พบว่าโรงงานไทยกว่า 60% มีข้อกังวลในการนำเอาระบบไอทีเข้ามาใช้ในโรงงาน ออพติมุสพร้อมนำเสนอกลยุทธ์ “ก้าวข้ามข้อจำกัด” จาก Industry 2.0 สู่ 4.0 โดยตรงผ่าน Industrial IoT ซึ่งถูกกว่าระบบ SCADA แบบดั้งเดิมถึง 3-5 เท่า รวมถึงแนะนำโซลูชันครบวงจรจาก BeaRiOt สำหรับเก็บ Data จากเครื่องจักร, Senses สำหรับติดตามสภาพแวดล้อมและสินทรัพย์, จนถึง CIM ระบบรวมศูนย์ความปลอดภัยด้วย AI
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย นอกจากเรื่อง "งบประมาณ"
ถ้าให้นึกภาพโรงงานไทยในปัจจุบัน บางคนอาจนึกถึงสายพานการผลิตที่สินค้าวิ่งไปมาในไลน์ หรือหุ่นยนต์แขนกลที่ทำงานแทนคน แต่ความจริงที่น่าสนใจคือ 70% ของโรงงานในไทย ยังคงอยู่ในยุค Industry 2.0 หรือยุค Mass Production ซึ่งก็คือยังใช้เครื่องจักรทั่วไปที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบข้อมูลใดๆ เลย
ปัญหาคอขวดที่แท้จริงของการยกระดับอุตสาหกรรมไทยไม่ใช่เรื่องเครื่องจักรล้าสมัย แต่คือ Shop floor connectivity หรือการนำข้อมูลจากเครื่องจักรในพื้นที่ผลิตเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และ Facility connectivity การเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบสาธารณูปโภคในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ระบบลม หรือการใช้น้ำ ข้อมูลเหล่านี้มีอยู่ แต่ไม่เคยถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
พบว่าสาเหตุที่โรงงานส่วนใหญ่ยังไม่ปรับปรุงในส่วนนี้ ทั้งที่เห็นถึงประโยชน์ มาจากเรื่องของ “งบประมาณ” เพราะยังมีความเชื่อว่าต้องอัปเกรดผ่านระบบ Automation และ SCADA ก่อน ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักหลายแสนจนถึงหลักล้าน และต้องการทีมวิศวกรที่มี Know-how เฉพาะทางสูงมาก ซึ่ง BeaRiOt สร้างทางเลือกใหม่ให้โรงงานไทย
ฉีกกรอบด้วยทางเลือกใหม่ที่ประหยัดกว่า และเร็วกว่า
โรงงานที่ไม่ได้ต้องการควบคุมเครื่องจักรแบบ Real-time ระดับมิลลิวินาที อย่างเช่น สายพานการผลิตอัตโนมัติความเร็วสูง ส่วนใหญ่ต้องการแค่ “รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” ไม่ใช่ “สั่งการทุกอย่างแบบอัตโนมัติ” โรงงานกลุ่มนี้สามารถ ข้ามจากยุค 2.0 ไปสู่ 4.0 ได้เลยผ่าน Data Integration หรือ Industrial IoT โดยไม่ต้องผ่านการลงทุนระบบ SCADA ที่แพงลิบ
ต้นทุนต่ำกว่า 3-5 เท่า ไม่ต้องจ้างทีม IT เชี่ยวชาญพิเศษ และได้ข้อมูลจากเครื่องจักรจริงๆ มาวิเคราะห์ได้ทันที นี่คือ “ทางลัด” ที่ประหยัดกว่าและเร็วกว่า
BeaRiOt IoT รางวัลระดับเอเชียแปซิฟิก
ออพติมุส (Optimus) ขอนำเสนอ BeaRiOt โซลูชั่น All-in-one IoT Edge Computing ขนาดกะทัดรัดเท่ามินิแท็บเล็ต ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ IoT ระดับเอเชียแปซิฟิก ซึ่งโดดเด่นในหลายมิติที่ตอบโจทย์โรงงานไทยโดยตรง
Stand-alone ไม่พึ่งคลาวด์: ฺBeaRiOt Edge ทำงานและเก็บข้อมูลได้ในตัวเองนานถึง 3 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต นิยามใหม่ของ IoT ที่หลายคนยังไม่คุ้นเคย เพราะส่วนใหญ่เชื่อว่า IoT = Cloud เสมอ แต่ไม่ใช่เสมอไป
No Code, Drag-and-Drop: ฝ่ายปฏิบัติการฝั่งโรงงาน สามารถสร้าง Dashboard วิเคราะห์ข้อมูลได้เองโดยไม่ต้องเขียน Code ไม่ต้องพึ่งทีมไอที ง่ายพอๆ กับทำ Powerpoint เลยทีเดียว
รองรับเซนเซอร์ได้สูงถึง 200 ตัว ต่ออุปกรณ์หนึ่งชิ้น และส่งข้อมูลด้วยโปรโตคอล gRPC ทั้งเร็วกว่าและเข้ารหัสปลอดภัยกว่า MQTT ที่โรงงานทั่วไปใช้กันอยู่
ตัวอย่าง Use Case ที่ BeaRiOt ถูกนำไปใช้ในส่วนต่างๆ ของโรงงาน
- โรงงานเจียระไนเพชร: ก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้ว่าเตาหลอมไหนกินไฟเกินจริง หลังจากติด ฺBeaRiOt เพื่อดึง Data พบเตาผิดปกติและจัดการสลับการใช้งาน ผลคือ ลดค่าไฟได้ 25% ภายในเดือนเดียว และลด Carbon Footprint ได้ถึง 35 ตันต่อปี
- โรงงานครีมเทียม: ดึงข้อมูลจาก PLC เก่าออกมาแสดงเป็นกราฟ ทำให้แผนกผลิตและแผนกวัตถุดิบเห็นปริมาณน้ำกะทิและนมในถังแบบ Real-time ลดข้อขัดแย้งระหว่างแผนกได้อย่างมีนัยสำคัญ
- โรงงานอาหารสัตว์: ใช้ซอฟต์แวร์แปลงค่าจาก Radar Sensor เป็นน้ำหนักวัตถุดิบในไซโล และติดตาม “อายุของวัตถุดิบ” แบบอัตโนมัติ
หยุด Human Error ด้วย IoT และ ระบบ
