เรื่องที่ถูกมองข้ามเมื่อเริ่มอัปเกรด WiFi 7

ลองนึกภาพตามนะครับ ทีมไอทีเราเพิ่งได้รับอนุมัติงบปรับปรุงระบบไวร์เลสให้เป็น WiFi 7 เพื่อติดตั้งทั่วออฟฟิศ ทุกคนคาดหวังว่าจะได้เน็ตแรงๆ แต่พอจัดซื้อ จัดจ้าง ติดตั้งเสร็จ เปิดใช้งานจริง สัญญาณกลับไม่ต่างจากเดิมเท่าไร บางจุดถึงขั้นแย่ลงไปกว่าเดิมด้วยซ้ำ 

Continue reading

Industrial Switch อีกหนึ่งกลไกสำคัญเพื่อการพัฒนาสู่โรงงาน 4.0

ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Factory 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาหลอมรวมกับกระบวนการผลิตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ผ่าน Industrial Internet of Things (IIoT) เพื่อสร้างโรงงานอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสูง

ประเทศไทย การก้าวสู่โรงงาน 4.0

สำหรับประเทศไทย การก้าวสู่โรงงาน 4.0 มิใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก และการเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ได้แก่ การรุกเข้ามาของทุนต่างชาติขนาดใหญ่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อประหยัดต้นทุนต่อชิ้นในราคาที่ถูกแสนถูก การขาดแคลนแรงงาน และความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความแม่นยำสูง การปรับเปลี่ยนสู่โรงงาน 4.0 จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่โรงงาน 4.0 จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง ซึ่งนี่คือจุดที่ Industrial Switch กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ในอดีต เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมเปรียบเหมือนชิ้นส่วนแต่ละชิ้นแยกส่วนออกจากกัน ทำงานตามคำสั่งที่ได้รับการตั้งโปรแกรมไว้เท่านั้น แต่ปัจจุบัน เครื่องจักรเหล่านี้ได้พัฒนากลายเป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างไร้ขีดจำกัด ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ต่างๆ จะถูกส่งผ่านเครือข่ายเพื่อประมวลผลแบบ Real-time บน Dashboard ที่ช่วยให้ผู้จัดการโรงงานและทีมวิศวกรสามารถติดตามประสิทธิภาพการผลิต วิเคราะห์แนวโน้ม และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว นอกจากนี้ ระบบ Predictive Maintenance ยังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของเครื่องจักรเพื่อคาดการณ์ความผิดปกติและวางแผนการบำรุงรักษาล่วงหน้า ช่วยลดการหยุดชะงักของการผลิตและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ด้วยเหตุนี้ tactio จึงได้พัฒนา Industrial Switch เพื่อรองรับการไหลเวียนของข้อมูลจำนวนมหาศาลและความต้องการอันซับซ้อนของระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่นั่นเอง

สภาพแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรมนับเป็นความท้าทายสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

อุปกรณ์เน็ตเวิร์ค ด้วยอุณหภูมิที่แปรปรวนตั้งแต่ความร้อนสุดๆไปจนถึงความเย็นจัดๆ ฝุ่นละอองที่แทรกซึมได้ทุกอณู แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรขนาดใหญ่ และความชื้นในอากาศ tactio จึงได้ออกแบบ Industrial Switch ด้วยมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสูงสุด ผ่านการทดสอบในสภาวะที่เกินขีดการใช้งานปกติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพแม้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร

ในยุคของ Industrial IoT การส่งผ่านข้อมูลจำเป็นต้องมีความรวดเร็วและแม่นยำในระดับมิลลิวินาที tactio Industrial Switch จึงได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยี Low-latency พร้อมระบบ Redundancy ที่ช่วยให้เครือข่ายสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดเหตุขัดข้อง นอกจากนี้ ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงด้วย VLAN, Port Authentication และ Advanced Encryption ที่ปกป้องข้อมูลสำคัญจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการที่หลากหลายของภาคอุตสาหกรรม tactio จึงได้พัฒนา Industrial Switch ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ High-density Switch สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับการเชื่อมต่อจำนวนมาก ไปจนถึง Compact Switch ที่เหมาะกับพื้นที่จำกัด และ PoE Switch ที่ช่วยลดความซับซ้อนในการติดตั้งด้วยความสามารถในการจ่ายไฟผ่านสาย Ethernet

การเลือก Industrial Switch ไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนในอุปกรณ์เครือข่าย แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาสู่ Industry 4.0 อย่างมั่นคง tactio ไม่เพียงแค่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ออพติมุส (optimus) ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย tactio ในประเทศไทยยังมอบบริการที่ครบวงจร ทั้งการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การรับประกันผลิตภัณฑ์ การผนวกการใช้งานร่วมกับ IIoT อื่นๆ เพื่อสนับสนุนให้โรงงานของพี่ๆสามารถก้าวสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะได้อย่างมั่นใจ สนใจหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ในประเทศไทย 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

PoE ความท้าทายใหม่ในโลกอนาคต

ในยุคที่อุปกรณ์ไอทีกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน การจัดการพลังงานและการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างลงตัวก็คือ Power over Ethernet หรือ PoE นั่นเอง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเทคโนโลยี PoE ก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ยิ่งมีการพัฒนาไปสู่อนาคตที่น่าสนใจขึ้นไปกว่าเดิม วันนี้เราจะเดินทาง พร้อมคาดเดาถึงอนาคต ว่าเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนแปลงการทำงานในระบบเน็ตเวิร์คของเราอย่างไรบ้าง

PoE เมื่อสายแลนไม่ได้แค่รับส่งข้อมูล

ย้อนกลับไปในปี 2003 เมื่อมาตรฐาน IEEE 802.3af ถือกำเนิดขึ้น นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุค PoE อย่างเป็นทางการ แนวคิดหลักคือการใช้สายแลนเดียวกันในการส่งทั้งข้อมูลและพลังงานไฟฟ้า ซึ่งในตอนนั้นสามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 15.4 วัตต์ เพียงพอสำหรับอุปกรณ์เครือข่ายขนาดเล็กอย่าง Access Point 11b หรือกล้อง IP Camera จนถึงปัจจุบัน เทคโนโลยี PoE ก็ก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อยๆ บนมาตรฐานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น PoE+ หรือ PoE++ ก็ตาม

PoE กับความท้าทายของยุค WiFi ความเร็วสูง

เมื่อพูดถึงอนาคตของ PoE เราไม่อาจมองข้ามการพัฒนาของเทคโนโลยี WiFi ที่กำลังก้าวไปสู่ยุค WiFi 6E และ WiFi 7 ซึ่งมาพร้อมกับความเร็วและประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างมาก แต่นั่นก็หมายถึงความต้องการพลังงานที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

