ขอขอบคุณ บริษัท โรฟุ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless

ขอขอบคุณทาง บริษัท โรฟุ (ประเทศไทย) จำกัด
 ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless โดยผ่าน Dealer บริษัท เน็ต คิวบ์ (ไทยแลนด์) จำกัด

Ruckus CommScope

Ruckus ผู้นำด้านเทคโนโลยี WiFi มี Access Point ที่ออกแบบเสาสัญญาณแบบ Array Antenna ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี BeamFlex+ และ ChannelFly สิทธิบัตรเฉพาะของ Ruckus ช่วยให้สามารถปรับแต่งเสาสัญญาณ กำลังขยาย และทิศทางให้เหมาะสมกับการใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมต่างๆ รวมถึงเลือกช่องสัญญาณอัจฉริยะ สำหรับหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การใช้งานและได้คุณภาพของสัญญาณที่ดีที่สุด สำหรับการใช้งานที่มีผู้ใช้หนาแน่น และมีสัญญาณรบกวนสูง

Ruckus Indoor Access Point

มีให้เลือกด้วยกันหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นที่สามารถติดตั้งบนกำแพง เพดาน ฝ้า หรือติดตั้งบนรถเคลื่อนที่ เพื่อใช้เป็นสถานีบริการชั่วคราวตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ทาง CommScope Ruckus เอง ก็มีรุ่นที่แนะนำให้เลือกใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น

  • ในสถานที่ที่ยากต่อการเดินสาย LAN หรือในสภาพแวดล้อมที่ห่างไกล ก็มีรุ่น Access Point ที่สามารถรองรับสัญญาณมือถือ LTE แบบใส่ซิมเพื่อให้สามารถใช้บริการ Wifi ได้ มีรุ่นที่แนะนำการใช้งานในอาคารที่มีห้องพัก โรงแรม ห้องเรียน ห้องประชุมที่มีขนาดกลางและขนาดใหญ่ และมีพอร์ตไว้เชื่อมต่อสำหรับ USB 2.0 เพื่อรองรับกับอุปกรณ์ที่เป็น IOT อีกด้วย

  • CommScope Ruckus AP มาพร้อมกับมาตรฐาน Wifi ที่เป็นมาตรฐานล่าสุดของ IEEE นั่นก็คือ IEEE 802.11ax หรือ Wifi6 ระดับ Multigigabit สามารถรับส่งข้อมูลแบบทั้ง SU และ MU MIMO บนย่านความถี่ 5 GHz และ 2.4 GHz รองรับจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานจำนวนเยอะ ขึ้นอยู่กับรุ่น ซึ่งมีหลายรุ่นให้เลือกใช้งานสำหรับ AP Indoor ความสามารถในการใช้งาน รุ่นที่เป็น Indoor คือ สามารถใช้งานในพื้นที่ของอาคารและมีการกระจายสัญญาณอย่างทั่วถึง CommScope Ruckus AP ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม คลื่นในการรับส่งข้อมูลมีการทำงานที่เสถียร รวดเร็วและแรงที่สุด รองรับระบบ Security ที่เป็น WPA 2 และ WPA 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย

คุณสมบัติของ AP Indoor ดังนี้

  • รองรับการทำงานแบบ Dual-band, Dual-concurrent ซึ่งมีการสนับสนุนด้วยกันหลายหลายแบบ มีทั้งน้อยที่สุดตั้งแต่ 2 spatial stream (2×2:2) จนถึงมากที่สุดที่ 8 spatial steam (8×8:8)
  • 802.11ax สามารถทำ data rate ได้สูงสุดที่ 2974 Mbps
  • รองรับจำนวนอุปกรณ์ได้สูงสุดที่ 1024 อุปกรณ์พร้อมๆกัน
  • ในรุ่นของ 802.11ax จะมาพร้อมกับพอร์ท 2.5 GbE Ethernet เพื่อให้สามารถรองรับจำนวน data rate ได้สูงสุดที่ 2974 Mbps
  • เทคโนโลยีของ BeamFlex+™ สิทธิบัตรที่คนทั่วโลกต้องยอมรับในความสามารถของการหักเห เปลี่ยนทิศทางเพื่อให้คุณภาพของ Wi-Fi ที่มีสมรรถนะในการใช้งานที่สูงขึ้น
  • เทคโนโลยีของ ChannelFly™ สิทธิบัตรที่โดดเด่นในเรื่องของการจัดการช่องสัญญาณ โดยการนำ Machine learning (ML) เข้ามามีส่วนรวมในการตัดสินใจหรือปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณเมื่อมีความหนาแน่นเกิดขึ้นในแต่ละช่องสัญญาณ
  • CommScope Ruckus APs สามารถทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์ควบคุม APs ได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การทำงานร่วมกับ Cloud Controller, On-premised (physical/virtaul appliances) หรือแม้แต่ทำงานโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ควบคุม
  • รองรับการทำงานของ Mesh Networking ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายโดยการใช้ความสามารถของ Wi-Fi ในการ รับ-ส่ง ข้อมูลระหว่าง AP แต่ละตัว
  • รองรับการทำงานร่วมกับ Location Based Service (LBS) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลของอุปกรณ์ และผู้ใช้งาน เพื่อนำมาต่อยอดในเรื่องของการตลาดและมีรุ่นให้เลือกใช้งาน ดังต่อไปนี้
  • CommScope Ruckus APs รองรับการทำงานด้านความปลอดภัยแบ WPA3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เข้ามาช่วยป้องกันการโจมตีจากบุคคลที่ไม่หวังดี

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://optimus.co.th/product/ruckus-indoor-access-point

หากต้องการใบเสนอราคา หรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ออพติมุสตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Ruckus ในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

ปฏิวัติพลัง AI ของ Extreme Networks ที่ชาญฉลาดและรอบด้านยิ่งกว่าที่เคย

ปฏิวัติพลัง AI ของ Extreme Networks ที่ชาญฉลาดและรอบด้านยิ่งกว่าที่เคย

ในโลกที่องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายด้านระบบเน็ตเวิร์คที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการอุปกรณ์จำนวนมาก การรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่หลากหลาย ไปจนถึงการดูแลให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชันได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ความท้าทายเหล่านี้มักนำไปสู่ภาระงานที่ต้องทำด้วยตนเองซ้ำๆ ใช้เวลามาก และเป็นสาเหตุของ Human Error ได้ง่าย หลายครั้งที่ทีม IT ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันในการแก้ไขปัญหา เพื่อหาต้นตอของปัญหาที่มองไม่เห็น ทำให้ประสิทธิภาพลดลง และอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในภาพรวมได้

วันนี้ Extreme Networks ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ พร้อมพลิกโฉมวงการด้วยการเปิดตัว Extreme Platform ONE แพลตฟอร์มเครือข่ายแบบ All-in-One เจ้าแรกในอุตสาหกรรมที่ผสานรวมความสามารถของ AI ในระดับที่เหนือกว่า ทั้ง Conversational AI, Multimodal AI และ Agentic AI เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งขณะนี้ Extreme Platform ONE ได้เปิดให้ใช้งานแบบ Limited Availability ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 และจะเปิดให้ใช้งานแบบ General Availability ในไตรมาส 3 ปี 2025 โดยได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าทั่วโลกที่ได้สัมผัสกับประสบการณ์การจัดการเครือข่ายที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ปลดล็อกขีดจำกัด ด้วยพลัง AI ที่เหนือชั้นกว่า AIOps ทั่วไป

สิ่งที่ทำให้ Extreme Platform ONE แตกต่างอย่างแท้จริงคือการนำ AI มาใช้ในการโต้ตอบและทุกกระบวนการทำงานในทุกมิติ ทำให้งานที่ซับซ้อนและกินเวลากลายเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ลืมภาพของ AIOps แบบเดิมๆ ที่เน้นการรวบรวมข้อมูลแล้วแสดงผลไปได้เลย เพราะ Platform ONE ยกระดับไปอีกขั้นด้วยความสามารถต่างๆ ดังนี้

  • AI ลดงาน Manual ได้ถึง 90%: Extreme Platform ONE ไม่ได้เพียงแค่ “ช่วย” ลดงาน แต่ “ปฏิวัติ” วิธีการทำงาน โดยลดภาระงานที่ต้องทำด้วยตนเองได้มากถึง 90% ลองจินตนาการว่างานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงกลับลดลงเหลือเพียงไม่กี่นาที และงานที่เคยใช้เวลาหลายนาทีกลับลดลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที นี่คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากการผสานรวม AI เข้ากับทุกปฏิสัมพันธ์ในแพลตฟอร์ม
  • แหล่งรวมข้อมูลความรู้ที่เชื่อถือได้แบบครบวงจร: ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งอีกต่อไป ด้วย Conversational และ Multimodal AI ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคลังความรู้ขนาดใหญ่ได้จากจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็น Product Documentation บทความจาก Global Technical Assistance Center (GTAC) กว่า 30,000 ชิ้น ข้อมูล Common Vulnerabilities and Exposures (CVE) หรือเนื้อหาสำหรับการ Training ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับคำตอบที่ต้องการในเวลาที่เหมาะสมที่สุด
  • AI Canvas: สร้าง Interactive Dashboard ได้ในไม่กี่นาที: การจัดทำรายงานหรือ Dashboard เพื่อนำเสนอข้อมูลเครือข่ายที่ซับซ้อนนั้นมักเป็นภาระงานหนัก แต่ด้วย AI Canvas ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Interactive Dashboard Insights ที่แชร์ต่อได้ และ Visual Reports ที่สวยงามได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องใช้ความพยายามแบบ Manual อีกต่อไป
  • Service AI Agent: ผู้ช่วยอัจฉริยะ 24×7 ลดเวลาแก้ไขปัญหาได้ 98%: นี่คือหัวใจสำคัญที่ตอกย้ำความเหนือกว่าของ Agentic AI โดย Service AI Agent ทำหน้าที่เสมือนมีผู้เชี่ยวชาญด้าน Support ที่ดีที่สุดอยู่เคียงข้างคุณตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์
    • วินิจฉัยปัญหาอัตโนมัติ: ตัว Agent สามารถรวบรวม Log วิเคราะห์ Telemetry และแก้ไขปัญหาข้ามเครือข่ายทั้ง Wireless และ Wired ได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่วินาที
    • ลดเวลาแก้ไขปัญหาได้สูงสุดถึง 98%: ด้วยความสามารถในการวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เวลาในการแก้ไขปัญหาลดลงอย่างเห็นได้ชัด
    • Human-in-the-loop: แม้จะทำงานอัตโนมัติ แต่ก็ยังคงเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้ามาตรวจสอบและควบคุมกระบวนการอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องและความปลอดภัย
    • สร้าง Case อัตโนมัติ: หากจำเป็นต้องมีการ Escalation ไปยัง GTAC ตัว Agent จะสร้าง Case ให้โดยอัตโนมัติ พร้อมส่งมอบข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็น ไม่ต้องกรอก Form หรือรอคิวอีกต่อไป
    • Auto-remediation (ทางเลือก): หากลูกค้าเลือก ตัว Agent สามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งยิ่งช่วยลด Downtime ได้อย่างมหาศาล

ลดขั้นตอนจาก 8 คลิก เหลือแค่ 1 คลิก: ประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่เคยมีมาก่อน

Extreme Platform ONE ไม่ได้แค่ฉลาด แต่ยังออกแบบมาเพื่อความง่ายในการใช้งาน “Cuts 8 Clicks to 1” คือปรัชญาการออกแบบที่ช่วยเพิ่ม Productivity และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

  • Workspace ที่สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ: แพลตฟอร์มนี้เป็น Workspace แรกในอุตสาหกรรมที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อมอบประสบการณ์ที่ Hyper-personalized สำหรับทุกบทบาทหน้าที่ ตั้งแต่ Network Operator ไปจนถึง Procurement Team และผู้บริหารระดับสูง
  • ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ: ไม่ต้องสลับไปมาระหว่างหลายๆ Application อีกต่อไป Workspace แบบรวมศูนย์นี้ช่วยเพิ่ม Productivity และด้วย AI-assisted Workflows ที่รองรับการทำงานข้ามทีม ทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างทีมต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นใน Unified, Intuitive Experience เดียว

การมองเห็นเครือข่ายที่ลึกและกว้างอย่างไม่เคยมีมาก่อน

การมี “Network Blind Spots” หรือจุดบอดในเครือข่ายเป็นฝันร้ายของทีม ซึ่ง Extreme Platform ONE เข้ามาแก้ไขปัญหานี้ด้วยการนำเสนอการมองเห็นเครือข่ายที่ “ลึกและกว้าง” อย่างไม่มีใครเทียบได้

  • Single Login สำหรับทุก Layer: ด้วยการเข้าสู่ระบบเพียงครั้งเดียว คุณสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ Physical Layer, Access Layer, Fabric Layer ไปจนถึง Service Layer ซึ่งถือเป็นการมอบ Visibility ที่ลึกและกว้างกว่าโซลูชันการจัดการอื่นๆ
  • มุมมองที่หลากหลายและเข้าใจง่าย: แพลตฟอร์มมี Rich Views เช่น Geo Maps, Topology และ Fabric Overlays ที่ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมตั้งแต่สภาพแวดล้อมทั่วโลก ไปจนถึง Policy, Device และ Subscription แต่ละรายการ
  • ลด Downtime ด้วย Orchestration แบบครบวงจร: การผสานรวม Orchestration และ Workflows เข้าไว้ด้วยกันช่วยขจัดความจำเป็นในการใช้เครื่องมือหลายตัว ทำให้การวางแผน (Planning), การออกแบบ (Design), การแก้ไขปัญหา (Troubleshooting) และการวิเคราะห์ Root Cause (Root Cause Analysis) เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยลด Downtime ของระบบให้เหลือน้อยที่สุด

ลดความเสี่ยงด้วยระบบรักษาความปลอดภัยแบบรวมศูนย์

ความปลอดภัยของเครือข่ายคือหัวใจสำคัญ Extreme Platform ONE ผสานรวมระบบรักษาความปลอดภัยการเข้าถึง (Access Security) ที่แข็งแกร่งเข้าไว้ด้วยกัน

  • AI-assisted Policy และ ZTNA: แพลตฟอร์มนี้อ้างอิงจาก ExtremeCloud™ Universal ZTNA โดยนำเสนอ AI-assisted Policy Recommendations ที่สามารถนำไปใช้ได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนด้าน Access Security ผ่าน Single Identity-based Engine
  • นโยบายแบบครบวงจร ลดความผิดพลาด: Extreme Platform ONE ช่วยรวมนโยบาย (Policy) ต่างๆ เข้าด้วยกันสำหรับผู้ใช้งาน (Users), อุปกรณ์ (Devices), ตำแหน่ง (Locations), เครือข่าย (Networks) และแอปพลิเคชัน (Applications) ซึ่งช่วยลดความซับซ้อน, ความขัดแย้ง และข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้
  • Advisory AI Agent เพื่อความปลอดภัยที่มั่นคง: มี Advisory AI Agent ที่ช่วยตรวจสอบคำขอการเข้าถึง (Access Requests), แนะนำการใช้ Group และ Policy ที่เหมาะสมที่สุด รับรองการบังคับใช้ที่สอดคล้องกัน และให้คำแนะนำการตั้งค่าแบบ Real-time
  • ลดภาระ SecOps: ระบบอัตโนมัติเหล่านี้เข้ามาแทนที่ขั้นตอน Manual นับสิบขั้นตอน ทำให้งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงลดลงเหลือเพียงไม่กี่นาที ช่วยลดภาระงานของทีม SecOps และลดความเสี่ยงผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่สอดคล้องและคล่องตัวยิ่งขึ้น

ระบบ Licensing ที่เรียบง่ายที่สุดในอุตสาหกรรม

ความซับซ้อนของบริหาร Licensing เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่องค์กรต้องเผชิญ แต่ Extreme Platform ONE นำเสนอคำตอบที่สร้างความแตกต่างในอุตสาหกรรม ด้วย

  • All-in-one Licensing: ช่วยให้การ Upgrade และ Renewal เป็นไปอย่างง่ายดาย
  • มองเห็น Assets และ Contracts ได้อย่างสมบูรณ์: คุณจะได้รับ Full Visibility ใน Assets และ Contracts ของคุณ
  • ทดลองใช้ฟรีและคุณค่าที่เหนือกว่า: แพลตฟอร์มมาพร้อม Free Software Trials และคุณค่าที่ไม่มีใครเทียบได้ใน Standard License
  • AI ช่วยแนะนำ Hardware ที่เหมาะสม: ด้วย Extreme AI และ Smart Workflows ลูกค้าสามารถ Renewal ได้ในไม่กี่นาที และรับคำแนะนำ Hardware ที่ปรับให้เหมาะสมได้แบบเรียลไทม์

Extreme Platform ONE: นำเครือข่ายของคุณสู่ขีดสุดแห่งนวัตกรรม

Extreme Networks มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้าน AI-powered Cloud Networking โดยเน้นการส่งมอบโซลูชันที่เรียบง่ายและปลอดภัย ซึ่งช่วยให้ธุรกิจต่างๆ แก้ไขความท้าทายและเปิดใช้งานการเชื่อมต่อระหว่าง Device, Application และผู้ใช้งาน Extreme Platform ONE คือรากฐานสำคัญสำหรับนวัตกรรมในอนาคตของ Extreme Networks ด้วยความสามารถที่ตอนนี้เปิดให้ใช้งานแบบ General Availability แล้ว

หากคุณพร้อมที่จะยกระดับเครือข่ายองค์กรของคุณให้ก้าวไปอีกขั้น สู่ยุคที่ AI เข้ามาช่วยลดความซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง Extreme Platform ONE คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา อย่ารอช้า! ติดต่อออพติมุส (optimus) เพื่อขอรับรายละเอียดการ POC ตัว Extreme Platform ONE ได้แล้ววันนี้ 

Extreme Platform ONE จึงเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มจัดการเครือข่าย แต่เป็นโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุม สร้างนวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็มที่ ด้วยการผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ากับความเรียบง่ายในการใช้งาน ทำให้การบริหารจัดการเครือข่ายและความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป สนใจหรือต้องการทดสอบประสิทธิภาพในการใช้งานติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาด

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

FAQ คู่เด็ด - Extreme Platform ONE

Q1: Extreme Platform ONE ช่วยลดงาน IT ได้อย่างไร?

A: ได้จริง! Platform ONE ใช้ AI ทั้ง 3 แบบ (Conversational, Multimodal, Agentic) ลดงาน Manual ได้ถึง 90% และลดเวลาแก้ไขปัญหาได้สูงสุด 98%

ตัวอย่างการทำงาน: Service AI Agent ทำงาน 24/7 วินิจฉัยปัญหาอัตโนมัติ รวบรวม Log วิเคราะห์ Telemetry และแก้ไขปัญหาข้ามเครือข่าย Wireless/Wired ได้ในไม่กี่วินาที หากจำเป็นต้อง escalate จะสร้าง Support Case อัตโนมัติ พร้อมส่งมอบข้อมูลครบถ้วน

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้: งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงลดเหลือไม่กี่นาที งานที่เคยใช้หลายนาทีลดเหลือไม่กี่วินาที

 

Q2: ทำไมต้องเลือก Extreme Platform ONE แทน AIOps ตัวอื่น?

A: Platform ONE ไม่ใช่ AIOps ธรรมดา แต่เป็น AI-powered workspace แรกในอุตสาหกรรมที่ “ทำงานแทนคุณ” ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล

ความต่าง: AIOps ทั่วไปแค่รวบรวมข้อมูลแล้วแสดงผล แต่ Platform ONE มี Agentic AI ที่แก้ไขปัญหาได้เอง, มี Conversational AI ที่คุยธรรมชาติได้, และ Multimodal AI ที่เข้าใจข้อมูลหลายรูปแบบ

ประสบการณ์ใช้งาน: “8 clicks ลดเหลือ 1 click” ด้วย Hyper-personalized workspace สำหรับทุกบทบาท มองเห็นทุก Layer ผ่าน Single Login และมี All-in-one Licensing ที่ง่ายที่สุดในอุตสาหกรรม

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

WatchGuard Firebox โซลูชันไฟร์วอลล์ความปลอดภัยไซเบอร์ระดับองค์กรสำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล

20250813-WatchGuard-Firebox-โซลูชันไฟร์วอลล์ความปลอดภัยไซเบอร์-1920x1080

WatchGuard Firebox โซลูชันไฟร์วอลล์ความปลอดภัยไซเบอร์ระดับองค์กรสำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล

ในยุคที่ภัยคุกคามไซเบอร์มีความซับซ้อนและรุนแรงเพิ่มขึ้น WatchGuard Firebox นำเสนอโซลูชันความปลอดภัยแบบครบวงจรที่ผสมผสานเทคโนโลยี AI-Powered Detection, Machine Learning และระบบจัดการแบบ Cloud-Native เข้าด้วยกัน โดยล่าสุด WatchGuard ออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ T115-W และ T185 ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจทุกระดับ มาพร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นพร้อมแนวคิด Total Security Suite ที่รวมฟีเจอร์ครบในแพ็กเกจเดียว

WatchGuard Firebox ทำอะไรได้บ้าง?

  • หยุดภัยคุกคามเชิงรุก Firebox สามารถบล็อกการโจมตีจากมัลแวร์ และการบุกรุกเครือข่ายจำนวนมากได้เป็นอย่างดี เป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้งานทั่วโลก
  • การป้องกันแบบครบวงจร ไม่ใช่แค่บล็อกการเข้าออก แต่ยังให้บริการป้องกันการบุกรุก (Intrusion Prevention Services), แอนตี้ไวรัสระดับ Gateway (Gateway Antivirus), การควบคุมแอปพลิเคชัน (Application Control), การบล็อกสแปม (Spam Blocking) และการกรองเว็บ (Web Filtering)
  • ปกป้องไฮบริดคลาวด์ ผสานรวมบริการขั้นสูงเพื่อปกป้ององค์กรที่มีโครงสร้างแบบคลาวด์และไฮบริดจากการโจมตีของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware) และการขโมยข้อมูลที่ซับซ้อน
  • ออกแบบมาเพื่อเครือข่ายยุคใหม่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสถาปัตยกรรมแบบไฮบริด ที่ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานทั้งแบบ On-premises, Cloud และ Remote จำเป็นต้องทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
Now Available Firebox T185

เปิดตัว Firebox รุ่นใหม่ล่าสุด

เราเข้าใจดีว่าแต่ละธุรกิจมีความต้องการที่แตกต่างกัน WatchGuard จึงได้พัฒนา Firebox รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย พร้อมมอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหนือกว่า

Firebox T115-W :

 

  • Firebox T115-W: ขนาดเล็ก พลังใหญ่ คุ้มค่าเกินราคา
    • มาพร้อม Wi-Fi 7 ในตัว และพอร์ต 1Gb 3 พอร์ต
    • ดีไซน์ไร้พัดลม (fanless) และเงียบสนิท เหมาะสำหรับสำนักงานขนาดเล็กและกลางที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ และต้องการอุปกรณ์ตัวเดียวแต่ใช้งานได้หลากหลาย 
    • เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในกลุ่ม ให้การป้องกันที่แข็งแกร่งพร้อมคุณสมบัติความปลอดภัยที่จำเป็นครบครัน
    • ประสิทธิภาพ UTM (full scan) อยู่ที่ 280 Mbps และ Firewall (UDP 1518) ที่ 1.02 Gbps
    • ระบบการคิดค่าใช้จ่าย (licensing) โปร่งใส  มีการรวมฟีเจอร์หลัก เช่น gateway antivirus, spamBlocker, และ cloud data log retention มาให้ตั้งต้น ไม่ต้องเสียค่าซอฟต์แวร์เพิ่มเติมหลายรอบ
    • รองรับ ฟีเจอร์ XDR (ThreatSync)  เชื่อมความสามารถระหว่าง Firebox และ XDR มาพร้อมการตอบสนองภัยคุกคามแบบอัจฉริยะ

Firebox T185 :

Firebox T185: ประสิทธิภาพระดับองค์กรสำหรับสำนักงาน และสาขา

    • รุ่นที่ทรงพลังที่สุดในตระกูล Firebox T Series – ผ่านมาตรฐานทดสอบ NetSecOPEN
    • มาพร้อม อินเทอร์เฟซ SFP+ ในตัว และพอร์ต 2.5Gb ให้การเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูงที่ยืดหยุ่น
    • รองรับปริมาณการรับส่งข้อมูลจำนวนมากในสภาพแวดล้อมที่มีความต้องการใช้งานสูง
    • ประสิทธิภาพ UTM (full scan) ที่น่าทึ่งถึง 1.83 Gbps และ Firewall (UDP 1518) ที่ 7.90 Gbps
    • มอบประสิทธิภาพ VPN (BOVPN) ที่เร็วขึ้นกว่ารุ่น T85 อย่างเห็นได้ชัดและรองรับได้สูงสุด 100 ช่องทาง

ทำไมต้องอัปเกรดและเลือกใช้ WatchGuard เป็นทางเลือกในการใช้งานซิเคียวริตี้ วันนี้?

