Skip to content

Patch Management คืออะไร และทำไมถึงสำคัญต่อความปลอดภัยองค์กร

ลองนึกภาพบ้านที่ประตูหน้าต่างมีรู มีช่องโหว่อยู่ โดยที่เราเองก็เลือกที่จะปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ซ่อมแซม เพราะคิดว่า “คงไม่มีใครเห็นหรอก” ซึ่งก็คงไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ในบางบริษัทที่มองว่า เป็นเรื่องไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่เล็ก เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ก็ยังไม่สะดวกทำตอนนี้ ซึ่งได้แก่ การทำ Patch Management 

ในยุคที่ภัยคุกคามทาง Cybersecurity ซับซ้อนและรุนแรงขึ้นทุกวัน การปล่อยให้ระบบมี vulnerability ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข คือการเปิดประตูต้อนรับ Hacker เข้ามาในองค์กรโดยตรง โดยที่ไม่ได้แม้แต่จะปิด หรือซ่อม นั่นเอง

Patch Management คืออะไร?

Patch Management คือกระบวนการในการระบุ ทดสอบ และติดตั้ง Patch หรือชุดอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ผู้ผลิตปล่อยออกมาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย หรือปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ

ในองค์กรที่มีอุปกรณ์นับร้อยนับพันชิ้นกระจายอยู่ทั่วเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น Server, Workstation, Laptop, Smartphone, Router หรือ Printer การจัดการ Patch ด้วยมือแบบ Manual นั้นแทบเป็นไปไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ และนั่นเป็นเหตุผลที่องค์กรส่วนใหญ่ต้องการเครื่องมือที่ช่วยทำให้กระบวนการนี้เป็นแบบ Automated

ทำไม Patch Management ถึงสำคัญ?

ตัวเลขจาก Verizon Data Breach Investigations Report ชี้ให้เห็นว่า Security Breach ส่วนใหญ่เกิดจากการโจมตี vulnerability ที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว และที่น่าเจ็บใจมากกว่านั้น ก็คือมี Patch พร้อมใช้งานแล้วด้วยแต่แค่ยังไม่ได้ติดตั้ง นั่นหมายความว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้น แต่เราไม่ได้ทำนั่นเอง

1. ปิดช่องโหว่ก่อนที่ Hacker จะใช้ประโยชน์ได้

ทุกครั้งที่มีการค้นพบ vulnerability ใหม่ใน Software หรือระบบปฏิบัติการ Hacker จะเริ่มพัฒนา Exploit เพื่อโจมตีระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขทันที ช่วงเวลาระหว่างที่ vulnerability ถูกค้นพบและถูก Patch เรียกว่า “Window of Exposure” และยิ่งหน้าต่างนี้เปิดนานเท่าไร ความเสี่ยงก็สูงขึ้นเท่านั้น

2. ครอบคลุมมากกว่าแค่ระบบปฏิบัติการ

หลายองค์กรเข้าใจผิดว่า Patch Management คือการอัปเดต Windows เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ช่องโหว่สำคัญๆ มักพบใน Third-party Application เช่น Web Browser, Adobe Reader, Java Runtime หรือซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องของพนักงาน Patch Management ที่ดีต้องครอบคลุมทุก Layer ของซอฟต์แวร์ในองค์กร

3. ลดความเสี่ยงจาก Ransomware และ Malware

การโจมตีแบบ Ransomware ที่โด่งดังอย่าง WannaCry หรือ NotPetya ต่างอาศัย vulnerability ที่มี Patch พร้อมแจกจ่ายก่อนหน้านั้นหลายเดือน องค์กรที่มีระบบ Patch Management ที่แข็งแกร่งสามารถหยุดการโจมตีเหล่านี้ได้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

4. รองรับข้อกำหนดด้าน Compliance

มาตรฐานด้าน Compliance หลายรายการอย่าง PCI DSS, HIPAA หรือ SOX กำหนดให้องค์กรต้องมีกระบวนการจัดการ Patch ที่ชัดเจนและสามารถ Audit ได้ การขาด Patch Management ที่ดีอาจนำไปสู่การไม่ผ่านการตรวจสอบและมีบทลงโทษทางกฎหมายตามมาได้

เลือก Patch Management Solution อย่างไรให้ตอบโจทย์?

เมื่อองค์กรตัดสินใจลงทุนกับ Patch Management Solution สักยี่ห้อหนึ่ง ควรพิจารณาคุณสมบัติเหล่านี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ

  • รองรับหลาย Platform และ OS:  ระบบที่ดีต้องสามารถจัดการได้ทั้ง Windows, macOS และ Linux รวมถึง Third-party Application ยอดนิยมที่ใช้งานในองค์กร เช่น Mozilla Firefox, Google Chrome, Java Runtime หรือ Adobe Flash

  • ครอบคลุม Network Device และ Mobile: ในยุค IoT อุปกรณ์ในเครือข่ายไม่ได้มีแค่คอมพิวเตอร์อีกต่อไป ระบบที่ดีควรสามารถ Scan และประเมินความเสี่ยงของ Router, Switch, Printer รวมถึง Smartphone และ Tablet ที่รัน Android หรือ iOS ได้ด้วย

  • Vulnerability Database ที่อัปเดตอยู่เสมอ: ควรมีฐานข้อมูลที่อ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น OVAL, CVE และ SANS Top 20 และอัปเดตอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุม vulnerability ที่เพิ่งถูกค้นพบ

  • Automated Scanning และ Deployment:  ระบบควรสามารถ Scan เครือข่ายได้โดยอัตโนมัติตาม Schedule ที่กำหนด ดาวน์โหลด Patch ที่ขาดหายไปได้เอง และ Deploy ไปยังอุปกรณ์เป้าหมายโดยไม่ต้องให้ผู้ดูแลระบบเข้าไปทำทีละเครื่อง

  • Rollback ได้เมื่อเกิดปัญหา: บางครั้ง Patch อาจทำให้เกิดปัญหากับ Application อื่น ระบบที่ดีควรมีความสามารถในการ Rollback Patch กลับไปยังสถานะเดิมได้อย่างรวดเร็ว

  • Reporting และ Dashboard ที่ครอบคลุม: ผู้บริหารและทีม Security ต้องการมองเห็นภาพรวมของสถานะความปลอดภัยทั้งองค์กร ระบบควรมี Dashboard แบบ Interactive และออก Report ในรูปแบบ PDF, HTML, XLS หรือ CSV ได้ รวมถึงสามารถส่งรายงานทาง Email ตาม Schedule ได้

  • รองรับ Virtualization Environment: หากองค์กรใช้งาน VMware, Hyper-V หรือ Citrix ระบบ Patch Management ควรสามารถทำงานและ Scan ได้ในสภาพแวดล้อม Virtual เหล่านี้ด้วย

  • Integrate กับ Security Stack ที่มีอยู่: ไม่มีองค์กรไหนที่ใช้เครื่องมือด้านความปลอดภัยแค่ชิ้นเดียว ระบบ Patch Management ควร Integrate กับ Antivirus, Firewall, Anti-spyware หรือ DLP Solution ที่ใช้งานอยู่ได้อย่างราบรื่น

จัดการทุกช่องโหว่ด้วย GFI LanGuard

ถ้าคุณกำลังมองหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ GFI LanGuard คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ออกแบบมาเพื่อการทำ Patch Management, Vulnerability Scanning และ Network Auditing ในเครื่องมือเดียว

GFI LanGuard สามารถระบุ vulnerability ได้มากกว่า 60,000 รายการ รองรับทั้ง Windows, Mac OS X และ Linux รวมถึง Patch Management สำหรับ Third-party Application และ Web Browser อย่างครบถ้วน ทั้งยังสามารถ Scan อุปกรณ์ในเครือข่ายได้ครอบคลุมตั้งแต่ Workstation ไปจนถึง Router, Switch, Printer และ Mobile Device

ระบบ Reporting แบบ Web-based รองรับ Compliance หลายมาตรฐานในคราวเดียวกัน ทั้ง PCI DSS, HIPAA และ SOX พร้อม Dashboard แบบ Interactive ที่ให้ทีม IT มองเห็นสถานะของเครือข่ายได้ทันที ไม่ว่าจะ Deploy แบบ Agent-based หรือ Agent-less ก็ยืดหยุ่นได้ตามโครงสร้างองค์กร

Patch Management ไม่ใช่ตัวเลือก แต่คือพื้นฐานของ Cybersecurity ที่ทุกองค์กรต้องมี ยิ่งรอนานเท่าไร Window of Exposure ก็กว้างขึ้นเท่านั้น สนใจทดลองใช้ GFI LanGuard หรือขอรับคำปรึกษาด้าน Network Security ติดต่อทีมงานออพติมุส (OPTIMUS) ของเราได้ที่แผนก Marketing 

 Tel : 02-2479898 ต่อ 87 Email : [email protected]

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เขียนโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

SHARE TO:

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง