Skip to content

พลิกเกมธุรกิจยุคใหม่ เมื่อ IIoT เป็นกลไกขับเคลื่อนความยั่งยืน (ESG)

โลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Environmental, Social, and Governance (ESG) เป็นกลไกสำคัญเพื่อใช้สร้างมูลค่าและกำหนดทิศทางความสำเร็จในระยะยาวต่อองค์กร การให้ความสำคัญกับ ESG นั้นส่งผลดีกับผลตอบแทนทางธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจว่า ESG คืออะไร มีความสำคัญต่อบริษัทอย่างไร และที่สำคัญคือ BeaRiOt แพลตฟอร์ม IIoT แบบครบวงจรจะสามารถเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนพันธกิจด้าน ESG ของโรงงานคุณได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติสิ่งแวดล้อม (E) ผ่านความสามารถในการทำ Energy Monitoring และ Predictive Maintenance ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และลดการปล่อย carbon reduction ได้แบบ Real-time นี่คือการลงทุนที่ชาญฉลาดซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ และสร้างความยืดหยุ่นในโมเดลธุรกิจเพื่อความยั่งยืนที่แท้จริง

ESG คืออะไร? นิยามแห่งความยั่งยืนที่นักลงทุนมองหา

ESG คือหลักการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับสามมิติหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (E), สังคม (S), และธรรมาภิบาล (G) นอกเหนือจากการพิจารณาผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้เริ่มต้นขึ้นจากการรายงานในปี 2004 ชื่อ “Who Cares Wins” ภายใต้การริเริ่มของสหประชาชาติ (UN) และเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับ ESG ทั่วโลกมากกว่า 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

  1. E – Environmental (สิ่งแวดล้อม): มิติสิ่งแวดล้อมครอบคลุมการจัดการพลังงานที่บริษัทใช้และการจัดการของเสียที่ปล่อยออกมา รวมถึงการใช้ทรัพยากร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas emissions) และการจัดการน้ำและพลังงาน (water and energy management)
  2. S – Social (สังคม): มิตินี้พิจารณาถึงความสัมพันธ์และชื่อเสียงของบริษัทกับบุคลากรและชุมชนที่ดำเนินธุรกิจอยู่ รวมถึงประเด็นสำคัญ เช่น สุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน (Occupational Health and Safety) ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity, and Inclusion) และสิทธิมนุษยชน
  3. G – Governance (ธรรมาภิบาล): มิติธรรมาภิบาลคือระบบภายในของแนวทางปฏิบัติ การควบคุม และขั้นตอนที่บริษัทนำมาใช้ในการบริหารตนเอง การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงการจัดการความเสี่ยงด้าน cybersecurity และแนวทางปฏิบัติเรื่องความเป็นส่วนตัว (privacy practices) ตลอดจนโครงสร้างการบริหารจัดการและการตรวจสอบการทุจริต

ประโยชน์ 5 ด้านที่ทำให้ ESG สำคัญกับธุรกิจ

1. เพิ่มการเติบโตของรายได้ (Top-line growth)

ESG ที่ดีช่วยให้บริษัทเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ และขยายตลาดเดิมได้ง่ายขึ้น เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลเชื่อมั่นในองค์กรที่มีความยั่งยืน จะมีโอกาสได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติโครงการใหม่ ๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้ายังพร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อ “Go Green” งานวิจัยของ McKinsey ชี้ว่า ผู้บริโภคกว่า 70% ยินดีจ่ายเพิ่ม 5% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากมีประสิทธิภาพเท่ากับทางเลือกที่ไม่เป็นมิตร ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่แท้จริงในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เช่น Unilever ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ประหยัดน้ำ จนยอดขายเติบโตเร็วกว่าตลาด

2. ลดต้นทุนการดำเนินงาน (Cost reductions)