การอัปเกรด Firewall ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ แต่คือการลงทุนในอนาคตที่ปลอดภัยของธุรกิจ

    1. การป้องกันที่เหนือกว่าด้วย AI-Powered Security
      • IntelligentAV และ Sandbox-Based APT Blocker: ยกระดับความปลอดภัยของคุณด้วยการป้องกันแบบหลายชั้นที่บล็อกทั้งภัยคุกคามที่รู้จักและไม่รู้จัก IntelligentAV ใช้ Machine Learning เพื่อระบุและวิเคราะห์มัลแวร์ที่พัฒนาตลอดเวลา โดยไม่ต้องอาศัย Signature
      • SSL Inspection & Protection: ตรวจสอบการรับส่งข้อมูล HTTPS กว่า 80% ที่เป็นจุดบอดสำคัญของหลายองค์กร โดย Firebox สามารถตรวจสอบทราฟฟิก TLS 1.3 ได้อย่างสมบูรณ์
      • ThreatSync Capabilities: การตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคามแบบเปิดเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งผสานรวมอยู่ใน Firebox ทำให้สามารถตรวจสอบเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่องและจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่สำคัญที่สุด
    2. ความเร็วที่เหนือกว่าสำหรับธุรกิจยุคใหม่
      • รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น แอปพลิเคชันบนคลาวด์ และผู้ใช้งานระยะไกล โดยไม่มีคอขวดหรือความล่าช้า
    3. การจัดการที่ง่ายและรายงานที่ชัดเจน
      • WatchGuard Cloud: ทำให้การตั้งค่าและการกำหนดค่าเครือข่ายง่ายขึ้นสำหรับลูกค้าและเครือข่ายที่หลากหลาย คุณและทีมงานสามารถมุ่งเน้นไปที่ตัวงานหลักได้มากขึ้นแล้วให้การป้องกันภัยทางไซเบอร์อยู่ที่พวกเรา WatchGuard
      • Cloud-Managed Reporting and Visibility: การรายงานและการมองเห็นผ่านคลาวด์ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว
    4. All-In-One Solution ด้วย Total Security Suite
      • ลูกค้าจำนวนมากต่างยืนยันว่า การใช้แพ็กเกจ “Total Security Suite” ของ WatchGuard นั้นครบจบในที่เดียว ไม่ต้องกังวลเรื่องการซื้อฟีเจอร์เพิ่มเติมทีละอย่างเหมือนหลายๆ ยี่ห้อ ด้วยแพ็กเกจ “Total Security Suite” นี้ คุณจะได้รับบริการความปลอดภัยเต็มรูปแบบในราคาที่คุ้มค่าและประหยัดมากกว่า
    5. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพร้อมสำหรับอนาคต
      • WatchGuard รุ่นล่าสุดใช้พลังงานน้อยลง รองรับ Wi-Fi 7 และได้รับการออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพระยะยาว6. โฟกัสที่การใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ขายสินค้า (Real Security for the Real World)
      • WatchGuard ยึดหลัก “Real Security for the Real World” — เน้นแก้ปัญหาความปลอดภัยที่แท้จริงในภาคธุรกิจ ด้วยโซลูชันที่ใช้งานง่าย ปรับขนาดได้ และประหยัดต้นทุน
  • โซลูชันครบ ทั้ง Firewall, Wi-Fi, Endpoint, MFA
    • WatchGuard ไม่ได้มีเพียง firewall เท่านั้น แต่ยังมี Secure Wi-Fi, Endpoint Protection, MFA (AuthPoint), และ Threat Intelligence ครบในแพลตฟอร์มเดียว

หาก Firewall ปัจจุบันของคุณมีอายุมากกว่า 3-5 ปี, มีการเพิ่มใช้งานแอปพลิเคชันคลาวด์ ผู้ใช้ระยะไกล หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขึ้น, ต้องการการป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือประกันภัยไซเบอร์ หรือกำลังมองหาการจัดการ รายงานแสดงผล และประสิทธิภาพที่ดีขึ้น นั่นคือสัญญาณว่าคุณพร้อมแล้วที่จะอัปเกรด!

ถึงเวลาอัปเกรดเพื่อความปลอดภัยที่ไม่หยุดนิ่ง!

ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่าย WatchGuard ในประเทศไทยพร้อมเป็นที่ปรึกษาและนำเสนอโซลูชัน WatchGuard Firebox ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ใหม่ แต่ใช้ License เดิม หรืออัปเกรดทั้งฮาร์ดแวร์และ License เป็นแพ็กเกจ Total Security Suite เพื่อการป้องกันขั้นสูงสุดพร้อมใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

เพราะความปลอดภัยทางไซเบอร์ของคุณคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเรา!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: WatchGuard Firebox แตกต่างจาก Firewall ธรรมดาอย่างไร?

A: WatchGuard Firebox เป็นมากกว่า Firewall แบบเดิมที่ทำหน้าที่เพียงการกรองการเข้าออกเครือข่าย Firebox เป็น Unified Threat Management (UTM) Platform ที่รวมการป้องกันหลายชั้นเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย AI-Powered Antivirus, Intrusion Prevention, Application Control, Web Filtering, Anti-Spam และ Advanced Threat Protection ในอุปกรณ์เดียว พร้อมระบบจัดการแบบ Cloud-Native ที่ช่วยให้การดูแลรักษาและการตรวจสอบทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก นอกจากนี้ยังมี Machine Learning และ Sandbox Technology ที่สามารถป้องกัน Zero-Day Attacks ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Q: การอัปเกรดจาก Firewall เก่าเป็น WatchGuard Firebox รุ่นใหม่ มีความยากซับซ้อนแค่ไหน?

A: WatchGuard ได้ออกแบบกระบวนการอัปเกรดให้เป็นไปอย่างราบรื่นและไม่รบกวนการดำเนินงานของธุรกิจ ผ่าน WatchGuard Cloud Platform การ Migration สามารถทำได้โดยไม่ต้องมี Downtime นาน มีระบบรองรับการนำเข้า Configuration จาก Firewall ตัวเดิม โดยมีทีมงานเทคนิคของออพติมุส (optimus) ให้คำปรึกษาตั้งแต่การวางแผน การติดตั้ง การทดสอบ และการฝึกอบรมผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในการใช้ License เดิมร่วมกับฮาร์ดแวร์ใหม่ หรืออัปเกรดเป็น Total Security Suite แบบครบครัน เพื่อให้การลงทุนคุ้มค่าและตอบสนองความต้องการระยะยาว

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ขอขอบคุณ บริษัท เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่ไว้วางใจซื้อสินค้าและบริการ WatchGuard AuthPoint MFA

ขอขอบคุณ บริษัท เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
ที่ไว้วางใจซื้อสินค้าและบริการ WatchGuard AuthPoint MFA โดยผ่าน Delaer บริษัท เน็ตโซล จำกัด

ข้อมูลเกี่ยวกับ WatchGuard AuthPoint

WatchGuard Multi-factor Authentication เป็นการเพิ่มวิธีการยืนยันตัวตนอีกวิธีหนึ่งเข้าไปนอกเหนือจากการใช้ Password เช่น การสแกนบัตรหรือลายนิ้วมือ แต่วิธีที่นิยมที่สุดสำหรับการพิสูจน์ตัวตนออนไลน์คือการใช้ Hardware Tokens หรือ Key Fobs ในการสร้าง One-time Password (OTP) ซึ่งเป็นรหัสผ่านแบบใช้แล้วทิ้งอีกชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งวิธีนี้ยังคงเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การใช้ Hardware Tokens หรือ Key Fobs เหล่านี้จำเป็นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ในราคาสูงและเสี่ยงต่อการสูญหาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาและธุรกิจหยุดชะงักตามมา