WiFi 6E ที่ใช้คลื่นความถี่ 6 GHz สามารถรองรับอุปกรณ์ได้มากขึ้น และมี Latency ที่ต่ำกว่า WiFi รุ่นก่อนหน้า ในขณะที่ WiFi 7 จะมีความเร็วสูงถึง 30 Gbps ซึ่งเร็วกว่า WiFi 6 ถึง 3 เท่า! แต่การจะทำให้ Access Point เหล่านี้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องใช้พลังงานที่สูงขึ้นตามไปด้วย

นี่คือโอกาสสำคัญของเทคโนโลยี PoE ในการพัฒนาต่อยอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมาตรฐาน PoE++ ที่เป็น 802.3bt Type 4 สามารถจ่ายไฟได้สูงถึง 99 วัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับ Access Point รุ่นใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น และในอนาคต เราอาจเห็นการพัฒนามาตรฐาน PoE รุ่นใหม่ที่สามารถจ่ายไฟได้มากกว่า 99 วัตต์ เพื่อรองรับอุปกรณ์ที่ต้องการพลังงานสูงยิ่งขึ้นไปอีก

สายแลนยุคใหม่ รากฐานสำคัญของ PoE ในอนาคต

การพัฒนาของ PoE ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มกำลังไฟเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาสายแลนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย สาย CAT6A ถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ด้วยความสามารถในการรองรับความเร็วสูงถึง 10 Gbps ที่ระยะทางไกลถึง 100 เมตร และมีคุณสมบัติในการลดสัญญาณรบกวน (Crosstalk) ที่ดีกว่าสาย CAT6 ธรรมดา

แต่อนาคตของสายแลนไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เรากำลังเห็นการพัฒนาของสาย CAT8 ที่สามารถรองรับความเร็วสูงถึง 40 Gbps หรือแม้กระทั่ง 100 Gbps ในระยะใช้งานสั้นๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการใช้งาน PoE ในอนาคตที่ต้องการทั้งความเร็วและพลังงานสูง

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสายแลนที่มีประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้าที่ดีขึ้น ลดการสูญเสียพลังงานระหว่างทาง ซึ่งจะช่วยให้การส่งไฟผ่าน PoE มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องเดินสายในระยะทางไกล

อนาคตของ PoE ที่ทำได้มากกว่าแค่การส่งไฟ

เมื่อมองไปข้างหน้า เราจะเห็นว่า PoE กำลังก้าวไปสู่การเป็นมากกว่าแค่เทคโนโลยีส่งไฟผ่านสายแลน แต่กำลังกลายเป็น Ecosystem ที่ครอบคลุมการจัดการพลังงานและข้อมูลในอาคารอัจฉริยะ

ศูนย์กลางระบบ IoT: PoE จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบ Internet of Things (IoT) ในอาคารอัจฉริยะ ไม่เพียงแค่จ่ายไฟให้กับ sensor และอุปกรณ์ต่างๆ แต่ยังเป็นช่องทางในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้การจัดการอาคารมีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การควบคุมอุณหภูมิ การจัดการพื้นที่ ไปจนถึงการรักษาความปลอดภัย

ระบบแสงสว่างอัจฉริยะ: จากการจ่ายไฟให้หลอด LED ธรรมดา PoE จะพัฒนาไปสู่การควบคุมแสงสว่างแบบไดนามิก ปรับความสว่างและสีของแสงตามเวลาและกิจกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ระบบไฟ LED ที่ใช้ PoE ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและแสงธรรมชาติได้อีกด้วย

การจัดการพลังงานแบบองค์รวม: PoE จะไม่ใช่แค่การส่งไฟ แต่จะกลายเป็นระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะที่ครอบคลุมทั้งอาคาร สามารถติดตามการใช้พลังงานของอุปกรณ์แต่ละชิ้น วิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน และปรับการจ่ายไฟให้เหมาะสมที่สุด รวมถึงการทำงานร่วมกับระบบพลังงานทดแทนในอาคาร เช่น แผงโซลาร์เซลล์

รองรับ WiFi ยุคใหม่: ด้วยการมาถึงของ WiFi 6E, WiFi 7 หรือ WiFi รุ่นใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ต้องการพลังงานสูงขึ้น PoE จะต้องพัฒนาให้สามารถจ่ายไฟได้มากขึ้น อาจมีการพัฒนามาตรฐาน PoE รุ่นใหม่ที่สามารถจ่ายไฟได้มากกว่า 99 วัตต์ เพื่อรองรับ Access Point รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง

การชาร์จอุปกรณ์ไร้สาย: ในอนาคต เราอาจเห็นการพัฒนา PoE ให้สามารถชาร์จอุปกรณ์ไร้สายได้โดยตรง เช่น สมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป โดยไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการสายไฟและปลั๊กไฟในอาคาร

การบูรณาการร่วมกับเครือข่าย 5G และ 6G: PoE จะไม่ได้แข่งขันกับเทคโนโลยีไร้สาย แต่จะทำงานร่วมกันอย่างลงตัว โดย PoE จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการติดตั้ง Small Cell ของ 5G และ 6G ในอาคาร ช่วยให้การเชื่อมต่อไร้สายมีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบจัดการอาคารอัจฉริยะ: PoE จะเป็นรากฐานสำคัญของระบบจัดการอาคารอัจฉริยะ (Building Management System) แบบครบวงจร โดยเชื่อมโยงระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระบบปรับอากาศ แสงสว่าง การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดการพื้นที่ทำงาน ทำให้การบริหารจัดการอาคารมีประสิทธิภาพสูงสุด

การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม: PoE จะขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ที่ต้องการเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT จำนวนมาก PoE จะช่วยลดความซับซ้อนในการเดินสายไฟและเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

การใช้งานในระบบขนส่งอัจฉริยะ: PoE จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะ เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดและเซ็นเซอร์ตามเส้นทางรถไฟฟ้าหรือทางด่วน ช่วยในการตรวจสอบสภาพการจราจรและรักษาความปลอดภัย

การพัฒนาซอฟต์แวร์จัดการ PoE: นอกจากการพัฒนาฮาร์ดแวร์แล้ว จะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดการและควบคุมระบบ PoE อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning ในการวิเคราะห์และปรับการทำงานของระบบให้เหมาะสมที่สุด

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการส่งพลังงาน: แม้ว่า PoE จะสามารถส่งไฟได้ไกลถึง 100 เมตร แต่ยิ่งระยะทางไกล การสูญเสียพลังงานก็ยิ่งมาก การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานระหว่างทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ อาจมีการคิดค้นวัสดุนำไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง หรือเทคนิคการส่งไฟแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  2. การจัดการความร้อน: เมื่อส่งพลังงานมากขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นก็มากขึ้นตามไปด้วย การพัฒนาระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสำหรับอุปกรณ์ PoE จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง

  3. การสร้างมาตรฐานที่เป็นสากล: การผลักดันให้เกิดมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น จะช่วยให้การพัฒนาและการใช้งาน PoE เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

PoE ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่จะมาแล้วก็ผ่านไป แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของโครงสร้างดิจิทัลในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญ เพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด

tactio เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในด้าน IIoT Switch และ Industrial Switch ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานเน็ตเวิร์คในโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ทาง tactio ยังเป็นผู้จัดจำหน่าย PoE (Power over Ethernet) ที่เป็นที่ยอมรับในตลาดมามากกว่า 10 ปี ด้วยคุณสมบัติ PoE ที่ทน เคลมเรตต่ำ สามารถใช้งานร่วมกับ AP หรือ กล้อง CCTV บน Standard PoE,PoE+ และ PoE++ ของทุกยี่ห้อได้เป็นอย่างดี สนใจหรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ติดต่อ ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้ที่ทีมงานการตลาด

ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่าย tactio ในประเทศไทย ขอเสนอโซลูชั่น PoE จาก tactio ที่มีสินค้าให้เลือกใช้งานมากมาย ทั้ง injector, splitter และ extender รวมไปถึงสินค้าบนกำลังไฟและความเร็วที่แตกต่างกันไป สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ในประเทศไทย 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

PoE+/PoE++ อำนวยความสะดวกทุกการติดตั้ง ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับทุกออฟฟิศ

อำนวยความสะดวกทุกการติดตั้ง-ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับทุกออฟฟิศ

ปัจจุบันการทำงานแบบไฮบริดเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในทุกออฟฟิศ การมีระบบเน็ตเวิร์คที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นเป็นเบื้องหลังสำคัญของความสำเร็จทางธุรกิจ เทคโนโลยี Power over Ethernet (PoE) ก้าวเข้ามีส่วนช่วยให้การติดตั้ง เคลื่อนย้ายอุปกรณ์เน็ตเวิร์ค AP กล้อง IP อุปกรณ์ IoT หรือ IIoT ต่างๆ ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบที่บางทีเราก็นึกไม่ถึงมาก่อน

พลังขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี PoE

Power over Ethernet คือโซลูชั่นของระบบเน็ตเวิร์คที่สามารถส่งผ่านไฟฟ้าและข้อมูลผ่านสายแลนเส้นเดียวกัน (CAT5E,CAT6,CAT7) ในอดีตที่ผ่านมา การใช้งานอุปกรณ์เน็ตเวิร์คปลายทางต้องอาศัยสายไฟและสายสัญญาณข้อมูลแยกจากกัน ซึ่งทำให้เกิดความซับซ้อนในโครงสร้างพื้นฐานและสร้างภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินควร PoE ได้เข้ามาเพื่อลดความยุ่งยากซับซ้อนในการติดตั้ง และประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล

การใช้งาน PoE+/PoE++

โดยการใช้งาน PoE+/PoE++ ทำให้ลดความจำเป็นในการติดตั้งสายไฟแยกต่างหากสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์ IP, กล้องวงจรปิด หรือ Access Point (AP) ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลทั้งด้านอุปกรณ์ แรงงาน และการบำรุงรักษา

ลองจินตนาการว่า แทนที่จะต้องเดินสายไฟแยกต่างหากไปยังกล้องวงจรปิดแต่ละตัว จุดติดตั้ง IP Phone ที่แต่ละโต๊ะทำงาน เราสามารถใช้สายแลนที่ใช้ส่งสัญญาณอยู่แล้ว ต่อ PoE เพื่อส่งไฟเพิ่มเข้าไป  ทีมไอทีก็เพียงแค่เสียบสายแลนเข้ากับกล้อง หรือ IP Phone อุปกรณ์ต่างๆ ก็พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเดินสายไฟเพิ่มเติม

นอกจากนี้ PoE ยังมีทั้งในรูปแบบของสวิตช์ที่มีจำนวนพอร์ตหรือความสามารถที่หลากหลาย รวมไปถึงแบบที่เป็น Injector ที่สามารถเลือกวางตำแหน่งได้ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานที่กระจายได้อย่างทั่วถึง ลดจำนวนอุปกรณ์สวิตช์ที่บางจุดไม่จำเป็นลง ซึ่งไม่เพียงแต่ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังช่วยลดการบริโภคพลังงานได้อีกด้วย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

มาตรฐาน PoE ในปัจจุบัน มีด้วยกัน 3 ประเภท ดังนี้

  • PoE (IEEE 802.3af): จ่ายไฟสูงสุด 15.4 วัตต์ เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่มีความต้องการพลังงานต่ำ เช่น กล้องวงจรปิดรุ่นเก่า โทรศัพท์ IP รุ่นเก่า

  • PoE+ (IEEE 802.3at): จ่ายไฟสูงสุด 30 วัตต์ เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่มีความต้องการพลังงานปานกลาง เช่น กล้องวงจรปิดความละเอียดสูง โทรศัพท์ IP รุ่นใหม่ Access Point

  • PoE++ (IEEE 802.3bt): จ่ายไฟสูงสุด 60 วัตต์ หรือ 90 วัตต์ (4 Pair PoE) เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่มีความต้องการพลังงานสูง เช่น กล้องวงจรปิด 4K Access Point , IIoT

ESG สู่ประสิทธิภาพพลังงาน

ในยุคสมัยที่ ESG เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ เทคโนโลยี PoE ตอบโจทย์แนวปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการกระจายพลังงานที่ตรงกลาง PoE ลดการสูญเสียพลังงานในกระบวนการรับส่งข้อมูล อีกทั้งอุปกรณ์ที่รองรับ PoE ยังสามารถจัดการและกำหนดเวลาการทำงานให้เหมาะสมกับความจำเป็น ช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

สถานที่ทำงานที่มีแสงสว่างเพียงพอ ระบบเน็ตเวิร์คที่เชื่อมต่อใช้งานได้ทุกที่ รวมไปถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดถือเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างผลิตภาพและความพึงพอใจของพนักงาน PoE อำนวยความสะดวกในการติดตั้งระบบแสงสว่างอัจฉริยะ, เซนเซอร์ตรวจจับการเข้าออก การติดตั้งระบบ Wi-Fi ที่ครอบคลุม และระบบรักษาความปลอดภัย ระบบเหล่านี้สามารถรวมศูนย์และควบคุมผ่านศูนย์กลางที่เดียว นำไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยโซลูชั่น PoE แบบครบวงจรจาก tactio

ผลิตภัณฑ์ tactio PoE ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของออฟฟิศและคลังสินค้าต่างๆ ด้วยทางเลือกอุปกรณ์ PoE ที่ครอบคลุมทั้ง PoE, PoE+ และ PoE++  (รองรับระดับกำลังไฟที่แตกต่างกัน) และความเร็วในการใช้งานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงทางเลือกที่เป็นสวิตซ์ชิ่งฮับที่มีให้เลือกหลากหลายความต้องการและ Injector ที่ใช้เพื่อต่อเพิ่มจากสวิตซ์เดิมโดยไม่ต้องลงทุนสวิตซ์ชิ่งฮับตัวใหม่ ซึ่ง tactio injector รับประกันการใช้งานร่วมกับ Switching Hub ทุกยี่ห้อ รองรับสภาพแวดล้อมเครือข่ายที่แตกต่างหลากหลายตามแต่ละพื้นที่การใช้งาน