การจัดการ ESG อย่างมีประสิทธิภาพสามารถลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ น้ำ หรือค่าใช้จ่ายด้าน carbon ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรจากการดำเนินงานได้สูงถึง 60% การวัดประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร (เช่น พลังงาน น้ำ และของเสียเทียบกับรายได้) แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและผลการดำเนินงานทางการเงิน ตัวอย่างเช่น บริษัท 3M ได้ประหยัดเงินไปแล้วถึง 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ “pollution prevention pays” (3Ps) ในปี 1975

3. ลดการแทรกแซงทางกฎหมายและกฎระเบียบ (Reduced regulatory and legal interventions)

ข้อเสนอ ESG ที่แข็งแกร่งช่วยให้บริษัทมีอิสระในการกำหนดกลยุทธ์มากขึ้น และลดแรงกดดันจากกฎระเบียบ การมี ESG ที่ดีช่วยลดความเสี่ยงของการถูกดำเนินการทางกฎหมายและยังสามารถได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ด้วย ตามการวิเคราะห์ของทาง McKinsey โดยปกติแล้วประมาณหนึ่งในสามของผลกำไรของบริษัทมีความเสี่ยงจากการแทรกแซงของรัฐ การป้องกันความเสี่ยงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการรักษาผลกำไร

4. เพิ่มผลิตภาพของพนักงาน (Employee productivity uplift)

ESG ที่แข็งแกร่งสามารถดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีคุณภาพไว้กับองค์กรได้ รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานผ่านการปลูกฝังความรู้สึกถึง “จุดมุ่งหมาย” (sense of purpose) มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่ติดอันดับ “100 Best Companies to Work For” มีผลตอบแทนของหุ้นสูงกว่าคู่แข่ง 2.3% ถึง 3.8% ต่อปี เมื่อพนักงานรู้สึกว่าบริษัทสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact) พวกเขาจะมีความพึงพอใจในงานสูงขึ้น

5. เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและการใช้สินทรัพย์ (Investment and asset optimization)

ESG ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนโดยการจัดสรรเงินทุนไปยังโอกาสที่มีความยั่งยืนและมีอนาคตที่ดีกว่า เช่น พลังงานหมุนเวียนและการลดของเสีย และยังช่วยให้บริษัทหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่อาจกลายเป็น “สินทรัพย์ที่ถูกทิ้ง” (stranded assets) เนื่องจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในปัจจุบัน อาจกลายเป็นการตัดสินใจที่แพงที่สุดในอนาคต เมื่อกฎหมายและต้นทุนพลังงานเปลี่ยนแปลงไป

BeaRiOt: แพลตฟอร์ม IIoT ที่ขับเคลื่อน ESG ในโรงงาน

1. Energy Monitoring: ลดต้นทุนและ Carbon Footprint (มิติ E)

การใช้ BeaRiOt ในการทำ Energy Monitoring มีประโยชน์อย่างมากในการติดตามและจัดการการผลิตและการใช้พลังงานในอาคารและโรงงาน

  • ติดตามการผลิตพลังงานทางเลือก: สำหรับธุรกิจที่ลงทุนในโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) BeaRiOt จะช่วยตรวจสอบปริมาณพลังงานที่ผลิตได้อย่างแม่นยำและเป็นอัตโนมัติ ที่สำคัญคือ ระบบยังสามารถคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (carbon reduction) และประสิทธิภาพของระบบพลังงาน ข้อมูลนี้จะถูกแสดงผลในรูปแบบ Dashboard ที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับการทำ ESG ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์
  • ควบคุมการใช้พลังงานในอาคาร: BeaRiOt รวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานที่สำคัญ เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ หรือการใช้ก๊าซเชื้อเพลิง และคำนวณประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบต่าง ๆ เช่น ระบบทำความเย็น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

2. Process & Predictive Maintenance: ลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร (มิติ E และ G)

การดูแลรักษาเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเป็นงานที่ซับซ้อน แต่การระบุและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องท้าทาย BeaRiOt ตอบโจทย์ด้วยการทำ Process & Predictive Maintenance ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่เครื่องจักรจะหยุดทำงานอย่างไม่คาดคิด (Minimize Regulatory and Legal Interventions) และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร (Cost Reductions)

