของการตลาดและมีรุ่นให้เลือกใช้งาน ดังต่อไปนี้
  • CommScope Ruckus APs รองรับการทำงานด้านความปลอดภัยแบ WPA3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เข้ามาช่วยป้องกันการโจมตีจากบุคคลที่ไม่หวังดี

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://optimus.co.th/product/ruckus-indoor-access-point

หากต้องการใบเสนอราคา หรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ออพติมุสตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Ruckus ในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

ระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและปัจจัยอื่นๆ ภายในโรงงาน

นี่คือสิ่งที่คุณกำลังประสบอยู่ใช่หรือไม่??

  • โรงงานของคุณประสบปัญหาในการควบคุมสภาพแวดล้อมในพื้นที่ผลิตหรือคลังสินค้า เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ระดับเสียง คุณภาพน้ำหรือคุณภาพอากาศ 
  • ปัญหาจากอุปกรณ์เสียหายหรือทำงานผิดปกติ ส่งผลต่อคุณภาพสินค้าและกระบวนการผลิต
  • ขาดข้อมูลเรียลไทม์ที่ช่วยให้คุณรับมือกับปัญหาได้ทันที

ทำอย่างไรดี??

BeaRiOt Facilites Monitoring ทำให้คุณรู้ปัญหาล้วนหน้า ช่วยให้คุณติดตามสภาพแวดล้อมในโรงงานแบบเรียลไทม์ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ระดับแสง และเสียง หรือปัจจัยตามประสงค์อื่นๆ โดยแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีความผิดปกติหรือค่าตัวแปรเกินเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงและตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องรอให้ความเสียหายเกิดขึ้น

ทำไมจึงควรเลือกใช้??

  • เพิ่มคุณภาพสินค้า ตรวจสอบและควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการผลิต
  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน ป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์และสินค้า ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม
  • เพิ่มความปลอดภัยสูงสุด แจ้งเตือนทันทีในกรณีเกิดเหตุผิดปกติ เช่น ความร้อนเกิน หรือไฟฟ้าขัดข้อง
  • มีข้อมูลเชิงลึก บันทึกข้อมูลเรียลไทม์เพื่อการวางแผนและปรับปรุงในอนาคต

ใช้อย่างไร??

ติดตั้งเซ็นเซอร์ IIoT ตามปัจจัยที่ต้องการ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง และปัจจัยอื่นๆ ในโรงงาน เชื่อมต่อ BeaRiOt Edge เพื่อรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์และแสดงผลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กำหนดค่าการแจ้งเตือน ตั้งค่าเกณฑ์มาตรฐาน เช่น อุณหภูมิสูงสุดที่เหมาะสม และรับการแจ้งเตือนเมื่อค่าเกิน โดยคุณยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากการบันทึก เพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการเฝ้าระวัง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง 

  • เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าต่างๆ เช่น Vibration Sensor, Smoke Detector, Sound Level Sensor, pH Sensor
  • BeaRiOt Edge Computing รวมค่าสถานะ Dashboard และระบบแจ้งเตือน
  • อุปกรณ์ระบบเน็ตเวิร์คแบบ Wired (Network Switch)
  • อุปกรณ์ Firewall, Router, Gateway
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ และ Web Browser

เปิดโผ! 3 เทรนด์เทคโนโลยีโรงแรมแห่งอนาคต จาก เวที HTNG

จากเวที HTNG (Hospitality Technology Next Generation) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการบริการ โดยเฉพาะในโรงแรม ที่รวมตัวผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในวงการโรงแรมระดับโลก ได้เผยให้เห็นภาพอุตสาหกรรมโรงแรมที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนโฉมประสบการณ์การเข้าพักแบบที่เราคุ้นเคยไปอย่างสิ้นเชิง

3 เทรนด์เทคโนโลยีที่คาดว่าจะกำหนดอนาคตของธุรกิจโรงแรม

1. AI และระบบอัตโนมัติ: ยกระดับประสบการณ์แขกด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

ปัจจุบัน AI ในธุรกิจโรงแรมได้ก้าวไกลกว่าการเป็นแค่ chatbot ตอบคำถามพื้นฐาน โดยคาดว่าจะมีการประยุกต์ใช้งานที่น่าสนใจดังนี้

  • Predictive Personalization: ระบบ AI วิเคราะห์พฤติกรรมและความชอบของแขกแต่ละคน เพื่อนำเสนอบริการที่เหมาะสมที่สุด เช่น การปรับอุณหภูมิห้องล่วงหน้า การแนะนำร้านอาหารที่คาดว่าถูกใจแขกที่เข้าพัก รวมไปถึงการจัดเตรียมบริการพิเศษตามประวัติการเข้าพัก

  • Smart Room Management: ใช้ AI ควบคุมระบบต่างๆ ในห้องพักแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่การปรับแสงไฟตามช่วงเวลา การควบคุมเครื่องปรับอากาศตามการใช้งานจริง ไปจนถึงการแจ้งเตือนเมื่อต้องเติมของในมินิบาร์

  • Predictive Maintenance: ระบบ AI เพื่อคาดการณ์การบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงแรม เพื่อช่วยลดการหยุดชะงักของการให้บริการและยังประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

  • Voice-Enabled Services: การใช้ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับหลายภาษา ช่วยให้แขกสามารถควบคุมอุปกรณ์ในห้อง สั่งรูมเซอร์วิส หรือขอข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย

2. การปฏิวัติระบบชำระเงิน: สู่ยุคของ Seamless Payment

การชำระเงินในโรงแรมกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคดิจิทัล

  • Unified Payment Platform: แพลตฟอร์มการชำระเงินแบบรวมศูนย์ที่เชื่อมโยงทุกบริการของโรงแรม ตั้งแต่ค่าห้องพัก อาหาร สปา ไปจนถึงกิจกรรมพิเศษต่างๆ

  • Contactless Payment: ระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัสที่รองรับทั้ง NFC, QR Code และ Digital Wallet ต่างๆ

  • Subscription Model: รูปแบบการชำระเงินแบบใหม่สำหรับลูกค้าประจำ เช่น แพ็กเกจจ่ายรายเดือนที่รวมสิทธิพิเศษต่างๆเสนอไปพร้อมกัน

  • Real-time Billing: ระบบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ผ่านแอพบนมือถือ

3. อนาคตของการเชื่อมต่อ: โครงสร้างพื้นฐานสู่โรงแรมอัจฉริยะ

Ruckus Networks นำเสนอโซลูชันการเชื่อมต่อรุ่นใหม่ที่รองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมกันจำนวนมากและมีความซับซ้อนมากขึ้น:

  • Wi-Fi 7 และ IoT Infrastructure: รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากพร้อมกันด้วยความเร็วสูง เหมาะสำหรับการใช้งาน AR/VR streaming วิดีโอ 8K และการประชุมเสมือนจริง
  • Smart Building Integration: เชื่อมโยงระบบอาคารอัจฉริยะทั้งหมดเข้าด้วยกัน ผ่านโครงข่าย IoT ที่มีความเสถียรสูง
  • Location-Based Services: ระบบระบุตำแหน่งความแม่นยำสูงสำหรับบริการตามตำแหน่งของแขก

การปรับตัวสู่อนาคตกับความท้าทายใหม่ที่ต้องเตรียมพร้อม

กฎระเบียบใหม่และความปลอดภัยข้อมูล

การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ Digital Markets Act และระบบกำหนดราคาด้วย AI กำลังสร้างความท้าทายใหม่ให้กับธุรกิจโรงแรม การปรับตัวให้ทันกับกฎระเบียบเหล่านี้จึงเป็นทั้งความจำเป็นและโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

เทคโนโลยีสีเขียวเพื่อความยั่งยืน

Ruckus One นำเสนอโซลูชันที่ช่วยยกระดับการจัดการทรัพยากรทั้งโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่

  • การควบคุมระบบปรับอากาศและไฟฟ้าอัตโนมัติ
  • การตรวจจับการรั่วไหลของน้ำในห้องน้ำ
  • การจัดการขยะอัจฉริยะ

อนาคตที่ไม่ไกลเกินต้องรอนาน

เทรนด์เทคโนโลยีที่แชร์บนเวที HTNG  ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โรงแรมที่ต้องการความสำเร็จในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มวางแผนและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับนวัตกรรมเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะระบบเครือข่ายที่เป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมโยงทุกบริการเข้าด้วยกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง : https://optimus.co.th/hospitality-tech-trends-htng-2024

การเลือกพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่าง Ruckus Networks จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคที่เทคโนโลยีกำลังปรับโฉมอุตสาหกรรมโรงแรมไปอย่างสิ้นเชิง สนใจหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ ออพติมุสตัวแทนจำหน่าย Ruckus Networks ในประเทศไทย

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

Email :  [email protected]

Line : optimusthailand

ขอขอบคุณ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ที่ไว้วางใจซื้อสินค้า IoT Devices : XENTRACK

ขอขอบคุณ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ที่ไว้วางใจซื้อสินค้า IoT Devices : XENTRACK โดยผ่าน Dealer บริษัท พิสตัน โทเทิ่ลซัพพลาย จำกัด

Xentrack Indoor Location Tracking System

มาพร้อมกับเทคโนโลยี Bluetooth หรือ BLE 4.0 ที่พร้อมติดตาม บุคคล, สัตว์, อุปกรณ์, สิ่งของ หรือเครื่องมือ ทั้งภายนอก และภายในบริเวณอาคาร มาพร้อมกับระบบแจ้งเตือน เพื่อทำให้ง่ายการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวัง สะดวกรวดเร็วในซ่อมแซม แก้ไข และดูแลรักษา

เทคโนโลยี XENTRACK หรือ Indoor Location-based Services หรือ การให้บริการระบุตำแหน่งและ ติดตามตำแหน่งภายในอาคาร สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ด้าน HealthCare, Industry, Farm, Logistic

โซลูชัน XENTRACK แตกต่างจาก GPS เนื่องจากเป็นโซลูชันที่เน้นไปในส่วนที่เป็น Indoor เป็นหลัก โดยภายในโซลูชันจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้

  • 802.11ac Wi-Fi ที่สามารถส่งสัญญาณ Bluetooth หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Bluetooth ได้
  • Bluetooth Proximity อุปกรณ์สำหรับจ่ายสัญญาณ Bluetooth โดยเฉพาะ เพื่อให้บริการด้านข้อมูลตำแหน่ง
  • Applications ที่จะช่วยนำข้อมูลที่ได้รับจาก Bluetooth มาแปลงเป็นตำแหน่งเพื่อระบุตำแหน่งภายในอาคารได้อย่างแม่นยำ Application และนำข้อมูลต่างๆ มาแสดงเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ซึ่งอาจเป็นผู้ใช้งานภายในองค์กรเอง หรือลูกค้าที่มาใช้งานสถานที่ก็ได้

และหากท่านต้องการทดสอบการใช้งาน ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

Industrial Switch อีกหนึ่งกลไกสำคัญเพื่อการพัฒนาสู่โรงงาน 4.0

ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Factory 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาหลอมรวมกับกระบวนการผลิตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ผ่าน Industrial Internet of Things (IIoT) เพื่อสร้างโรงงานอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสูง

ประเทศไทย การก้าวสู่โรงงาน 4.0

สำหรับประเทศไทย การก้าวสู่โรงงาน 4.0 มิใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก และการเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ได้แก่ การรุกเข้ามาของทุนต่างชาติขนาดใหญ่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อประหยัดต้นทุนต่อชิ้นในราคาที่ถูกแสนถูก การขาดแคลนแรงงาน และความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความแม่นยำสูง การปรับเปลี่ยนสู่โรงงาน 4.0 จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่โรงงาน 4.0 จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง ซึ่งนี่คือจุดที่ Industrial Switch กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ในอดีต เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมเปรียบเหมือนชิ้นส่วนแต่ละชิ้นแยกส่วนออกจากกัน ทำงานตามคำสั่งที่ได้รับการตั้งโปรแกรมไว้เท่านั้น แต่ปัจจุบัน เครื่องจักรเหล่านี้ได้พัฒนากลายเป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างไร้ขีดจำกัด ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ต่างๆ จะถูกส่งผ่านเครือข่ายเพื่อประมวลผลแบบ Real-time บน Dashboard ที่ช่วยให้ผู้จัดการโรงงานและทีมวิศวกรสามารถติดตามประสิทธิภาพการผลิต วิเคราะห์แนวโน้ม และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว นอกจากนี้ ระบบ Predictive Maintenance ยังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของเครื่องจักรเพื่อคาดการณ์ความผิดปกติและวางแผนการบำรุงรักษาล่วงหน้า ช่วยลดการหยุดชะงักของการผลิตและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ด้วยเหตุนี้ tactio จึงได้พัฒนา Industrial Switch เพื่อรองรับการไหลเวียนของข้อมูลจำนวนมหาศาลและความต้องการอันซับซ้อนของระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่นั่นเอง

สภาพแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรมนับเป็นความท้าทายสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

อุปกรณ์เน็ตเวิร์ค ด้วยอุณหภูมิที่แปรปรวนตั้งแต่ความร้อนสุดๆไปจนถึงความเย็นจัดๆ ฝุ่นละอองที่แทรกซึมได้ทุกอณู แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรขนาดใหญ่ และความชื้นในอากาศ tactio จึงได้ออกแบบ Industrial Switch ด้วยมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสูงสุด ผ่านการทดสอบในสภาวะที่เกินขีดการใช้งานปกติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพแม้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร

ในยุคของ Industrial IoT การส่งผ่านข้อมูลจำเป็นต้องมีความรวดเร็วและแม่นยำในระดับมิลลิวินาที tactio Industrial Switch จึงได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยี Low-latency พร้อมระบบ Redundancy ที่ช่วยให้เครือข่ายสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดเหตุขัดข้อง นอกจากนี้ ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงด้วย VLAN, Port Authentication และ Advanced Encryption ที่ปกป้องข้อมูลสำคัญจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการที่หลากหลายของภาคอุตสาหกรรม tactio จึงได้พัฒนา Industrial Switch ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ High-density Switch สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับการเชื่อมต่อจำนวนมาก ไปจนถึง Compact Switch ที่เหมาะกับพื้นที่จำกัด และ PoE Switch ที่ช่วยลดความซับซ้อนในการติดตั้งด้วยความสามารถในการจ่ายไฟผ่านสาย Ethernet

การเลือก Industrial Switch ไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนในอุปกรณ์เครือข่าย แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาสู่ Industry 4.0 อย่างมั่นคง tactio ไม่เพียงแค่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ออพติมุส (optimus) ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย tactio ในประเทศไทยยังมอบบริการที่ครบวงจร ทั้งการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การรับประกันผลิตภัณฑ์ การผนวกการใช้งานร่วมกับ IIoT อื่นๆ เพื่อสนับสนุนให้โรงงานของพี่ๆสามารถก้าวสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะได้อย่างมั่นใจ สนใจหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ในประเทศไทย 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

เทรนด์ Wi-Fi ปี 2025 เทคโนโลยีไร้สายแห่งโลกยุคอนาคต

เทรนด์การใช้งานเทคโนโลยีไร้สายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปีนี้ 2025 นับเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของ Wi-Fi ที่ไม่เพียงแต่จะมีความเร็วเพิ่มขึ้น แต่ยังฉลาดขึ้นด้วยการผสานรวมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อวิธีการทำงานของทีมไอทีและการใช้ชีวิตของเราอย่างมีนัยสำคัญ

มาตรฐานใหม่ Wi-Fi 7 (IEEE 802.11be)

นับเป็นอีกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการเชื่อมต่อไร้สาย ด้วยความเร็วในการส่งข้อมูลที่สูงขึ้นกว่า Wi-Fi 6 ถึง 2.4 เท่า ทำให้การสตรีมวิดีโอความละเอียดระดับ 8K หรือการประชุมเสมือนจริงผ่าน AR/VR กลายเป็นเรื่องจริงได้ เทคโนโลยี Multi-Link Operation (MLO) ที่มาพร้อมกับ Wi-Fi 7 จะช่วยให้อุปกรณ์สามารถรับส่งข้อมูลผ่านหลายความถี่พร้อมกัน ลดปัญหาการขาดการเชื่อมต่อหรือ Latency ของสัญญาณที่เคยเป็นข้อจำกัด นอกจากนี้ การรองรับ Multi-RU จะช่วยการจัดสรรทรัพยากรเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น

AI จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ช่วยบริหารจัดการเครือข่าย Wi-Fi โดยระบบจะวิเคราะห์และคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า เช่น การตรวจจับอุปกรณ์ที่ทำงานผิดปกติ การช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน และการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมที่สุด ทีม IT จะสามารถมองเห็นภาพรวมของเครือข่ายทั้งหมดผ่านแดชบอร์ดอัจฉริยะที่แสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และระบบยังสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ โดยอัตโนมัติเพื่อรักษาประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านความปลอดภัย เครือข่าย Wi-Fi จะได้รับการยกระดับด้วยระบบการเข้ารหัสแบบใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และการใช้ AI ในการตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ระบบจะสามารถแยกแยะระหว่างการใช้งานปกติและพฤติกรรมที่น่าสงสัยได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งดำเนินการป้องกันโดยอัตโนมัติ เทคโนโลยี Zero Trust Security จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยทุกการเข้าถึงจะต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวด แม้จะเป็นอุปกรณ์หรือผู้ใช้ที่เคยเชื่อมต่อมาก่อน

การผสานรวมระหว่าง Wi-Fi และ IoT

การผสานรวมระหว่าง Wi-Fi และ IoT จะนำไปสู่การพัฒนา Smart Office และ โรงงาน 4.0 ที่สมบูรณ์แบบ อุปกรณ์ IoT จำนวนมากจะเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ ระบบ IoT จะควบคุมทุกอย่างตั้งแต่แสงสว่าง อุณหภูมิ ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัย โดยปรับเปลี่ยนการทำงานตามสภาพแวดล้อมและความต้องการของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ ในภาคอุตสาหกรรม เซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT จะคอยตรวจสอบและควบคุมกระบวนการผลิต พร้อมทั้งส่งข้อมูลกลับไปยังระบบควบคุมกลางเพื่อการวิเคราะห์และปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง การประชุมเสมือนจริงจะมีความสมจริงมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี Holographic Telepresence ที่มีการพัฒนา จะสามารถสร้างภาพสามมิติของผู้เข้าร่วมประชุมได้อย่างสมจริง การทำงานร่วมกันผ่านแพลตฟอร์มคลาวด์จะราบรื่นยิ่งขึ้น การเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ขององค์กรจะทำได้จากทุกที่อย่างปลอดภัย ในด้านการศึกษา ห้องเรียนเสมือนจริงจะให้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าตื่นเต้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการใช้งาน AR/VR ที่ไม่มีข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อ

ในอนาคต่อไปอีก เทคโนโลยี Wi-Fi จะยังคงพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้ง

ซึ่งอาจทำความเร็วได้สูงถึง 100 Gbps ในอนาคต การพัฒนาเครือข่ายที่สามารถปรับจูนได้อย่างชาญฉลาดตามสภาพแวดล้อม และการผสานรวมกับเทคโนโลยี 5G และ 6G จะยิ่งทำให้การเชื่อมต่อไร้สายมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากขึ้น

องค์กรและธุรกิจที่ต้องการก้าวทันการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องเริ่มวางแผนและเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากร และการปรับกระบวนการทำงาน การลงทุนในระบบ Wi-Fi ให้ทันสมัยไม่ใช่เพียงแค่การยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เทคโนโลยี Wi-Fi ในปี 2025 จึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีสำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกต่อไป แต่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติดิจิทัลในทุกภาคส่วน ความเข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ และก้าวสู่ยุคดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบในอนาคต ทั้งนี้สนใจระบบ Wi-Fi อัจฉริยะผ่านผู้ช่วย AI พร้อมการใช้งาน IIoT สำหรับโรงงาน 4.0 ติดต่อทีมงานออพติมุส ตัวแทนจำหน่าย Ruckus Networks ในประเทศไทย

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

Email :  [email protected]

Line : optimusthailand

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์
Business Development Optimus Thailand

WatchGuard เผยเทรนด์ภัยคุกคามไซเบอร์ปี 2025 เมื่อ AI กลายเป็นดาบสองคม

โลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภัยไซเบอร์ก็ก้าวเร็วไม่แพ้กัน WatchGuard ผู้นำโซลูชันด้านความปลอดภัยระดับโลก ได้เผยการคาดการณ์เทรนด์ภัยคุกคามที่องค์กรต้องเผชิญในปี 2025 พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ Landscape ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในอนาคตอันใกล้

AI Multimodal กับการโจมตีแบบอัตโนมัติ

ปี 2025 จะเป็นปีที่เราเห็นการใช้ Multimodal AI ในการสร้างการโจมตีแบบครบวงจร ระบบ AI ที่ผสมผสานความสามารถด้านข้อความ ภาพ เสียง และการเขียนโค้ด ซึ่งเมื่อตกอยู่ในมือของแฮกเกอร์ก็จะนำมาใช้ก่ออาชญากรรมแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่เริ่มการเก็บข้อมูล โจมตี จนจบกระบวนการ

กระบวนการจะเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์เป้าหมายผ่านโซเชียลมีเดีย สร้างเนื้อหาหลอกลวงที่แนบเนียนทั้ง phishing และ vishing ค้นหาจุดอ่อนแบบ zero-day exploits สร้างมัลแวร์ที่หลบเลี่ยงการตรวจจับ ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายแบบ lateral movement ในเครือข่ายที่ถูกบุกรุกและขโมยข้อมูล ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติโดยแทบไม่ต้องใช้การควบคุมจากมนุษย์

การพัฒนานี้จะทำให้การโจมตีทางไซเบอร์เป็นเรื่องง่ายสำหรับแฮกเกอร์มือใหม่ มากกว่าที่เคยเป็นมาในยุคของ malware-as-a-service องค์กรทุกขนาดจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ถูกปรับแต่งให้เข้ากับเป้าหมายโดยเฉพาะ และยากต่อการตรวจจับและต่อสู้

Generative AI โอกาสทองของอาชญากร

GenAI ได้พัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งแฮกเกอร์ก็นำเอาประโยชน์ที่ได้จาก GenAI มาทำในเรื่องไม่ดี เช่น สร้างเสียง วิดีโอปลอม deepfake ต่างๆ ที่เราน่าจะได้เห็นในสื่อ หรือในข่าวต่างๆ มาโดยตลอด เทคโนโลยีนี้ยังคงมีการพัฒนาต่อไปและจะเป็นแบบก้าวกระโดด นี่จะกลายเป็นช่องโหว่ให้อาชญากรใช้ GenAI ร่วมกับเทคนิคขั้นสูงอื่นๆ ในการสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกลวงองค์กรในการทำธุรกรรมที่ดูเหมือนถูกต้อง เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อในที่สุด

CISO อีกตำแหน่งที่ท้าทายที่สุดในวงการธุรกิจปี 2025

CISO (Chief Information Security Officer) หรือผู้บริหารด้านความปลอดภัยสารสนเทศ จะพบกับความท้าทายมากขึ้นในปี 2025 ทั้งนี้ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ปัญหาด้านเทคนิค แต่เป็นเรื่องของการจัดการบุคลากรและการกำกับดูแลทีมงาน ซึ่งบรรดา CISO ต้องรับมือกับกฎระเบียบและนโยบายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้องรับรองความสมบูรณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรด้วยตนเอง

ความกดดันจากการตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการละเลยด้านความปลอดภัยภายในองค์กร อาจนำไปสู่อัตราการลาออกที่สูงขึ้น และการขาดแคลนผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างด้านทักษะความปลอดภัยไซเบอร์กว้างขึ้น การขาดแคลนบุคลากรอาจทำให้เกิดความเสี่ยงการตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จนกระทั่งเกิดการรั่วไหลของข้อมูลดังเช่นที่ได้เห็นตามหน้าข่าวตลอดปีที่ผ่านมา

การปราบปรามอาชญากรไซเบอร์เริ่มเห็นผล

หน่วยงานด้านการข่าวและบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกกำลังพัฒนากลยุทธ์ในการจัดการกับอาชญากรไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการมุ่งเน้นการขัดขวางการดำเนินงานของอาชญากร การขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ และการออกกฎหมายและนโยบายใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการเหล่านี้

การใช้กลยุทธ์การขัดขวาง ตั้งแต่การปิด botnet การตัดแหล่งรายได้ และการประชาสัมพันธ์ความสำเร็จ (เช่น หน้าข่าวการปิดเว็บไซต์ของกลุ่มใต้ดินต่างๆ) ทำให้อาชญากรไซเบอร์ลังเลที่จะเสี่ยง โดยเฉพาะการร่วมมือกับประเทศต่างๆ และองค์กรเอกชน ทำให้การก่ออาชญากรรมมีต้นทุนและความยากลำบากมากขึ้น ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นนี้จะเป็นอุปสรรคและข้อยับยั้งสำคัญสำหรับผู้ที่จะกระทำความผิดนั่นเอง

AI กับการปกป้องระบบปฏิบัติการ

ในขณะที่อาชญากรใช้ AI ในการค้นหาและสร้างช่องโหว่ ฝ่ายความปลอดภัยไซเบอร์ก็สามารถใช้ความสามารถของ AI ในการค้นหาและขัดขวางความพยายามเหล่านั้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะในการปกป้องระบบ Operational Technology (OT) ที่กำลังหลอมรวมเข้ากับ Information Technology (IT)

หน่วยงานความปลอดภัยจะพึ่งพาการควบคุมที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น AI-powered anomaly detection ที่สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามใหม่ๆ ได้โดยไม่ขึ้นกับเทคโนโลยี แทนที่จะใช้ความสามารถในการป้องกันเฉพาะโปรโตคอลหรือแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนในการตั้งค่าและจัดการ

มองไปข้างหน้า.........................

โลกแห่งความปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2025 จะเป็นการต่อสู้ระหว่างเทคโนโลยี AI ทั้งฝ่ายโจมตีและป้องกัน AI ซึ่งจะกลายเป็นดาบสองด้าน ที่สามารถสร้างได้ทั้งภัยคุกคามและการป้องกันที่ทรงพลัง องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับตัวต่อสิ่งต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จในการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์จะขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการปรับตัวให้ทันกับภัยคุกคามที่วิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีล่าสุดในการปกป้องระบบและข้อมูลสำคัญ การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลของวันพรุ่งนี้นั่นเอง

แหล่งข่าวอ้างอิง : https://www.watchguard.com/wgrd-resource-center/cyber-security-predictions-2025

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ขอขอบคุณ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless

ขอขอบคุณทาง สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless โดยผ่าน Partner  บริษัท ไอเน็กซ์ บรอดแบนด์ จำกัด

RUCKUS

Ruckus ผู้นำด้านเทคโนโลยี WiFi มี Access Point ที่ออกแบบเสาสัญญาณแบบ Array Antenna ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี BeamFlex+ และ ChannelFly สิทธิบัตรเฉพาะของ Ruckus ช่วยให้สามารถปรับแต่งเสาสัญญาณ กำลังขยาย และทิศทางให้เหมาะสมกับการใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมต่างๆ รวมถึงเลือกช่องสัญญาณอัจฉริยะ สำหรับหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การใช้งานและได้คุณภาพของสัญญาณที่ดีที่สุด สำหรับการใช้งานที่มีผู้ใช้หนาแน่น และมีสัญญาณรบกวนสูง

Ruckus Indoor Access Point

มีให้เลือกด้วยกันหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นที่สามารถติดตั้งบนกำแพง เพดาน ฝ้า หรือติดตั้งบนรถเคลื่อนที่ เพื่อใช้เป็นสถานีบริการชั่วคราวตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ทาง CommScope Ruckus เอง ก็มีรุ่นที่แนะนำให้เลือกใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น