ไม่ว่าออฟฟิศของคุณจะมีความต้องการในการสนับสนุนการใช้งานบนอุปกรณ์ที่กินไฟสูงหรือเชื่อมต่อที่ต้องการสปีดที่รวดเร็ว

....................tactio มีคำตอบด้วยโซลูชัน PoE

tactio ออกแบบมาเพื่อการบูรณาการอย่างกลมกลืนและไม่ซับซ้อนกับโครงสร้างเน็ตเวิร์คพื้นฐานเดิมที่ใช้อยู่ พร้อมด้วย tactio คุณไม่เพียงแค่ลงทุนในเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คุณกำลังสร้างการลงทุนในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และสร้าง ESG ที่ยั่งยืน

ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่าย tactio ในประเทศไทย ขอเสนอโซลูชั่น PoE จาก tactio ที่มีสินค้าให้เลือกใช้งานมากมาย ทั้ง injector, splitter และ extender รวมไปถึงสินค้าบนกำลังไฟและความเร็วที่แตกต่างกันไป สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ในประเทศไทย 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ปฏิวัติการใช้งาน PoE ในออฟฟิศยุคใหม่ด้วยโซลูชั่นจาก tactio

เทคโนโลยีจ่ายไฟผ่านสายแลนหรือ PoE (Power over Ethernet) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในผู้เปลี่ยนเกมของคนทำเน็ตเวิร์ค เพราะช่วยในเรื่องของการติดตั้งที่ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายติดตั้งสายไฟและสายแลน อีกทั้งการส่งผ่านสัญญานไฟฟ้าและข้อมูลภายในสายแลนเส้นเดียว ในสภาพแวดล้อมภายในอาคารสำนักงานหรือคลังสินค้าที่ประสิทธิภาพมาพร้อมกับความสวยงาม การติดตั้งที่ง่าย  เทคโนโลยี PoE จึงได้กลายเป็นโซลูชันที่ให้ประโยชน์มากมาย เช่น การลดต้นทุน ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสภาพแวดล้อมการทำงาน tactio Corporation ถือเป็นบริษัทเน็ตเวิร์คแนวหน้าที่มีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี PoE มากมาย โดยนำเสนอโซลูชัน PoE ที่ครอบคลุม ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบนพื้นที่สำนักงานสมัยใหม่ตอบสนองความต้องการที่ต่างกัน

การประหยัดต้นทุนในการติดตั้งและดูแลรักษา

ข้อดีที่สำคัญประการหนึ่งของ PoE คือความสามารถในการลดต้นทุนได้อย่างมาก ด้วยการรวมศูนย์การจ่ายไฟผ่านสายแลน โดยไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์ IP กล้องวงจรปิด หรือ Access Point  ซึ่งแปลเป็นการประหยัดต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ แรงงาน และการบำรุงรักษา

ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

PoE ไม่เพียงแค่เป็นการประหยัดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอีกด้วย ด้วยการรวมการจัดการพลังงานเข้าด้วยกัน เทคโนโลยี PoE สามารถช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวมได้อีกด้วย ทำให้ PoE เป็นองค์ประกอบสำคัญของพื้นที่สำนักงานสมัยใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจัยในการเลือกใช้งาน PoE ในปัจจุบัน

หากเราจะเลือกใช้ PoE มีสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

  1. Power ที่ใช้งาน ซึ่งปัจจุบันอุปกรณ์ Access Point, IP Phone หรือ IP Camera มีความต้องการใช้กำลังไฟที่แตกต่างกัน ฉะนั้นการเลือก Power ที่เหมาะสม จะทำให้ไม่เกิดปัญหาในระหว่างการใช้งาน โดย Power ที่มีให้เลือกใช้ มีมาตรฐานต่างๆ ดังนี้ 
  • IEEE 802.3af (POE) ที่ใช้กำลังไฟ 15W
  • IEEE 802.3at (POE+) ที่ใช้กำลังไฟ 30W
  • IEEE 802.3bt (POE++) ที่ใช้กำลังไฟ 60W-90W 
    • Type3/Class5 45Watt, Class6 60W
    • Type4/Class7 72Watt, Class8 90W
  1. ความเร็วที่ต้องการใช้งาน (Ethernet Network Speed) เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับพอร์ตที่เป็น Multi-Giga กันบ้างแล้ว โดยเฉพาะกับ Wireless AP โดยเฉพาะใน AP รุ่นใหม่ล่าสุดที่เป็น Wi-Fi 7 ทั้งนี้หากพิจารณาจะพบว่า ปัจจุบันมีความเร็วที่ใช้กันอยู่ดังนี้
  • 10/100 Mbps
  • Gigabit
  • Multi-Giga 1G/2.5G/5G
  • >=10 Gigabit (10G/25G/40G)

PoE ที่จ่ายไฟมากขึ้น กินไฟมากขึ้น อันตรายมากขึ้น?

สาย LAN จะรับภาระของกระแสไฟฟ้ามากขึ้น จนอาจทำให้สาย LAN มีอุณหภูมิสูงขึ้น ที่รอยต่อของหัวต่อ RJ-45 จะมีกระแสไหลผ่านมากขึ้น เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะยังไม่เป็นอันตราย ตราบเท่าที่เราเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน เช่น สาย LAN ที่ได้มาตรฐาน, RJ-45 modular jack และ UTP outlet หรือ Patch panel ที่มีมาตรฐาน

tactio คำตอบสำหรับทุกโซลูชั่น PoE

เทคโนโลยี Power over Ethernet กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของสำนักงาน อาคารและคลังสินค้าขององค์กร ไม่ใช่แค่โซลูชันที่ต้องคุ้มค่าการลงทุนเท่านั้น การมีตัวเร่งที่ให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ต้องให้ความห่วงใยไม่แพ้กัน tactio Corporation ยืนหยัดเป็นผู้เล่นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยนำเสนอชุดโซลูชัน PoE ที่รองรับความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของพื้นที่สำนักงานสมัยใหม่

ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่าย tactio ในประเทศไทย ขอเสนอโซลูชั่น PoE จาก tactio ที่มีสินค้าให้เลือกใช้งานมากมาย ทั้ง injector, splitter และ extender รวมไปถึงสินค้าบนกำลังไฟและความเร็วที่แตกต่างกันไป สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ในประเทศไทย 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

แนวทางการเลือก ใช้งาน Industrial Switches ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้จัดการฝ่ายไอที

Industrial Switches

Industrial Switches มีบทบาทสำคัญต่อระบบเน็ตเวิร์คเครือข่ายปัจจุบัน โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมภายในโรงงาน คลังสินค้า ฝ่ายผลิต ซึ่งในฐานะของผู้จัดการฝ่ายไอทีจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการเลือก ใช้งาน และจัดการ Industrial Switches ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

กลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย การใช้งาน Industrial Switches ควรมีหลักการและขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

1.การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมและข้อจำกัดของอุตสาหกรรม