  • การตรวจสอบสุขภาพเครื่องจักรแบบ Real-time: ระบบใช้ เซนเซอร์ ติดตั้งที่เครื่องจักรเพื่อตรวจสอบสุขภาพอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยตรวจจับสัญญาณความผิดปกติ เช่น การสั่นสะเทือนที่ผิดปกติ (abnormal vibration) หรืออุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น
  • การแจ้งเตือนและการป้องกันปัญหา: เมื่อพบความผิดปกติ ระบบจะแจ้งเตือนผ่าน Email หรือ Line Application ทันที ทำให้ทีมงานสามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที การแก้ปัญหาก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเกินควบคุม ช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในสายการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจของการเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย
  • การทำนายการซ่อมบำรุง (Predictive Maintenance): BeaRiOt ใช้ AI และ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลสถานะและประวัติการทำงานของเครื่องจักรเพื่อทำนายเวลาที่เหมาะสมในการซ่อมบำรุง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาในอนาคตได้อย่างแม่นยำ

3. Raw Materials Telemetry: การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มิติ E)

การติดตามวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หรือการผลิตผงครีม BeaRiOt ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถติดตามและจัดการวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ตรวจสอบและแจ้งเตือนสต็อกอัตโนมัติ: ระบบจะตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบในสต็อกโดยอัตโนมัติ และจะแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบทันทีผ่าน Email หรือ Line Application เมื่อวัตถุดิบเหลือน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด การทำเช่นนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการผลิตจะไม่หยุดชะงักเนื่องจากขาดวัตถุดิบ การจัดการวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพนี้สอดคล้องกับการลดความเสี่ยงของการขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการสิ่งแวดล้อม (E) ที่ดี

การลงทุนใน BeaRiOt คือการลงทุนใน ESG

ESG ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าแค่ความรับผิดชอบทางสังคม แต่คือกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกับกระแสเงินสดและมูลค่าขององค์กรในระยะยาว ผ่านการสร้างการเติบโต ลดต้นทุน ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย เพิ่มผลิตภาพพนักงาน และปรับปรุงการลงทุน

BeaRiOt คือโซลูชัน IIoT ที่ถูกออกแบบมาโดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและประสิทธิภาพการใช้งานที่ง่าย ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับโรงงานทุกขนาด ทุกงบประมาณ ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ Factory 4.0 ด้วยการผสานรวม เซนเซอร์, Dashboard Real-time, AI, และ Machine Learning BeaRiOt มอบเครื่องมือที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนมิติสิ่งแวดล้อม (E) ของ ESG ผ่านการตรวจสอบพลังงานและการบำรุงรักษาเชิงทำนาย (Predictive Maintenance) การลงทุนใน BeaRiOt จึงไม่ใช่แค่การอัปเกรดเทคโนโลยี แต่คือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถเล่นเกมระยะยาวในโลกที่ความยั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็น

ติดต่อทีมงานออพติมุส ตัวแทนจำหน่าย BeaRiOt วันนี้ เพื่อรับการประเมินฟรี พร้อมให้คำปรึกษาแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับงบประมาณของโรงงานคุณ

+สนใจ+ ลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งาน BeaRiOt ฟรี!

ฟรี! เพียง 10 บริษัทแรกเท่านั้น

พร้อมของแถมสุดพิเศษ

ดีไซน์ Dashboard ฟรีมูลค่า 5,000.-

ปรึกษาฟรีมูลค่า 20,000.-

มาปฏิวัติโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนสุดคุ้มค่า

ต้องการให้ทีมงานออพติมุส (OPTIMUS) ตัวแทนจำหน่าย BeaRiOt เข้าไปเล่าเพิ่มเติมถึงไอเดีย และแนวทางในการปรับปรุงระบบโรงงานเป็น โรงงาน 4.0 ผ่านอุปกรณ์ IIoT ติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

SHARE TO:

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง