อย่ารอให้พร้อมค่อยทำ ถ้าไม่อยากพลาดทั้งชีวิตในวัยกลางคน
วัยกลางคน ว่ากันว่าเริ่มต้นตอนอายุ 35 หรือบางคนอาจจะนิยามคำนี้ตอนอายุ 40 ปี ซึ่งมันก็แค่ตัวเลข ส่วนตัวผมมองว่าไม่มีนัยยะถ้าอยู่ในช่วง 35 ปี ขึ้นไปผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องพบเจอสภาวะนี้อย่างแน่นอน สำหรับคนที่อายุยังไม่เฉียดเลขสาม บอกตรงๆ นะว่าก่อนหน้านั้น เรื่องนี้มันก็ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย จนถึงวันนี้วันที่มีใครเริ่มเรียกเราว่าลุง ไอ้วิกฤติที่ว่าเนี่ย มันก็จะชัดขึ้นมามากๆ ไม่ใช่ความรู้สึกนึกคิดไปเองแน่ๆ เพราะมันเริ่มจะกัดกินครึ่งชีวิตที่เหลือของผมไปอย่างทรมาน
ความจริงที่จับต้องได้และน่าหดหู่ที่สุดคือ ชีวิตช่วงนี้ของเราจะสูญเสียคนใกล้ตัว ญาติผู้ใหญ่ แบบปีต่อปี ไม่ว่าจะด้วยโรคภัยหรือแม้แต่การจากไปแบบไม่คาดคิด ล้วนแล้วแต่เป็นการสูญเสียแบบไม่มีวันหวนกลับ นั้นหมายความว่า ถ้าเรามีแผนกับใครสักคน สัญญาอะไรไว้หรือติดค้างอะไรกัน แล้วมีข่าวร้ายคำนองขาวดำกับคนๆนั้น ทุกอย่างคือจบ ไม่มีสิทธิแก้ตัว ไม่มีสิทธิไถ่โทษ และจะไม่…ตลอดไป
ขอแชร์เรื่องที่ติดในใจนิดนึงครับ ขออนุญาตเรียกบุคคลคนนี้ว่า “เพื่อนรัก” นะครับ เพื่อนรักของผมเนี่ย มันจะมีนิสัยที่ใส่ใจผมตั้งแต่สมัยเรียนละ กินอะไร คบกับใคร ไปเรียนยังไง มันก็เป็นห่วงผมเรื่อยมา มีช่วงทุกข์ช่วงสุขก็แบ่งปัง รับฟังปัญหาของกันและกัน เอาซะว่าถ้าคุณผู้อ่านมีเพื่อน ที่สามารถเรียกได้ว่าเพื่อนรัก ผมกำลังพูดถึงเพื่อนทำนองนั้นอยู่เนอะ ทีนี้ด้วยความที่ว่าผมก็มีอาชีพเป็นพนักงานเงินเดือนทั่วๆไป ที่ต้องก่อร่างสร้างตัว และพึ่งได้สร้างหนี้ก้อนใหญ่ นั้นก็คือบ้านหลังแรกของตัวเอง ไอ้เพื่อนรักผม มันก็พอจะได้ข่าวคราวจากความที่มันใส่ใจผมอยู่แล้ว จึงคอยถามผมตลอดว่าเมื่อไหร่บ้านจะสร้างเสร็จ เมื่อไหร่จะเข้าไปอยู่ อยากไปปาร์ตี้ที่บ้านผมบ้าง(ปกติจะไปบ้านมันครับ) ผมรู้แหละเพื่อนผมมันอยากจะแสดงความยินดีด้วย แต่มันติดที่ซิงค์ล้างจานยังไม่เสร็จ(แต่ส่วนครัวเสร็จแล้วนะ) ผมเลยไม่ได้เปิดบ้านรับเพื่อนมาสักที เพราะส่วนตัวรู้สึกยังไม่พร้อม
ถึงวันที่ไม่มีใครอยากให้เกิด คืนนึงช่วงเทศกาลใหญ่ประจำปี เพื่อนผมก็ปาร์ตี้ปกติ ตามภาษาสายดื่ม บังเอิญน้องชายผมเป็นเพื่อนกับน้องสาวแฟนของเพื่อนผมอีกที เลยไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนผม แล้วเพื่อนผมมันก็ถ่ายรูปน้องผมมาแซวว่าไอ้นี้มันเป็นใครวะ สักช่วงก่อนเที่ยงคืน คืนนั้นผมนอนไวเลยไม่ทันได้เห็นข้อความ เจออีกทีคือตอนสายๆของอีกวัน ตื่นมาก็เช็คข้อความแล้วก็ตอบมันไปปกติว่า “น้องกูเอง มันสร้างเรื่องอะไรหรือเปล่าวะ” สิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดนั้นก็คือ นี้จะเป็นข้อความที่ผม จะไม่มีวันได้เห็นเพื่อนรักของผมตอบกลับมาอีกเลยตลอดไป
คืนนั้นหลังเพื่อนผมถ่ายรูปน้องชายมาแซว ไม่กี่ชัวโมงต่อมามันประสบอุบัติเหตุ และจากเราไป บ้านผมที่มันอยากมาแสดงความยินดี อยากมาดูเพื่อนจนๆอย่างผมได้มีบ้านเป็นของตัวเองสักที มันก็สายไปแล้วกับการที่ผมพยายามทำทุกอย่างให้มันพร้อม พยามให้มันดีที่สุด ตอนนี้ดีแค่ไหนก็คงไม่พอ
สิ่งที่อยากจะแนะนำน้องๆ หรือเพื่อนๆ ก็คือในวัยที่เราเข้าใกล้ช่วงกลางคน เรามีโอกาสสูงมากที่จะสูญเสียคนใกล้ตัวที่เรารักและผูกพัน อยากให้มองความเสี่ยงนี้เป็นเครื่องเตือนใจ เวลาเราคิดอยากจะทำอะไร บางครั้งไม่ต้องรอให้พร้อมหรือดีไปหมดทุกอย่าง การได้ทำอะไรที่ไม่พร้อมกับคนที่เรารัก ดีกว่าที่จะต้องมีเรื่องติดค้างภายในใจ กับคำถามที่คิดขึ้นมาในหัวเมื่อไหร่ ก็จะถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไมเราถึงไม่ทำสิ่งนั้น ในวันที่ยังมีเค้าอยู่อยากบอกรัก อยากดูแลอย่าไปรอ ใครยังมีพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ มิตรรักเพื่อนฝูงอยู่ เค้าไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าและเราก็เช่นกัน
นี้เป็นเพียงอาการทางอารมณ์ที่มีผลกระทบต่อจิตใจเพียงหนึ่งอย่างที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับคนในวัยนี้ที่หยิบมาเล่าให้ฟังก่อน จริงๆผมเผชิญกับวิกฤตวัยกลางคนนี้ และมีอีกหลายปัญหา ที่ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยตระหนักถึงมัน จนมันเริ่มเกิดขึ้นกับตัวเอง ไว้จะเขียนมาแชร์ประสบการณ์กับทุกท่านใหม่นะครับ หวังว่าบทความจะเป็นประโยชน์ก็น้อย อย่างไรก็ รักษาสุขภาพกันให้ดีด้วยนะครับ ขอบคุณที่อ่านบทความ สวัสดีครับ