พิสูจน์ตัวตนง่ายๆ ผ่านทางสมาร์ตโฟน ด้วยแอปพลิเคชัน AuthPoint

WatchGuard ได้ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน Multi-factor Authentication ชื่อว่า AuthPoint โดยเปลี่ยนอุปกรณ์พกพาให้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับใช้พิสูจน์ตัวตนแทน เพื่อลดภาระของผู้ใช้ในการหาซื้อและดูแลรักษา Hardware Tokens โซลูชันดังกล่าวมาในรูปของแอปพลิเคชันที่รองรับการใช้งานทั้งบน Apple iOS และ Android บริหารจัดการได้จากศูนย์กลางผ่านระบบ Cloud ส่งผลให้สามารถติดตั้งระบบพิสูจน์ตัวตนบนอุปกรณ์ของพนักงานได้ทั่วโลก รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์บนเครือข่าย บริการออนไลน์ และ Cloud Applications หลากหลาย ที่สำคัญคือราคาย่อมเยาว์เนื่องจากไม่ต้องลงทุนซื้อ Hardware Tokens หรือเซิร์ฟเวอร์สำหรับบริหารจัดการเพิ่มเติม

ทำไมต้อง WatchGuard AuthPoint

  • ใช้งานง่าย WatchGuard AuthPoint เป็นโซลูชัน MFA แบบคลาวด์ที่ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ใดๆ ผู้ใช้เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมือถือ AuthPoint และลงทะเบียนบัญชีเท่านั้น ก็สามารถใช้งาน WatchGuard Authpoint พร้อมได้รับความปลอดภัยขั้นสูงสุดได้ทันที
  • ให้การปกป้องที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดย WatchGuard AuthPoint ใช้การตรวจสอบสิทธิ์ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปเพื่อพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้ ซึ่งอาจรวมถึงพาสเวิร์ด พาสเวิร์ดแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) การตรวจสอบสิทธิ์ด้วยลายนิ้วมือ หรือการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยใบหน้า เป็นต้น
  • สามารถรองรับอุปกรณ์และแอปพลิเคชันต่างๆ ได้มากและหลากหลาย โดย WatchGuard  AuthPoint รองรับอุปกรณ์และแอปพลิเคชันต่างๆ มากมาย ได้แก่ Windows, macOS, iOS และ Android แอปพลิเคชันคลาวด์ยอดนิยม เช่น Microsoft Office 365, Salesforce และ Google Workspace รวมถึงซอฟต์แวร์ที่เป็น 3rd party ต่างๆ เป็นจำนวนมาก

และหากท่านต้องการทดสอบการใช้งาน ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่ไว้วางใจซื้อสินค้าและบริการจาก WatchGuard Firebox

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่ไว้วางใจซื้อสินค้าและบริการจาก WatchGuard Firebox โดยผ่าน Dealer บริษัท บิซ อินโน เทค จำกัด

ทำไมทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์?

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของธุรกิจ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็เพิ่มสูงขึ้นและซับซ้อนกว่าที่เคย การลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งจึงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ความจำเป็น” ของทุกองค์กร

Firewall (ไฟร์วอลล์): ปกป้องเครือข่ายของเราให้ปลอดภัย

WatchGuard Firebox มีให้เลือกใช้งานตั้งแต่รุ่นเล็กเป็น Table top ที่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก บ้าน หรือสำนักงานสาขา และรุ่นที่ติดตั้งบนตู้แร็คเหมาะกับองค์กรขนาดกลางใหญ่ พร้อมคุณสมบัติต่างๆ เช่น IPS, Application Control, WebBlocker, SpamBlocker, Gateway AntiVirus, ฯลฯ โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายบนเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงมากในอุตสาหกรรม

แน่นอนว่าการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญคือต้องอัปเดตระบบรักษาความปลอดภัยของเราอย่างสม่ำเสมอ หมั่นติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับภัยคุกคามและแนวโน้มด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ รวมถึงให้ความรู้แก่พนักงานของเราเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการรักษาความปลอดภัยในขณะที่ทำงานจากระยะไกล ด้วยการใช้วิธีการเชิงรุกในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ออพติมุสสามารถช่วยให้ทุกท่านแน่ใจว่าธุรกิจของท่านยังคงปลอดภัยเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พัฒนาตลอดเวลา

และหากท่านต้องการทดสอบการใช้งาน ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

เข้าใจ PoE เลือกมาตรฐาน 802.3af, at, bt ที่เหมาะสม

เข้าใจ PoE เลือกมาตรฐาน 802.3af, at, bt ที่เหมาะสม

หากคุณยังคิดว่า PoE เป็นแค่เทคโนโลยีส่งไฟผ่านสาย LAN ธรรมดาๆ ล่ะก็ บทความอาจเปลี่ยนมุมมองบางอย่างไป เพราะ PoE ในยุคปัจจุบันได้วิวัฒนาการไปไกลกว่าที่เราคิด ด้วยมาตรฐาน IEEE 802.3af, 802.3at (PoE+) และ 802.3bt (PoE++) ที่แต่ละตัวมีความสามารถแตกต่างกันอย่างชัดเจน จากการจ่ายไฟเพียง 12.95 วัตต์ ไปจนถึง 71 วัตต์ การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโปรเจคของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งกล้อง IP Camera, Access Point Wi-Fi หรือระบบ Smart Building ที่ซับซ้อน หรือเลือกจากราคาที่เหมาะสมกับ budget ของโครงการ

PoE ไม่ใช่แค่ส่งไฟ แต่คือการเปลี่ยนหลักคิดในการติดตั้งอุปกรณ์

ลองนึกภาพดูสิ หากคุณต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด 20 ตัวรอบอาคาร หรือในโกดังสินค้า การเดินสายไฟแยกสำหรับแต่ละตัวจะใช้เวลา งบประมาณ และแรงงานมากแค่ไหน? Power over Ethernet เข้ามาแก้ปัญหานี้ได้อย่างหมดจด โดยใช้สาย LAN เส้นเดียวก็ส่งทั้งข้อมูลและไฟไปได้พร้อมกัน

แต่ที่หลายคนไม่รู้หรือไม่ได้ตระหนักคือ PoE เองก็มีหลายมาตรฐานที่แตกต่างกัน และการเลือกผิดอาจทำให้โปรเจคของคุณเกิดข้อผิดพลาด หรือเสียเงินแพงโดยเปล่าประโยชน์ เพราะซื้ออุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับการใช้งาน

IEEE 802.3af: จุดเริ่มต้นที่ยังคงมีค่า

มาตรฐาน 802.3af ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและตอบโจทย์สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานน้อย ด้วยความสามารถในการจ่ายไฟ 15.4 วัตต์ที่ PoE Injector อุปกรณ์อย่างโทรศัพท์ VoIP รุ่นพื้นฐาน หรือกล้อง IP แบบธรรมดายังคงทำงานได้ดีกับมาตรฐานนี้

ข้อดีของ 802.3af คือราคาถูก และใช้เพียง 2 คู่สายในการส่งพลังงาน ทำให้เหมาะกับระบบเก่าที่ต้องการอัปเกรด หรือโปรเจคที่มีงบประมาณจำกัด

IEEE 802.3at (PoE+): Sweet Spot ของตลาด

PoE+ ถือเป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยความสามารถในการจ่ายไฟ 30 วัตต์ที่ PoE Injector ทำให้รองรับอุปกรณ์ได้หลากหลายขึ้นอย่างมาก

กล้อง PTZ ที่ต้องการมอเตอร์สำหรับหมุน ก้ม เงย Access Point รุ่นใหม่ที่รองรับ Wi-Fi 6E และ Wi-Fi 7 หรือแม้แต่โทรศัพท์ IP ที่มีหน้าจอสีขนาดใหญ่ ล้วนทำงานได้ดีกับ PoE+ และนี่คือเหตุผลที่มันกลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงในอุตสาหกรรม

IEEE 802.3bt (PoE++): อนาคตของ Smart Building

เมื่อโลก IoT และ Smart Building เติบโตขึ้น ความต้องการพลังงานก็เพิ่มสูงตาม IEEE 802.3bt จึงเป็นคำตอบสำหรับยุคใหม่ที่มีความเสถียรและพร้อมรองรับอนาคต โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ:

Type 3 จ่ายไฟได้ 60 วัตต์ที่ PoE Injector เหมาะสำหรับจอ Digital Signage ขนาดกลาง หรือระบบไฟ LED อัจฉริยะ

Type 4 จ่ายไฟได้สูงถึง 100 วัตต์ที่ PoE Injector สามารถขับเคลื่อนอุปกรณ์ระดับ Enterprise อย่างระบบ Video Conference คุณภาพสูง หรือแล็ปท็อปบางรุ่นที่รองรับ USB-C Power Delivery

สิ่งที่น่าสนใจคือ 802.3bt ใช้สายทั้ง 4 คู่ (8 เส้น) ในการส่งพลังงาน แทนที่จะเป็น 2 คู่เหมือนมาตรฐานเก่า ทำให้ได้กำลังไฟสูงสุด

การเลือกใช้อย่างถูกต้องช่วยหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดได้

การเลือกมาตรฐาน PoE ที่ผิดคือข้อผิดพลาดที่แพงที่สุดในโปรเจค เพราะอาจทำให้ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งระบบ นี่คือหลักการเลือกใช้

  1. เริ่มจากความต้องการอุปกรณ์ ดูสเปกการใช้ไฟของ Powered Device (PD) ก่อน อย่าคิดว่าซื้อ PoE Switch แพงๆ แล้วจะใช้ได้กับทุกอุปกรณ์
  2. คำนวณ Power Budget รวม หาก Switch มี Power Budget 120 วัตต์ และคุณต้องการต่อกล้อง 8 ตัวที่ใช้ไฟตัวละ 20 วัตต์ (รวม 160 วัตต์) Switch นั้นจะจ่ายไฟไม่พอ
  3. คิดถึงระยะทางและคุณภาพสาย สาย Cat5e หรือ Cat6 คุณภาพดีจำเป็นสำหรับการส่งพลังงานไฟฟ้า และระยะทางที่เกิน 100 เมตรจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง

4. เตรียมการสำหรับอนาคต การเลือก PoE+ หรือ PoE++ แม้ว่าปัจจุบันจะใช้อุปกรณ์ที่ต้องการไฟน้อย จะช่วยให้สามารถอัปเกรดได้ในอนาคตโดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน

Backward Compatibility: ข้อดีที่หลายคนมองข้าม

หนึ่งในข้อดีสำคัญของมาตรฐาน PoE คือ Backward Compatibility อุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐานสูงกว่าสามารถทำงานกับอุปกรณ์มาตรฐานต่ำกว่าได้ เช่น PoE++ Switch สามารถจ่ายไฟให้กล้อง PoE+ หรือ PoE ธรรมดาได้โดยปรับกำลังไฟอัตโนมัติ

สิ่งนี้ทำให้การลงทุนใน PoE มาตรฐานสูงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

PoE กับ Smart Building: ปฏิวัติครั้งใหม่

ในอนาคตอันใกล้ Smart Building จะใช้ PoE เป็นแกนสำหรับการจ่ายไฟ ไม่เพียงแค่อุปกรณ์เครือข่าย แต่รวมถึงระบบแสงสว่าง, เซ็นเซอร์ต่างๆ, ระบบควบคุมการเข้าออก และแม้แต่อุปกรณ์สำนักงาน

การที่ PoE สามารถส่งทั้งข้อมูลและพลังงานในสายเดียว ทำให้การจัดการ Smart Building เป็นเรื่องง่าย ลดต้นทุนในการติดตั้งและบำรุงรักษา

PoE กับ ESG: เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน

ในอนาคตอันใกล้ Smart Building จะใช้ PoE เป็นแกนสำหรับการจ่ายไฟ ไม่เพียงแค่อุปกรณ์เครือข่าย แต่รวมถึงระบบแสงสว่าง, เซ็นเซอร์ต่างๆ, ระบบควบคุมการเข้าออก และแม้แต่อุปกรณ์สำนักงาน

การที่ PoE สามารถส่งทั้งข้อมูลและพลังงานในสายเดียว ทำให้การจัดการ Smart Building เป็นเรื่องง่าย ลดต้นทุนในการติดตั้งและบำรุงรักษา

PoE ที่ทนและใช้งานได้ดี คือความจำเป็น

PoE ได้พัฒนาจากเทคโนโลยีเสริมเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบเครือข่ายสมัยใหม่ ด้วยความเสถียรและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือและถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง 802.3af, 802.3at และ 802.3bt ไม่ใช่แค่ความรู้ทางเทคนิค แต่เป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบระบบที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

ไม่ว่าคุณจะเป็น System Integrator, IT Manager หรือผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนระบบเครือข่าย การเลือกใช้มาตรฐาน PoE ที่เหมาะสมจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของโปรเจคคุณ และยังเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ESG ขององค์กรอีกด้วย

tactio เข้าใจความซับซ้อนในการเลือกโซลูชัน PoE ที่เหมาะสม ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการจัดหาอุปกรณ์ PoE ทุกระดับ ตั้งแต่ PoE Switch 802.3af/at สำหรับ SME ไปจนถึง PoE++ 802.3bt สำหรับ Smart Building ขนาดใหญ่ รวมถึง PoE Injector, Access Point และ IP Camera ที่รองรับมาตรฐานต่างๆ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อช่วยคุณคำนวณ Power Budget และเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับโปรเจคของคุณ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PoE

Q: หาก PoE Switch เป็นรุ่นที่รองรับ 802.3at (PoE+) จะสามารถใช้งานกับอุปกรณ์ที่ต้องการ 802.3af ได้หรือไม่?

A: ได้ครับ อุปกรณ์ PoE มี Backward Compatibility นั่นคือ PSE (PoE Switch/Injector) ที่รองรับมาตรฐานสูงกว่าจะสามารถทำงานกับ PD (อุปกรณ์รับไฟ) ที่ใช้มาตรฐานต่ำกว่าได้โดยอัตโนมัติ ระบบจะตรวจจับความต้องการไฟของอุปกรณ์และปรับกำลังไฟให้เหมาะสม ดังนั้น PoE+ Switch/Injector สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ PoE ธรรมดาได้อย่างปลอดภัย

Q: ทำไมอุปกรณ์ของฉันได้รับไฟน้อยกว่าที่ PoE Switch จ่ายออกมา?

A: เป็นเรื่องปกติครับ เนื่องจากมีการสูญเสียพลังงานระหว่างการส่งผ่านสายเคเบิล ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสีย ได้แก่ 1) ระยะทางของสาย – ยิ่งสายยาวการสูญเสียยิ่งมาก 2) คุณภาพของสายเคเบิล – สาย Cat5e/Cat6 คุณภาพดีจะสูญเสียน้อยกว่า และ 3) อุณหภูมิแวดล้อม โดยทั่วไป การสูญเสียจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-4.5 วัตต์ ในระยะทาง 100 เมตร ซึ่งเป็นเหตุผลที่มาตรฐาน IEEE จึงกำหนดค่า PSE และ PD แยกกัน

 

ความปลอดภัยไม่ควรเสี่ยง

ในยุคที่ภัยคุกคามมาในรูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา ระบบรักษาความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่เราควรประหยัดหรือเสี่ยง tactio ไม่ได้เป็นแค่ Switch ธรรมดา แต่เป็นผู้ช่วยสำคัญที่คอยดูแลระบบของคุณ 24 ชั่วโมง 365 วัน ในทุกสภาพอากาศ ทุกสถานการณ์ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สิ่งแรกที่เราต้องการคือ ความมั่นใจว่าระบบจะทำงาน ไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์จะรอดไหม สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ในประเทศไทย 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 
Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ขอขอบคุณ บริษัท แพรคติคัม เอนจิเนียริ่ง จำกัด ที่ไว้วางใจซื้อสินค้าและบริการ WatchGuard EPDR

ขอขอบคุณบริษัท แพรคติคัม เอนจิเนียริ่ง จำกัด
ที่ไว้วางใจเลือกใช้ WatchGuard EPDR (Endpoint Protection, Detection and Response) ผ่านพาร์ทเนอร์ บริษัท LP Service Development Co., Ltd.
เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ระบบไอทีภายในองค์กร ป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และมั่นใจในความต่อเนื่องของการทำงาน