  • ในสถานที่ที่ยากต่อการเดินสาย LAN หรือในสภาพแวดล้อมที่ห่างไกล ก็มีรุ่น Access Point ที่สามารถรองรับสัญญาณมือถือ LTE แบบใส่ซิมเพื่อให้สามารถใช้บริการ Wifi ได้ มีรุ่นที่แนะนำการใช้งานในอาคารที่มีห้องพัก โรงแรม ห้องเรียน ห้องประชุมที่มีขนาดกลางและขนาดใหญ่ และมีพอร์ตไว้เชื่อมต่อสำหรับ USB 2.0 เพื่อรองรับกับอุปกรณ์ที่เป็น IOT อีกด้วย
  • CommScope Ruckus AP มาพร้อมกับมาตรฐาน Wifi ที่เป็นมาตรฐานล่าสุดของ IEEE นั่นก็คือ IEEE 802.11ax หรือ Wifi6 ระดับ Multigigabit สามารถรับส่งข้อมูลแบบทั้ง SU และ MU MIMO บนย่านความถี่ 5 GHz และ 2.4 GHz รองรับจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานจำนวนเยอะ ขึ้นอยู่กับรุ่น ซึ่งมีหลายรุ่นให้เลือกใช้งานสำหรับ AP Indoor ความสามารถในการใช้งาน รุ่นที่เป็น Indoor คือ สามารถใช้งานในพื้นที่ของอาคารและมีการกระจายสัญญาณอย่างทั่วถึง CommScope Ruckus AP ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม คลื่นในการรับส่งข้อมูลมีการทำงานที่เสถียร รวดเร็วและแรงที่สุด รองรับระบบ Security ที่เป็น WPA 2 และ WPA 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย

คุณสมบัติของ AP Indoor ดังนี้

  • รองรับการทำงานแบบ Dual-band, Dual-concurrent ซึ่งมีการสนับสนุนด้วยกันหลายหลายแบบ มีทั้งน้อยที่สุดตั้งแต่ 2 spatial stream (2×2:2) จนถึงมากที่สุดที่ 8 spatial steam (8×8:8)
  • 802.11ax สามารถทำ data rate ได้สูงสุดที่ 2974 Mbps
  • รองรับจำนวนอุปกรณ์ได้สูงสุดที่ 1024 อุปกรณ์พร้อมๆกัน
  • ในรุ่นของ 802.11ax จะมาพร้อมกับพอร์ท 2.5 GbE Ethernet เพื่อให้สามารถรองรับจำนวน data rate ได้สูงสุดที่ 2974 Mbps
  • เทคโนโลยีของ BeamFlex+™ สิทธิบัตรที่คนทั่วโลกต้องยอมรับในความสามารถของการหักเห เปลี่ยนทิศทางเพื่อให้คุณภาพของ Wi-Fi ที่มีสมรรถนะในการใช้งานที่สูงขึ้น
  • เทคโนโลยีของ ChannelFly™ สิทธิบัตรที่โดดเด่นในเรื่องของการจัดการช่องสัญญาณ โดยการนำ Machine learning (ML) เข้ามามีส่วนรวมในการตัดสินใจหรือปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณเมื่อมีความหนาแน่นเกิดขึ้นในแต่ละช่องสัญญาณ
  • CommScope Ruckus APs สามารถทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์ควบคุม APs ได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การทำงานร่วมกับ Cloud Controller, On-premised (physical/virtaul appliances) หรือแม้แต่ทำงานโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ควบคุม
  • รองรับการทำงานของ Mesh Networking ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายโดยการใช้ความสามารถของ Wi-Fi ในการ รับ-ส่ง ข้อมูลระหว่าง AP แต่ละตัว
  • รองรับการทำงานร่วมกับ Location Based Service (LBS) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลของอุปกรณ์ และผู้ใช้งาน เพื่อนำมาต่อยอดในเรื่องของการตลาดและมีรุ่นให้เลือกใช้งาน ดังต่อไปนี้
  • CommScope Ruckus APs รองรับการทำงานด้านความปลอดภัยแบ WPA3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เข้ามาช่วยป้องกันการโจมตีจากบุคคลที่ไม่หวังดี

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://optimus.co.th/product/ruckus-indoor-access-point

หากต้องการใบเสนอราคา หรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ออพติมุสตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Ruckus ในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลสตูล ที่ไว้วางใจซื้อสินค้าและบริการจาก WatchGuard Firebox

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลสตูลที่ไว้วางใจซื้อสินค้าและบริการจาก WatchGuard Firebox โดยผ่าน Dealer บริษัท บิซ อินโน เทค จำกัด

Firewall (ไฟร์วอลล์): ปกป้องเครือข่ายของเราให้ปลอดภัย

WatchGuard Firebox มีให้เลือกใช้งานตั้งแต่รุ่นเล็กเป็น Table top ที่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก บ้าน หรือสำนักงานสาขา และรุ่นที่ติดตั้งบนตู้แร็คเหมาะกับองค์กรขนาดกลางใหญ่ พร้อมคุณสมบัติต่างๆ เช่น IPS, Application Control, WebBlocker, SpamBlocker, Gateway AntiVirus, ฯลฯ โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายบนเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงมากในอุตสาหกรรม

แน่นอนว่าการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญคือต้องอัปเดตระบบรักษาความปลอดภัยของเราอย่างสม่ำเสมอ หมั่นติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับภัยคุกคามและแนวโน้มด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ รวมถึงให้ความรู้แก่พนักงานของเราเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการรักษาความปลอดภัยในขณะที่ทำงานจากระยะไกล ด้วยการใช้วิธีการเชิงรุกในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ออพติมุสสามารถช่วยให้ทุกท่านแน่ใจว่าธุรกิจของท่านยังคงปลอดภัยเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พัฒนาตลอดเวลา

และหากท่านต้องการทดสอบการใช้งาน ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

ขอขอบคุณ เดอะ แซนด์ เขาหลัก บาย กะตะธานี รีสอร์ต ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless

ขอขอบคุณทาง เดอะ แซนด์ เขาหลัก บาย กะตะธานี รีสอร์ต ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless โดยผ่าน Partner  บริษัท เอ็กซ์เพรส ดาต้า จำกัด

Ruckus ผู้นำด้านเทคโนโลยี WiFi มี Access Point ที่ออกแบบเสาสัญญาณแบบ Array Antenna ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี BeamFlex+ และ ChannelFly สิทธิบัตรเฉพาะของ Ruckus ช่วยให้สามารถปรับแต่งเสาสัญญาณ กำลังขยาย และทิศทางให้เหมาะสมกับการใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมต่างๆ รวมถึงเลือกช่องสัญญาณอัจฉริยะ สำหรับหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การใช้งานและได้คุณภาพของสัญญาณที่ดีที่สุด สำหรับการใช้งานที่มีผู้ใช้หนาแน่น และมีสัญญาณรบกวนสูง

Ruckus Indoor Access Point

มีให้เลือกด้วยกันหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นที่สามารถติดตั้งบนกำแพง เพดาน ฝ้า หรือติดตั้งบนรถเคลื่อนที่ เพื่อใช้เป็นสถานีบริการชั่วคราวตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ทาง CommScope Ruckus เอง ก็มีรุ่นที่แนะนำให้เลือกใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น

  • ในสถานที่ที่ยากต่อการเดินสาย LAN หรือในสภาพแวดล้อมที่ห่างไกล ก็มีรุ่น Access Point ที่สามารถรองรับสัญญาณมือถือ LTE แบบใส่ซิมเพื่อให้สามารถใช้บริการ Wifi ได้ มีรุ่นที่แนะนำการใช้งานในอาคารที่มีห้องพัก โรงแรม ห้องเรียน ห้องประชุมที่มีขนาดกลางและขนาดใหญ่ และมีพอร์ตไว้เชื่อมต่อสำหรับ USB 2.0 เพื่อรองรับกับอุปกรณ์ที่เป็น IOT อีกด้วย
  • CommScope Ruckus AP มาพร้อมกับมาตรฐาน Wifi ที่เป็นมาตรฐานล่าสุดของ IEEE นั่นก็คือ IEEE 802.11ax หรือ Wifi6 ระดับ Multigigabit สามารถรับส่งข้อมูลแบบทั้ง SU และ MU MIMO บนย่านความถี่ 5 GHz และ 2.4 GHz รองรับจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานจำนวนเยอะ ขึ้นอยู่กับรุ่น ซึ่งมีหลายรุ่นให้เลือกใช้งานสำหรับ AP Indoor ความสามารถในการใช้งาน รุ่นที่เป็น Indoor คือ สามารถใช้งานในพื้นที่ของอาคารและมีการกระจายสัญญาณอย่างทั่วถึง CommScope Ruckus AP ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม คลื่นในการรับส่งข้อมูลมีการทำงานที่เสถียร รวดเร็วและแรงที่สุด รองรับระบบ Security ที่เป็น WPA 2 และ WPA 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย

คุณสมบัติของ AP Indoor ดังนี้

  • รองรับการทำงานแบบ Dual-band, Dual-concurrent ซึ่งมีการสนับสนุนด้วยกันหลายหลายแบบ มีทั้งน้อยที่สุดตั้งแต่ 2 spatial stream (2×2:2) จนถึงมากที่สุดที่ 8 spatial steam (8×8:8)
  • 802.11ax สามารถทำ data rate ได้สูงสุดที่ 2974 Mbps
  • รองรับจำนวนอุปกรณ์ได้สูงสุดที่ 1024 อุปกรณ์พร้อมๆกัน
  • ในรุ่นของ 802.11ax จะมาพร้อมกับพอร์ท 2.5 GbE Ethernet เพื่อให้สามารถรองรับจำนวน data rate ได้สูงสุดที่ 2974 Mbps
  • เทคโนโลยีของ BeamFlex+™ สิทธิบัตรที่คนทั่วโลกต้องยอมรับในความสามารถของการหักเห เปลี่ยนทิศทางเพื่อให้คุณภาพของ Wi-Fi ที่มีสมรรถนะในการใช้งานที่สูงขึ้น
  • เทคโนโลยีของ ChannelFly™ สิทธิบัตรที่โดดเด่นในเรื่องของการจัดการช่องสัญญาณ โดยการนำ Machine learning (ML) เข้ามามีส่วนรวมในการตัดสินใจหรือปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณเมื่อมีความหนาแน่นเกิดขึ้นในแต่ละช่องสัญญาณ
  • CommScope Ruckus APs สามารถทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์ควบคุม APs ได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การทำงานร่วมกับ Cloud Controller, On-premised (physical/virtaul appliances) หรือแม้แต่ทำงานโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ควบคุม
  • รองรับการทำงานของ Mesh Networking ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายโดยการใช้ความสามารถของ Wi-Fi ในการ รับ-ส่ง ข้อมูลระหว่าง AP แต่ละตัว
  • รองรับการทำงานร่วมกับ Location Based Service (LBS) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลของอุปกรณ์ และผู้ใช้งาน เพื่อนำมาต่อยอดในเรื่องของการตลาดและมีรุ่นให้เลือกใช้งาน ดังต่อไปนี้
  • CommScope Ruckus APs รองรับการทำงานด้านความปลอดภัยแบ WPA3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เข้ามาช่วยป้องกันการโจมตีจากบุคคลที่ไม่หวังดี

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://optimus.co.th/product/ruckus-indoor-access-point

หากต้องการใบเสนอราคา หรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ออพติมุสตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Ruckus ในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2025 โดย Gartner

เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2025 โดย Gartner

เมื่อวันหยุดปีใหม่ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่าน เทรนด์เทคโนโลยีที่ Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ได้ทำขึ้นเพื่อพยากรณ์ว่าจะมีเทคโนโลยีใดบ้างที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในแต่ละปี ซึ่งในปี 2025 ก็มีหลายเทรนด์ที่น่าสนใจครับ มาดูกันว่าโลกเทคโนโลยีปีนี้จะพัฒนาไปในทิศทางใดบ้าง

Agentic AI :

ก้าวใหม่ของ AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ Agentic AI คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์ เปรียบเหมือนมีสมองของตัวเอง สามารถประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ และดำเนินการแก้ไขปัญหาได้โดยอัตโนมัติ ถ้าพี่ๆ เคยดูหนัง Ex Machina หรือ Her คงพอจินตนาการออกว่า AI ในอนาคตจะฉลาดขึ้นแค่ไหน ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นได้ชัด เช่น รถยนต์ไร้คนขับที่สามารถตัดสินใจเลี่ยงรถจอดเสียข้างหน้าได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือหุ่นยนต์ในโรงงานที่สามารถปรับแผนการผลิตได้เองเมื่อพบปัญหา

AI Governance Platforms:

พูดถึงการควบคุม AI ให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง AI Governance Platforms คือแพลตฟอร์มที่ใช้กำกับดูแลการทำงานของ AI ให้เป็นไปตามกฎระเบียบและจริยธรรม ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา การทดสอบ ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง เสมือนเป็น “ข้อกำหนด” สำหรับ AI ที่ช่วยให้มั่นใจว่า AI จะไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีอคติ และไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคม

Disinformation Security:

เปรียบเหมือนเกราะป้องกัน Fake News ในยุคดิจิทัล Disinformation Security เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning ในการตรวจจับ วิเคราะห์ และป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอม รวมถึงการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล และการติดตามการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์

Post-Quantum Cryptography (PQC):

การเข้ารหัสที่แม้แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมก็เจาะไม่ได้ PQC คือระบบการเข้ารหัสรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งมีพลังการประมวลผลมหาศาล สามารถถอดรหัสระบบการเข้ารหัสแบบดั้งเดิมได้ในเวลาอันรวดเร็ว PQC จึงเป็นความหวังใหม่ในการปกป้องข้อมูลสำคัญในยุคควอนตัม

Ambient Invisible Intelligence:

AI แฝงตัวเบื้องหลังที่สุดแสนจะฉลาด Ambient Invisible Intelligence คือเทคโนโลยี AI ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในชีวิตประจำวัน โดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของ AI แต่ได้รับประโยชน์จากความสะดวกสบายที่ AI มอบให้ เช่น ระบบบ้านอัจฉริยะที่เรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย พร้อมปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ เช่นอุณหภูมิ ความชื้นเมื่อเดินเข้ามาในบ้าน หรือระบบเลือกเพลงที่รู้ว่าพี่ๆกำลังต้องการฟังเพลงแบบไหนในแต่ละช่วงเวลา

Energy-efficient Computing:

การประมวลผลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Energy-efficient Computing คือแนวคิดในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การออกแบบฮาร์ดแวร์ที่ประหยัดพลังงาน การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้เร็วและกินทรัพยากรน้อย ไปจนถึงการจัดการระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ

Hybrid Computing:

ผสานพลังการประมวลผลแบบไฮบริด Hybrid Computing ร่วมกันระหว่างการประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing) และการประมวลผลในองค์กร (On-premises) ทำให้องค์กรสามารถเลือกใช้ข้อดีของทั้งสองรูปแบบ เช่น ความยืดหยุ่นและการประหยัดต้นทุนจากคลาวด์ พร้อมกับความปลอดภัยและการควบคุมข้อมูลจากระบบภายในองค์กร

Spatial Computing:

การประมวลผลแบบเสมือนจริง Spatial Computing เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบสามมิติ ผ่านเทคโนโลยี VR (Virtual Reality), AR (Augmented Reality) และ Mixed Reality โดยผู้ใช้สามารถจับต้อง หมุน และปรับแต่งวัตถุเสมือนได้เหมือนวัตถุจริง 

Neurological Enhancement:

เทคโนโลยีเสริมศักยภาพสมอง Neurological Enhancement คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองมนุษย์ ทั้งในด้านความจำ การเรียนรู้ และการประมวลผลข้อมูล รวมถึงการรักษาโรคทางระบบประสาท เช่น การใช้อุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถกระตุ้นการทำงานของสมอง หรือการฝังชิพเพื่อเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์โดยตรง

Sustainable Technology:

เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน Sustainable Technology ที่ออกแบบและพัฒนาโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดทิ้ง เช่น พลังงานหมุนเวียน อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ

พบว่าเทรนด์เทคโนโลยีทั้ง 10 ประการนี้ไม่ได้แยกจากกันเป็นส่วนๆ แต่ต่างเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกัน เช่น การพัฒนา Agentic AI จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของ AI Governance และต้องคำนึงถึงการประหยัดพลังงานตามแนวคิด Energy-efficient Computing องค์กรที่ต้องการประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลจึงต้องมองภาพรวมและวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้

ทั้งนี้หากพี่ๆ อยากได้มุมมองเพิ่มเติม ออพติมุส และ สถาบัน IMC ได้จัดงาน Webinar #128 – Technology Trends 2025 ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์  ผู้อำนวยการ, สถาบันไอเอ็มซี และ คุณมิก สัจไพบูลย์กิจ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, บริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด มาพูดถึง Trend 2025 พร้อมตัวอย่างประกอบที่น่าสนใจโดยสามารถดูย้อนหลังได้จากวิดิโอด้านล่างนี้

แหล่งข่าวอ้างอิง : https://www.facebook.com/imcinstitute/videos/4029590720698560

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์