นอกจาก Industrial IoT แล้ว การยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory ยังครอบคลุมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมและความปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่ยังพึ่งพา “คน” ทำให้มีโอกาสเกิด Human Error ขึ้นได้
Senses คือโซลูชันวัดอุณหภูมิและความชื้นด้วยเซนเซอร์ไร้สาย BLE เกรดอุตสาหกรรม (ISO 17025) แทนการจดบันทึกด้วยลายมือที่บางทีต้องเดา แจ้งเตือนความผิดปกติผ่าน LINE, Email หรือไฟไซเรนได้แบบ Real-time โดยเฉพาะห้องเย็นหรือพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิที่ต้องการความแม่นยำสูง
Senses Track ขยายขอบเขตไปสู่ Indoor Tracking ติดตามสินทรัพย์และบุคคลภายในอาคารอย่างแม่นยำ อย่างเช่นการติดตามรถเข็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือหาเครื่อง Infusion Pump ในวอร์ดลดเวลาเดินหาของเป็นชั่วโมงให้เหลือเป็นวินาที
CIM (Central Intelligence Management) คือซอฟต์แวร์รวมศูนย์ที่รองรับ IoT จำนวนมากให้อยู่บนหน้าจอเดียว พร้อม AI วิเคราะห์เหตุการณ์ และมี Procedure แจ้งชัดว่าเมื่อเกิดเหตุต้องทำอะไรก่อนหลัง ลดความสับสนในภาวะฉุกเฉิน
เริ่มต้นได้เลย ไม่ต้องรอ เพราะทุกวันที่จ่ายไปคือค่าเสียโอกาส
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากโรงงานที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Factory คือทุกรายเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เหมือนกัน นั่นคือการหา Pain Point ที่โดนบ่นมากที่สุดในโรงงาน แล้วเอาเซนเซอร์ไปติดตรงนั้นก่อนเลย ไม่ต้องรอระบบใหญ่โต ไม่ต้องรองบประมาณก้อนโต
เมื่อเริ่มเห็น Data จริงๆ ออกมาจากเครื่องจักร การนำตัวเลขเหล่านั้นไปทำ Dashboard เพื่อนำเสนอผู้บริหารก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก และที่สำคัญกว่านั้นคือสามารถคำนวณ ROI ที่แม่นยำเพื่อตัดสินใจลงทุนขยายระบบในขั้นถัดไปได้อย่างมั่นใจ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ BeaRiOt
Q: ทำไมโรงงานไทยส่วนใหญ่จึงยังติดอยู่กับโลก Industry 2.0?
A: โรงงานไทยกว่า 61% หรือประมาณ 42,000 แห่งยังติดอยู่ใน Industry 2.0 เพราะขาดการเชื่อมโยงข้อมูลจากเซนเซอร์และเครื่องจักรแบบ Real-Time สาเหตุหลักคือปัญหา Connectivity ที่ทำให้ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลมาประมวลผลได้ ส่งผลให้มี “ข้อมูลดิบ” มากมายแต่ขาด “ข้อมูลที่มีความหมาย” ที่จะนำไปใช้ขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง ซึ่งจะลงทุนระบบก็มีค่าใช้จ่ายลงทุนสูงมาก หากไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ โรงงานจะไม่สามารถพัฒนาไปสู่ Automation หรือ Industry 4.0 ได้เลย
Q: BeaRiOt คืออะไร และช่วยโรงงานให้กลายเป็นโรงงาน 4.0 ได้อย่างไร?
A: BeaRiOt คือแพลตฟอร์ม Industrial IoT ที่เปลี่ยนข้อมูลดิบจากเซนเซอร์และเครื่องจักรให้เป็นข้อมูลที่มีความหมาย ช่วยโรงงานเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-Time และแสดงผลผ่าน Dashboard ที่เข้าใจง่าย ผลลัพธ์คือลดเวลาแก้ปัญหาจาก หลายๆ สัปดาห์เป็น 0 วัน ประหยัดพลังงานได้มากกว่า และช่วยพัฒนาศักยภาพพนักงานให้ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับโรงงานที่ต้องการก้าวสู่ Industry 4.0 อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ติดต่อทีมงานออพติมุส ตัวแทนจำหน่าย BeaRiOt วันนี้ เพื่อรับการประเมินฟรี
พร้อมให้คำปรึกษาแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับงบประมาณของโรงงานคุณ
+สนใจ+ ลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งาน BeaRiOt ฟรี!
ฟรี! เพียง 10 บริษัทแรกเท่านั้น
พร้อมของแถมสุดพิเศษ

ดีไซน์ Dashboard ฟรีมูลค่า 5,000.-

ปรึกษา ฟรีมูลค่า 5,000.-
Data is the New Oil ไม่ใช่แค่คำพูดเอาเท่ห์ แต่คือทิศทางที่โรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเดินไป โรงงานที่เริ่มเก็บ Data วันนี้ จะได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ยังรอวันที่ “พร้อม” อย่างไม่มีวันสิ้นสุด สนใจหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท
Tel : 02-2479898 ต่อ 87
Email : [email protected]
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์