ข้อมูลเกี่ยวกับ EPDR

โปรแกรมแอนตี้ไวรัส สำหรับการใช้งานในองค์กรธุรกิจ ช่วยปกป้องอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint) ในองค์กรธุรกิจ ทั้งเครื่อง เดสก์ทอป โน้ตบุ๊ก และเซิร์ฟเวอร์ บน ระบบปฏิบัติการ Windows, macOS และ Linux เป็นโปรแกรมรุ่นความสามารถสูงสุด ครอบคลุมทั้งความสามารถของ โปรแกรมแอนตี้ไวรัส และการปกป้องภัยคุกคามในระดับสูงสุด รวมเอาไว้ในโปรแกรมเดียว แข็งแกร่ง ปิดช่องโหว่ สมบูรณ์แบบ ฝ่ายไอทีสามารถจัดการเรื่องความปลอดภัยได้ง่ายผ่านคอลโซลบนระบบคลาวด์

โดยที่ โปรแกรมแอนตี้ไวรัส สำหรับธุรกิจ รุ่นสูงสุด ความสามารถครอบคลุม WatchGuard EPDR สามารถปกป้องอุปกรณ์ปลายทางจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น มัลแวร์ (Malware), ไวรัส (Virus), มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware), สปายแวร์ (Spyware) การล่อลวง (Phishing), ช่องโหว่กำเนิดใหม (Zero Day Vulnerability) รวมถึงการปกป้องจากภัยคุกคามที่มีรูปแบบการทำงานในระดับก้าวหน้า อาทิ APTs (Advanced Persistent Threat), ช่องโหว่ของระบบ, การโจมตีรูปแบบใหม่ล่าสุด (Zero Day Attacks), มัลแวร์ลักลอบขุดเหรียญดิจิทัล (Cryptojacking) และ ภัยคุกคามประเภท Fileless Attack

ทำไมต้องเลือกใช้ WatchGuard EPDR

ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การใช้เพียงโซลูชันป้องกัน endpoint แบบดั้งเดิมหรือแอนตี้ไวรัสอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แม้ว่าโซลูชันเหล่านี้จะยังคงมีความสำคัญในการป้องกันมัลแวร์ที่รู้จักกันดี แต่พบว่าซอฟแวร์แอนตี้ไวรัสดังกล่าวยังขาดความสามารถในการมองเห็นและเทคโนโลยีขั้นสูงที่จำเป็นสำหรับการตรวจจับและตอบสนองแบบอัตโนมัติต่อการโจมตีที่ซับซ้อน

นอกจากนี้ โซลูชันรักษาความปลอดภัยแบบ single point มักสร้างการแจ้งเตือนที่มีความสำคัญต่ำจำนวนมาก ทำให้ผู้ดูแลระบบ IT ต้องรับภาระในการจัดการและจำแนกภัยคุกคามด้วยตนเอง ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มภาระเท่านั้น แต่ยังอาจพลาดมองข้ามการแจ้งเตือนที่สำคัญได้

ด้วยความสามารถที่ครอบคลุมนี้ WatchGuard EPDR จึงไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันภัยคุกคามที่รู้จักเท่านั้น แต่ยังสามารถตรวจจับ ตอบสนอง และป้องกันภัยคุกคามขั้นสูงที่ไม่เคยพบมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์กรมีความพร้อมในการรับมือกับภัยทางไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน สนใจรายละเอียดหรืออยากทดสอบผลิตภัณฑ์ ติดต่อทีมขายของออพติมุส

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

ขอขอบคุณ บริษัท โกลาง จำกัด ที่ไว้วางใจซื้อสินค้า Webroot Secure Anywhere Endpoint Protection

ขอขอบคุณ บริษัท โกลาง จำกัด
ที่ไว้วางใจเลือกใช้ Webroot SecureAnywhere Endpoint Protection ผ่านพาร์ทเนอร์ บริษัท อินฟินิท ไอที ซิสเตมส์ จำกัด
เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบไอที ป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ และดูแลข้อมูลธุรกิจให้ปลอดภัยตลอดเวลา

Webroot SecurityAnywhere Business Endpoint Protection โปรแกรมสแกนและป้องกันไวรัสสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่รันระบบ Windows และเครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบ เวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) เป็นระบบป้องกันภัยคุกคามในรูปแบบ Cloud-based รูปแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ Endpoint Protection ที่จะให้คุณสามารถ ปกป้องเครื่องของคุณได้อย่างดีเยี่ยมจากภัยคุกคามที่หลากหลาย อาทิ ไวรัส (Virus) มัลแวร์ (Malware) โทรจัน (Trojan) การล่อลวง (Phishing) มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) สปายแวร์ (Spyware) การโจมตีผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Browser-based Attacks) มัลแวร์ขุดบิตคอยน์ (Cryptojacking) ด้วยการทำงานแบบ Cloud based 100% จึงทำให้การทำงานของ Webroot เบาและเร็ว แตกต่างจาก Antivirus แบบอื่น ที่เป็น Signature Based

นอกจากนี้ เมื่อ Webroot พบไฟล์หรือโพรเซสใหม่ที่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นภัยคุกคาม Agent ที่ติดตั้งบนอุปกรณ์จะติดตาม และบันทึกการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อคอยตรวจสอบสิ่งผิดปกติ ถ้าพบว่าไฟล์หรือโพรเซสดังกล่าวมีพฤติกรรมเป็นมัลแวร์ Agent ก็จะกำจัดมัลแวร์ทิ้งและย้อนการเปลี่ยนแปลงของระบบที่เกี่ยวข้องให้กลับไปอยู่ในสถานะก่อนที่จะติดมัลแวร์

คุณสมบัติ และ ความสามารถ

  • ติดตั้งง่ายและเร็ว อีกทั้งยังไม่หน่วงหรือกินทรัพยากรเครื่อง
  • มีหน้าการจัดการกลางผ่าน Web console monitoring
  • ปกป้องเครื่องและเครือข่ายให้ปลอดภัยจากการโจมตีของไวรัส หรือ Ransomware ได้อย่างแน่นอน
  • ใช้เทคโนโลยีในการรับมือกับภัยคุกคามที่เหนือกว่าและก้าวล้ำนำสมัย
  • Webroot ได้รับรางวัลการันตีเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้อย่างแน่นอน
  • มีทีมสนับสนุนและคอยดูแลเมื่อคุณพบปัญหาจากการใช้งาน
  • ทดลองใช้ได้ฟรี 30 วันแบบ Full Feature ไม่กั๊ก

หากท่านสนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เราพร้อมยินดีให้คำปรึกษาติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

ลืมความคิดเก่าๆ เรื่องงบหลักล้าน! BeaRiOt พิสูจน์ Smart Factory เริ่มได้จ่ายไม่แพง

ลืมความคิดเก่าๆ เรื่องงบหลักล้าน! BeaRiOt พิสูจน์ Smart Factory เริ่มได้จ่ายไม่แพง

"โรงงาน 4.0 เคยมีแผนจะทำแต่แพงมาก สงสัยเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ ทำกันมั้ง"

หากคุณได้ยินได้ฟังมาแบบนี้ แล้วคิดว่าจริงเลย แสดงว่าคุณพลาดโอกาสทองในการยกระดับโรงงานของคุณไปแล้ว เพราะในยุคที่เทคโนโลยี IoT กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในโรงงานไม่ได้เป็นเรื่องยากหรือแพงเหมือนที่หลายคนเข้าใจ

ทำไมเจ้าของโรงงานถึงยังลังเลอยู่?

ในช่วงที่ผ่านมา หลายโรงงานมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ Industry 4.0 เป็นการลงทุนก้อนใหญ่ที่ต้องใช้เงินหลายล้านบาท มีความซับซ้อนสูง และต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความเข้าใจผิดนี้ทำให้โรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กหลายแห่งปิดโอกาสตัวเองจากการพัฒนาที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และแข่งขันได้ในระยะยาว

ความจริงแล้ว การเริ่มต้น Smart Factory ไม่ได้ยากหรือแพงอย่างที่หลายคนคิด หากคุณเลือกโซลูชันที่เหมาะสมและมีแนวทางการลงทุนที่ชาญฉลาด

BeaRiOt การปฏิวัติความคิดเรื่องงบประมาณ Industry 4.0

BeaRiOt ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ IoT Edge ที่พัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ได้เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์การลงทุน IIoT (Industrial Internet of Things) อย่างสิ้นเชิง ด้วยแนวคิด “เริ่มเล็ก คิดใหญ่ ขยายได้”

จุดเด่นของ BeaRiOt ที่ทำให้แตกต่างจากโซลูชันอื่นๆ คือ

  • ราคาเข้าถึงได้ – ไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก
  • ติดตั้งง่าย – ไม่ต้องหยุดการผลิตเป็นเวลานาน
  • ใช้งานง่าย – พนักงานที่มีอยู่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
  • ขยายได้ – เพิ่มฟังก์ชันได้ตามงบประมาณและความต้องการ

กลยุทธ์ Phase by Phase เป็นจุดเริ่มต้นที่ฉลาด

แทนที่จะมองการทำ Smart Factory เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งโรงงานภายในครั้งเดียว BeaRiOt เสนอแนวทางการลงทุนแบบ Phase by Phase ที่ให้คุณเริ่มต้นได้ด้วยงบที่เหมาะสมกับขนาดและความต้องการของโรงงาน

Phase 1: เริ่มจากจุดเจ็บปวดที่สุด

ระบุเครื่องจักรหลักที่มักเสียหรือก่อให้เกิดปัญหาการผลิตบ่อยที่สุด ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความสั่นสะเทือนและอุณหภูมิ พร้อมระบบแจ้งเตือนผ่าน LINE และอีเมล นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะแก้ปัญหาที่เจ็บปวดและสร้างผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนทันที

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง:

  • ลดการหยุดเครื่องจักรฉุกเฉิน 60-80%
  • ประหยัดค่าซ่อมบำรุงรายปีได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เห็นผลตอบแทนภายใน 6-8 เดือน

Phase 2: ขยายสู่การจัดการวัตถุดิบ

เพิ่ม Raw Materials Telemetry เพื่อติดตามระดับวัตถุดิบในถังเก็บหรือไซโล ป้องกันการขาดวัตถุดิบที่อาจทำให้การผลิตหยุดชะงัก การลงทุนในขั้นนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนจุดติดตามและความซับซ้อนของระบบวัตถุดิบของแต่ละโรงงาน

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง:

  • ขจัดปัญหาการหยุดผลิตจากวัตถุดิบหมดได้เกือบสมบูรณ์
  • ลดต้นทุนสินค้าคงคลังได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เพิ่มความมั่นใจในการวางแผนการผลิต

Phase 3: ประหยัดพลังงานด้วย Energy Monitoring 

ติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงานเพื่อหาจุดสูญเสียพลังงานและ optimize การใช้ไฟฟ้า สอดคล้องกันวัตถุประสงค์ด้าน ESG การลงทุนในส่วนนี้จะแปรผันตามขนาดของระบบไฟฟ้าและความต้องการในการติดตาม

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง:

  • ประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างเห็นได้ชัด
  • ได้ข้อมูลสำหรับการจัดทำ ESG Reporting
  • เพิ่มประสิทธิภาพระบบทำความเย็น/ความร้อน

เมื่อความสำเร็จเกิดขึ้นได้จริง คุณเองก็ทำได้

จากประสบการณ์ในการทำงานกับโรงงานต่างๆ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงของโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งหนึ่งเพื่อมุ่งสู่โรงงาน 4.0 ที่เจ้าของเป็นทายาทรุ่นใหม่ที่นำไอทีมาช่วยเสริมธุรกิจ

>> เริ่มแรกโรงงานนี้ประสบปัญหาเครื่องผสมอาหารสัตว์ที่หยุดทำงานบ่อย โดยเฉลี่ย เดือนละ หลายครั้ง แต่ละครั้งที่เสียต้องเรียกช่างมาซ่อม ส่งผลให้การผลิตหยุดชะงักและลูกค้าไม่พอใจ นอกจากนี้ยังมีปัญหาการจัดการสต็อกวัตถุดิบที่ต้องคอยเดินไปตรวจดูด้วยตาเปล่า

>> หลังจากเริ่มใช้ BeaRiOt เพียงแค่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความผิดปกติที่เครื่องผสม และระบบแจ้งเตือนสำหรับสต็อกวัตถุดิบหลัก ภายใน 12 เดือน การหยุดเครื่องจักรแทบไม่เกิดขึ้นเลย อีกทั้งปัญหาการขาดวัตถุดิบก็ไม่เกิดขึ้นเช่นกัน ช่วยให้การผลิตเต็มประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ ทายาทคนสุดท้องที่ดูฝั่งโรงงานพูดว่า “ตอนนี้จะทำอะไรก็สบายกว่าเดิมเยอะ เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะมีโทรศัพท์ดังแล้วแจ้งว่าเครื่องจักรเสียอีกต่อไป”

การประหยัดที่เกิดขึ้นไม่ได้มาแค่จากการลดค่าซ่อมบำรุง แต่ยังรวมถึงการไม่สูญเสียลูกค้า การไม่ต้องเก็บสต็อกวัตถุดิบมากเกินไป และที่สำคัญคือ ความมั่นใจในการวางแผนการผลิต ที่ทำให้สามารถรับออเดอร์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น

เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายโรงงานที่เลือกใช้ BeaRiOt โดยสิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือ การเริ่มต้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยสุด และเจ็บปวดที่สุดก่อน แล้วค่อยขยายไปเรื่อยๆ ตามผลลัพธ์ที่อยากเห็น

เริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลลัพท์ที่ดีกว่าทันที

การรอคอยจนกว่าจะมีงบประมาณหลักหลายล้าน หรือการรอให้เทคโนโลยีถูกลงกว่านี้ อาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการแข่งขัน เพราะในขณะที่คุณยังลังเล คู่แข่งของคุณอาจกำลังลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพด้วย Smart Factory ไปแล้ว

หากคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและเห็นความแตกต่างอย่างจริงจัง ทีมงานออพติมุส ตัวแทนจำหน่าย BeaRiOt พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับโรงงานของคุณ เพราะเราเชื่อว่า ทุกโรงงานมีสิทธิ์ที่จะก้าวสู่ยุค 4.0

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: โรงงานไม่ใหญ่มาก หากจะเริ่มทำ Smart Factory ต้องทำอย่างไร?

A: การเริ่มต้น Smart Factory สำหรับโรงงานขนาดกลาง-เล็ก ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาที่สร้างความเสียหายมากที่สุดก่อน เช่น เครื่องจักรที่หยุดทำงานบ่อย หรือการสูญเสียวัตถุดิบ จากนั้นเลือกใช้เทคโนโลยี IoT แบบ Modular ที่สามารถติดตั้งทีละส่วนได้ เริ่มด้วยการติดตั้งเซนเซอร์เพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐาน เช่น อุณหภูมิ ความสั่นสะเทือน หรือระดับของวัตถุดิบ ใช้ระบบ Dashboard แสดงผลที่เข้าใจง่าย และระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้วจึงขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของโรงงานต่อไป

Q2: เทคโนโลยี Smart Factory มีราคาแพงไหม เหมาะกับโรงงานขนาดกลางและเล็ก มากน้อยแค่ไหน อย่างไร?

A: ในอดีตเทคโนโลยี Automation และ Smart Factory ต้องลงทุนสูงจริง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยี IoT และ Edge Computing ได้พัฒนาจนมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะระบบที่ออกแบบแบบ Scalable ที่สามารถเริ่มต้นด้วยการลงทุนเพียงหลักแสนบาท แทนที่จะต้องลงทุนหลักหลายล้านบาทในครั้งเดียว นอกจากนี้ ผลตอบแทนจากการลดการสูญเสีย ประหยัดพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มักจะคืนทุนได้ภายใน 6-18 เดือน ทำให้เหมาะสมกับโรงงานทุกขนาดนั่นเอง

ติดต่อทีมงานออพติมุส ตัวแทนจำหน่าย BeaRiOt วันนี้ เพื่อรับการประเมินฟรี พร้อมให้คำปรึกษาแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับงบประมาณของโรงงานคุณ

+สนใจ+ ลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งาน BeaRiOt ฟรี!

ฟรี! เพียง 10 บริษัทแรกเท่านั้น

พร้อมของแถมสุดพิเศษ

ดีไซน์ Dashboard ฟรีมูลค่า 5,000.-

ปรึกษาฟรีมูลค่า 20,000.-

มาปฏิวัติโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนสุดคุ้มค่า

ติดต่อทีมงานออพติมุส เพื่อนัดหมายและขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการนำ BeaRiOt มาปรับใช้กับโรงงานของคุณ พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆมากมายติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์