การติดตั้งค่าระบบเน็ตเวิร์คสำหรับใช้งานทางอุตสาหกรรม ภายในโรงงาน คลังสินค้า มีความท้าทายตรงที่มีลักษณะไม่เหมือนใคร แตกต่างจากสภาพแวดล้อมเมื่อเทียบกับออฟฟิสสำนักงานแบบที่ใช้ๆ กันอยู่  ก่อนที่จะปรับใช้ Industrial Switches การประเมินสภาพแวดล้อมอย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ ปัจจัยต่างๆ เช่น ความแปรผันสวิงของอุณหภูมิ ระดับความชื้น ฝุ่น ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพของสวิตช์ การเลือก Industrial Switches ที่ออกแบบมาเพื่อทนต่อสภาวะต่างๆ รวมถึงมีการรับประกันการทำงานที่วางใจได้จึงเป็นเงื่อนไขแรกๆ ที่ต้องพิจารณาหรือวิเคราะห์นั่นเอง

2. การเลือกสวิตช์ที่เหมาะสมกับ Application และประเภทของการใช้งาน

การเลือก Industrial Switches ที่เหมาะสมสำหรับเครือข่ายต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น จำนวนของพอร์ต ประเภทของพอร์ต (LAN,Fiber Optic) ระยะทางในการเชื่อมต่อ ความเร็วเครือข่าย รวมไปถึงข้อกำหนดด้านพลังงานต่างๆ (PoE หรือ Non PoE) เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละโรงงาน ซึ่งมึการใช้งาน Application, ERP, SAP, Oracle หรือระบบของโรงงานที่แตกต่างกัน  Industrial Switches ควรรองรับฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ความสามารถในการจ่ายไฟผ่านอีเธอร์เน็ต (PoE), VLAN, Quality of Services (QoS) และออพชั่นด้านพลังงานสำรองที่เหมาะสม

3. การวางแผนนโยบายเน็ตเวิร์คและการจัด VLAN

นโยบายการใช้ Virtual LAN (VLAN) หรือการแบ่งส่วนเครือข่าย จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลภายในเครือข่าย ด้วยความสามารถของ VLAN จะแบ่งผู้ใช้งานออกเป็นกลุ่มๆ ตามการใช้งาน สามารถแยกระบบกลุ่มงานที่มีความสำคัญออกจากกัน ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้มีการจัดลำดับความสำคัญของตามแบนด์วิธสำหรับแอปพลิเคชันที่มีภารกิจสำคัญแตกต่างกัน ฉะนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่า Industrial Switches รองรับการใช้งาน VLAN และสามารถตั้งค่าเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่ายและความปลอดภัยในระบบได้

4. การจัดการการรับส่งข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพด้วย QoS

เครือข่ายอุตสาหกรรมมักจะจัดการกับการรับส่งข้อมูลหลายประเภท รวมถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เสียง วิดีโอ และสัญญาณควบคุมที่สำคัญ การใช้ QoS (Quality of Services) บน Industrial Switches จะช่วยจัดลำดับความสำคัญของการรับส่งข้อมูลและรับประกันประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับแอปพลิเคชันที่ไวต่อความหน่วง (Latency) ด้วยการกำหนดระดับความสำคัญและการจัดสรรแบนด์วิธที่เหมาะสม จะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายและรักษาระดับการบริการที่ดีตลอดภายระบบได้เป็นอย่างดี

5. ระบบที่ออกแบบให้พร้อมทำงานได้แบบไม่สะดุด

ในสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรม ที่หากระบบหยุดทำงานจะเกิดความเสียหายมหาศาล การมีระบบที่เสถียร มีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ในช่วงเวลาฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ฟีเจอร์ของสวิตช์จะช่วยให้มั่นใจได้ถึงการเชื่อมต่อที่ไม่สะดุด เช่น Link Aggregation (LACP),  Spanning Tree Protocol (STP) เพื่อสร้างเส้นทางสำรองและป้องกันการวนซ้ำของเครือข่าย นอกจากนี้ ให้พิจารณา Industrial Switches ที่มีอุปกรณ์จ่ายไฟสำรองหรือโซลูชันสำรองพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

6. อัพเดตเฟิร์มแวร์เป็นประจำ:

การดูแล Industrial Switches ให้มีการอัปเกรดเฟิร์มแวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปรับปรุงความปลอดภัยและประสิทธิภาพ การตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตเป็นประจำเพื่อดูข้อมูลการอัพเดตเฟิร์มแวร์และแพตช์ต่างๆ จะเป็นการแก้ไขช่องโหว่ เพิ่มคุณสมบัติใหม่ และปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของ  Industrial Switches นั่นเอง

7. มาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security)

การป้องกันการเข้าถึงตัว Industrial Switches โดยเฉพาะทางกายภาพถือเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสมบูรณ์ของเครือข่ายและป้องกันการเปลี่ยนแปลงค่าโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสวิตช์ได้รับการติดตั้งในตำแหน่งที่ปลอดภัยและมีการจำกัดการเข้าถึง พร้อมพิจารณาใช้มาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ตู้ที่ล็อคได้ กล้องรักษาความปลอดภัย และระบบควบคุมการเข้าออก ก็จะทำให้ระบบเรามีความปลอดภัยมากขึ้น

8. การสำรองข้อมูลเป็นประจำและทดสอบการกู้คืนความเสียหาย

การสร้างระบบสำรองข้อมูล ค่าสวิตช์และการตั้งค่าเครือข่ายเป็นประจำถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกู้คืนอย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือภัยพิบัติ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ในตำแหน่งที่ปลอดภัยและทดสอบกระบวนการกู้คืนเป็นระยะเพื่อให้มั่นใจในความสมบูรณ์ แนวทางปฏิบัตินี้ช่วยให้สามารถกู้คืนได้เร็วขึ้นและลดเวลาหยุดทำงานให้เหลือน้อยที่สุด

9. การจัดทำเอกสารประกอบและการติดป้ายกำกับ

ควรอย่างยิ่งที่จะมีการจัดทำเอกสารโดยละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานไดอะแกรมเครือข่าย การแมปพอร์ต รายละเอียดการกำหนดค่า และที่อยู่ IP การติดป้ายกำกับที่สายเคเบิล พอร์ต และอุปกรณ์อย่างเหมาะสมเพื่อให้ระบุและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย เอกสารดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและช่วยให้การจัดการเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในฐานะที่ทีมไอทีรับผิดชอบในการจัดการ Industrial Switches การปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติข้างต้นถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเสถียรภาพอย่างเหมาะสม ด้วยการยึดมั่นใน Best Practices นี้ เราจะสามารถเพิ่มศักยภาพให้กับเครือข่ายในโรงงานหรือสถานประกอบการของเรา ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน มั่นใจในระบบที่จะใช้งานได้อย่างราบรื่น รวมถึงอย่าลืมติดตามแนวโน้มอุตสาหกรรม ความก้าวหน้า และมาตรการรักษาความปลอดภัยล่าสุดอยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน Industrial Switches ของเราอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

การเลือก tactio Industrial Switches

ด้วยการเลือก tactio Industrial Switches ฝ่ายไอทีสามารถปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ตรงตามมาตรฐานสูงสุดในด้านประสิทธิภาพ ความมุ่งมั่นของเราต่อคุณภาพ นวัตกรรม  tactio เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์เน็ตเวิร์คสำหรับองค์กรที่กำลังมองหาโซลูชันเครือข่ายอุตสาหกรรมที่ล้ำสมัย สนใจข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ ออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ในประเทศไทย 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม : https://tactio.net/industry-news
คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

เรื่องของสาย เรื่องเล็กน้อย ผล มหาศาล … มันก้อแค่สายแลน Patch Cord เองป่ะ !!!

Untitled

บอย : ไซต์ลูกค้าไซต์นี้แปลกๆ อ่ะครับ พาร์ทเนอร์โทรมาปรึกษาว่าลูกค้าเขาใช้อินเตอร์เน็ตไม่ค่อยได้ ผมกับพาร์ทเนอร์เช็คทุกอย่างหมดแล้วครับ ทั้ง Wi-Fi ทั้งสวิตซ์ ก็ปกติหมด รวมถึงโทรสอบถาม ISP ซึ่ง Link ก็ปกติไม่พบปัญหาอะไรเลย

Untitled

พี่ศักดิ์ : น่าสนใจ ว่าแต่มีใครไปเช็คสายแลนที่ต่อเราเตอร์ หรือไฟร์วอลล์ หรือยัง เคยเจอเคสประมาณนี้แหละ ทุกอย่างทำงานปกติ แต่เชื่อมต่อไม่ได้ พอไปดูที่สาย LAN เจอปัญหาที่ตรงนั้นซะเนี่ย

หลายชั่วโมงต่อมา…..

Untitled

บอย : พี่ศักด์ครับ เป็นที่สายแลนจริงๆ ด้วยครับ … สาย LAN คอมันหัก ทองแดงโผล่ น่าเกิดจากตอนถูกดึงสายแลนจากสวิตซ์ตัวเดิมไปเสียบเข้ากับสวิตซ์ตัวใหม่ แล้วตอนแคมป์หัวไม่ได้ย้ำให้แน่น ก็เลยกลายเป็นว่าใช้งานไม่ได้ซะงั้นครับ งงเลยพี่ หาตรงไหนก็ไม่เจอ มาเจอตรงเรื่องง่ายๆ อย่างนี้

จากเคสข้างต้น ทีมไอทีเจอปัญหาแปลกๆ ยูสเซอร์ไม่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ ลองตรวจสอบ Wi-Fi, เราเตอร์ หรือสวิตช์ก็แล้ว ทุกอย่างก็ทำงานปกติไม่พบปัญหา แต่แปลกที่ยูสเซอร์ก็ยังบ่นว่าไม่สามารถต่อเน็ตได้สุดท้ายพบว่า เกิดจากสาย LAN UTP  ซึ่งไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากการหักงอในขั้นตอนการเข้าหัวสายแลน การติดตั้ง หรือการดึงสาย LAN ทำให้สายเสียหาย และนั่นก็ส่งผลให้สัญญาณติดๆหลุดๆ เน็ตเวิร์คไม่เสถียรนั่นเอง 

ลองนึกภาพของโรงงานที่เครื่องจักรและอุปกรณ์เชื่อมต่อกัน จู่ๆ ก็มีเครื่องจักรตัวหนึ่งก็ไม่สามารถสื่อสารกับเครื่องอื่นๆได้ ทำให้สายการผลิตทั้งหมดต้องหยุด ซึ่งแม้จะมีการตรวจสอบเครื่องจักร จุดเชื่อมต่อและเน็ตเวิร์คอย่างละเอียดแล้ว แต่ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้

หลายๆ ครั้งเมื่อคลำไปจนถึงต้นตอของปัญหา พบว่าสาย UTP ที่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรและสวิตช์เกิดความเสียหาย ซึ่งอาจเกิดจากการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรหนักเองหรือเกิดจากการดึงสาย LAN โดยไม่ได้ระวัง สายแลนเคเบิลที่เสียหายนี้รบกวนการทำงาน ส่งผลให้การผลิตต้องหยุดชะงักในที่สุด

ในโลกของเน็ตเวิร์คเครือข่าย (Network Infrastructure) มีส่วนประกอบขนาดเล็กอันหนึ่งที่มีความสำคัญแต่กลับไม่มีใครพูดถึงหรือใส่ใจมันมากเท่าที่ควร นั่นคือ “สายแลน Patch Cord” แม้สาย LAN เหล่านี้อาจดูเหมือนไม่สำคัญเมื่อเทียบกับเราเตอร์ สวิตช์ หรืออุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ แต่สาย LAN เคเบิลนี้กลับมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเชื่อมต่อเครือข่ายที่เสถียรและมีประสิทธิภาพ 

สายแลน Patch Cord หรือที่เรียกว่าสาย LAN สำเร็จรูปทำหน้าที่เป็น Physical Link ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร อุปกรณ์เครือข่าย (LAN,Wi-Fi) เร้าเตอร์ แม้จะเป็นส่วนประกอบที่เล็ก แต่สายเคเบิลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแกนหลักเส้นเลือดในการเชื่อมต่อ สร้างการเชื่อมโยงที่สำคัญที่ช่วยให้การโอนถ่ายและแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในเครือข่ายทำได้อย่างมีประสิทธภาพ

สายแลน Patch Cord ในท้องตลาดไม่ได้ถูกทำขึ้นให้มีประสิทธิภาพดีเหมือนกันหมด การเลือกใช้สายเคเบิลราคาถูกหรือต่ำกว่ามาตรฐานอาจทำให้ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อลดลง เกิดปัญหาเน็ตเวิร์คไม่เสถียร หรือแม้แต่พบว่าไม่สามารถเชื่อมต่อระบบได้เลยก็มี

การลงทุนในสายแลนคุณภาพสูง เช่น สาย Patch Cord จาก tactio สามารถสร้างความแตกต่างได้ ด้วยคุณภาพวัสดุระดับพรีเมียมและกระบวนการผลิตที่ดีเยี่ยม  ผ่านการทดสอบ (QC) อย่างเข้มงวดเพื่อรับประกันประสิทธิภาพและความทนทานต่อการใช้งานทุกเส้นจากโรงงาน ทำให้เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับธุรกิจที่ต้องการการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ใช้งานได้เป็นอย่างดีและใช้งานได้ยาวนาน

ทำไมสายแลน Patch Cord จาก tactio จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

มีมาตรฐานการผลิดระดับสูง (Unmatched Reliability)

สายแลน Patch Cord tactio ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมขั้นสูงสุด สายเคเบิล tactio ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเน็ตเวิร์คจะมีการรับส่งข้อมูลที่เสถียรและไม่หยุดชะงัก ลดการทำงานที่ไม่ราบรื่นบนเครือข่าย หรือรบกวนเวลาที่ต้องหยุดทำงานเพื่อซ่อมระบบให้ลงเหลือน้อยที่สุด

มีขนาดความยาวให้เลือกตรงตามความต้องการ (Extensive Length Options)

เพราะเราเข้าใจดีว่าความต้องการความยาวของสายเคเบิลอาจแตกต่างกันไป tactio นำเสนอความยาวสายแลน Patch Cord ที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละงาน ไม่ว่าเราจะต้องการสายแพทช์เส้นสั้นสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในชั้นวาง หรือสายเส้นยาวเพื่อขยายไปตามห้องต่างๆ ก็ตาม ยืดหยุ่นและสะดวกสบายในการติดตั้ง

มีสีให้เลือกหลากหลายสี (Vibrant Color Choices)

ทำไมต้องใช้สายแลนเคเบิลด้วยสีที่น่าเบื่อ ซ้ำซากจำเจ ในเมื่อเราสามารถเลือกเพิ่มสีสันผ่านสาย LAN พร้อมกับการกำหนดกลุ่มใช้งานตามสีตามฝ่ายได้ สายแลน Patch Cord ของ tactio มีสีสันสดใสหลากหลายเฉดให้เลือก ทีมไอทีสามารถปรับแต่งความสวยงามของตู้แร็กได้ ไม่ว่าธุรกิจจะต้องการให้เข้ากับสีแบรนด์ของบริษัท หรือเพิ่มความสวยงามที่โดดเด่นให้กับห้องเซิฟเวอร์ก็สามารถทำได้ตามที่คิดไว้

ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม (Excellent Performance)

สายแลน tactio สร้างขึ้นด้วยตัวนำทองแดงคุณภาพสูงที่ช่วยให้สัญญาณเกิดการขาดหายน้อยที่สุด ช่วยให้เครือข่ายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะสตรีมไฟล์ขนาดใหญ่ เรียกใช้แอปพลิเคชันที่ใช้แบนด์วิธสูง หรือจัดการข้อมูลสำคัญ สายแลน Patch Cord จาก tactio ก็พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ

โซลูชันที่คุ้มค่า (Cost-Effective Solution)

การลงทุนในสายแลน Patch Cord ของ tactio ไม่เพียงแต่รับประกันคุณภาพและประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังมอบโซลูชันที่คุ้มค่าคุ้มราคาอีกด้วย ด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆจาก  tactio ธุรกิจจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ใช้งานได้ยาวนาน มี price/performance ที่ดีที่สุด

สายแลน Patch Cord อาจดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่การออกแบบระบบเน็ตเวิร์คที่มีประสิทธิภาพ จะไม่อาจมองข้ามมันไปได้ การถ่ายโอนข้อมูลที่มีความเสถียร การเชื่อมต่อเครือข่ายที่ไม่สะดุด ด้วยการลงทุนในสายแลน Patch Cord คุณภาพสูง โดยเฉพาะ  Patch Cord จาก Tactio จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย ให้ tactio ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเล็กน้อย ที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาใหญ่มหาศาล ทั้งนี้ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ ออพติมุส (optimus) ตัวแทนสินค้าในประเทศไทยและภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ได้แล้ววันนี้

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม : https://tactio.net/industry-news
คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

Tactio injector PoE+ และ PoE++ มาตราฐานใหม่ เพื่อการรองรับกำลังไฟและความเร็วที่เพิ่มขึ้น

เทคโนโลยี PoE ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น 802.3af หรือ 802.3at ถูกหยิบมาใช้อย่างแพร่หลาย มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งปัจจุบัน AP หรือ IP Camera บางรุ่นต้องการกำลังไฟในการทำงานที่มากขึ้น ทำให้ PoE ในมาตรฐานเก่าใช้งานไม่ได้ ครั้นจะเลือกใช้ Switching Hub ที่รองรับมาตรฐานไฟที่เยอะขึ้น ก็มีราคาที่แพง ฉะนั้น PoE Injectors ในรุ่นที่สนับสนุน PoE+ หรือ PoE++ จึงเป็นคำตอบที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดในเวลานี้

Tactio ผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์คคุณภาพสูง ประกอบไปด้วยอุปกรณ์เน็ตเวิร์คหลายรุ่น อาทิ Industrial Switch สวิตซ์เกรดอุตสาหกรรม ที่ต้องการความสมบุกสมบันเป็นพิเศษ มาพร้อมกับอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ความคงทนเกินการรับประกัน และล่าสุดกับกับ PoE Injector ในมาตราฐาน PoE+ และ PoE++ อุปกรณ์ตัวกลางจ่ายไฟในเน็ตเวิร์ค เพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ปลายทาง เช่น Access Point, กล้อง CCTV ที่อยู่บนฝ้า เพดานหรือที่สูง ติดตั้งได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น กินไฟจากสาย LAN ลดค่าใช้จ่ายและความวุ่นวายในการติดตั้งปลั๊กไฟ หรือเดินสายไฟ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการใช้ PoE ร่วมกันกับ Industrial PC, Digital Signage อื่นๆ ที่กินไฟมากกว่า POE ในมาตรฐานแบบเดิม

เกร็ดการเลือกใช้งาน PoE ในปัจจุบัน

หากเราจะเลือกใช้ PoE มีสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. Power ที่ใช้งาน ซึ่งปัจจุบันอุปกรณ์ AP หรือ IP Camera มีความต้องการใช้กำลังไฟที่แตกต่างกัน โดยมี Power ให้เลือกใช้ ตามมาตรฐานดังนี้ 

    • IEEE 802.3af (POE) ที่ใช้กำลังไฟ 15W
    • IEEE 802.3at (POE+) ที่ใช้กำลังไฟ 30W
    • IEEE 802.3bt (POE++) ที่ใช้กำลังไฟ 60W-90W 
            a. Type3/Class5 45Watt, Class6 60W
            b. Type4/Class7 72Watt, Class8 90W

2. ความเร็วที่ต้องการใช้งาน (Ethernet Network Speed) เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับพอร์ตที่เป็น Multi-Giga กันบ้างแล้ว โดยเฉพาะกับ Wireless AP ที่เป็น Wi-Fi 6 ขึ้นไป ทั้งนี้หากพิจารณาจะพบว่า ปัจจุบันมีความเร็วที่ใช้กันอยู่ดังนี้

    • 10/100 Mbps
    • Gigabit
    • Multi-Giga 1G/2.5G/5G
    • 10 Gigabit (5-speed 100M/1G/2.5G/5G/10G)

โดยเราจะนำเอาปัจจัยทั้งสองส่วนมาใช้เป็นประเด็นในการเลือกใช้ PoE ที่เหมาะสม โดยสามารถพิจารณาได้จากตารางด้านล่าง ซึ่งประกอบไปด้วย แกนที่เป็นกำลังไฟ และ แกนที่บอกถึงครามเร็วที่ใช้งานในระบบ

tactio injector PoE

โดย Injector จาก Tactio มีรุ่นที่เปิดตัวมาใหม่ในไตรมาสหนึ่งของปีนี้ รวม 3 รุ่นประกอบไปด้วย

  • INEO-01PJG10 เป็น Injector ที่เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความเร็วสูงสุดถึง 10Gbps สนับสนุนกำลังไฟที่ 30W หรือตามมาตรฐาน 802.3at
  • INEO-01PJG5 เป็น Injector ตอบสนองความเร็วที่ 5Gbps ด้วยกำลังไฟตามมาตรฐาน 802.3at (POE+) และ 802.3af (POE) หรือรองรับกำลังไฟที่ 30W และ 15W ตามลำดับ 
  • INEO-01PJG-BT90 เป็น Injector มาตรฐาน 802.3bt รองรับกำลังไฟสูงถึง 90W รวมถึงรองรับกำลังไฟในรูปแบบ Backward Compatible ที่ 60W,30W และ 15W สนับสนุนการทำงานบนพอร์ตความเร็ว 1Gbps

ทั้งนี้ทางบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัดยังเป็นตัวแทนจำหน่าย อุปกรณ์เน็ตเวิร์คอื่นๆ จาก tactio ด้วย หากสนใจหรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio เพิ่มเติมสามารถติดต่อมาได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

Tactio PoE Injector ใช้งานเสถียร Claim Rate ต่ำ

Injector  PoE Injector  อุปกรณ์ตัวกลางจ่ายไฟในเน็ตเวิร์ค เพื่อทำให้การติดตั้งอุปกรณ์ปลายทาง เช่น Access Point, กล้อง CCTV ที่อยู่บนฝ้า เพดานหรือที่สูง ติดตั้งได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายและลดความวุ่นวายในการติดตั้งปลั๊กไฟในที่สูง

แต่เจ้าอุปกรณ์ตัวเล็กๆ นี้อาจสร้างความเสียหายในระบบได้อย่างมากและคาดไม่ถึงเลยทีเดียว หากว่าเราไม่ได้พิจารณาเลือกซื้อได้ดีพอ ในตลาดปัจจุบันมี Injector มากมายหลายยี่ห้อ บางยี่ห้อ สามารถซื้อออนไลน์ได้ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าของที่เราซื้อจาก อินเตอร์เน็ต จะได้ของที่มีคุณภาพสามารถใช้งานกับกล้องของเราได้ และที่สำคัญไม่ใช้ ใช่ไปครึ่ง เสียครึ่ง รับรอง เปลี่ยน injector กันเบื่อไปข้างหนึ่งเลย การเลือกใช้งาน Injector หากอุปกรณ์สวิตซ์ต้นทางไฟไม่สมดุลกับ AP หรือ พวกกล้อง cctv ปลายทาง จะพบว่า เกิดอาการติดๆ ดับๆ ระบบเหมือนไม่นิ่ง โดยหาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วหลายสาเหตุปัญหาเกิดจากไฟเลี้ยงไม่พอนั่นเอง หรือปัญหาเมื่อติดตั้งไปแล้ว Injector ใช้งานไปสักพัก ก็ใช้งานไม่ได้ เสีย ซะอย่างนั้น แถม เสียบ่อยอีกด้วย

Injector ซีรีย์ INEO จาก tactio อยู่ในตลาดมากว่า 10 ปีได้รับการยอมรับในมาตรฐานการผลิด นำเข้าและจัดจำหน่ายโดยบริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบ ให้คำปรึกษาด้านเน็ตเวิร์คและซิเคียวริตี้มาเป็นระยะเวลานาน

สามารถให้ความมั่นใจกับลูกค้าผู้ใช้งานว่า ท่านจะได้รับ Injector ที่ได้มาตรฐานการผลิตระดับโลก ใช้งานเสถียร จ่ายไฟเต็มรองรับการทำงาน POE IEEE802.11af และ IEEE 802.at ไม่เกิดอาการ Access Point หรือ CCTV ที่ท่านติดตั้งเกิดการติดดับเนื่องจากไฟไม่พออย่างแน่นอน ทน มีอัตรา claim rate ต่ำ

และได้รับความไว้วางใจจากบริษัท SI (บริษัทที่ปรึกษารับวางระบบ) ที่นำเข้าไปใช้ในโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ และเอกชนมากมาย เลือกใช้งาน injector ครั้งต่อไป ระบุ tactio “INEO Injector” ทุกครั้ง เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีที่สุดในระบบเน็ตเวิร์คของท่าน

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

สนใจผลิตภัณฑ์เรามีพันธมิตรพร้อมให้คำปรึกษา ติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

อะไรคือ 802.3at

         อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ 802.3at นั้นเป็นมาตราฐานที่ใช้สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ เช่น เช่น Access Point, VoIP Phone, CCTV IP-Camera เป็นต้น ซึ่ง 802.3at จะมีรองรับการส่งไฟฟ้า DC ที่มีกำลังสูงถึง 25.5Watt หรือมากได้ถึง 50Watt เมื่อใช้สายในการส่งกระแสไฟฟ้า ทำไมถึงต้องใช้อุปกรณ์ที่สามารถจ่ายไฟ มาตราฐาน 802.3at หรือ PoE+

         เนื่องจากแต่ก่อนอุปกรณ์เครือข่ายอย่าง Access Point หรือ VoIP Phone นั้น มีความต้องการกระแสฟ้าในระดับ 8-12 Watt ซึ่งเป็นมาตรฐาน 802.3af และปัจจุบันนั้น อุปกรณ์ต่างๆก็ต้องการใช้ไฟที่สูงขึ้น เพื่อให้อุปกรณ์สามารถใช้งานได้ดียิ่งขึั้นหรือใช้งานได้ Feature ได้ครบมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องใชั้ไฟตามมาตราฐาน 802.3at หรือ PoE+

802.3AT จ่ายไฟมากขึ้น กินไฟมากขึ้น จะอันตรายขึ้นด้วยมั้ย?

– สาย LAN จะรับภาระของกระแสไฟฟ้ามากขึ้น จนอาจทำให้สาย LAN มีอุณหภูมิสูงขึ้น

– ที่รอยต่อของหัวต่อ RJ-45 จะมีกระแสไหลผ่านมากขึ้น อาจเกิดประกายไฟได้เล็กน้อย

– อุปกรณ์ PSE คงมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เป็น Power Supply

ทั้งหมดนี้ ไม่เป็นอันตราย ตราบเท่าที่เราเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน เช่น สาย LAN ที่ได้มาตรฐาน, RJ-45 Modular jack และ UTP outlet หรือ Patch panel ที่มีมาตรฐาน

Industrial Switch สำคัญอย่างไร?


หากพูดถึงเทคโนโลยีสำหรับงานอุตสาหกรรม ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และไอที ที่จะเป็นหัวใจหลักในการควบคุมกระบวนการผลิต หรือเรียกกันว่าเป็นยุคของ industrial Revolution 4.0 เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อสัญญาณข้อมูลต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก  ดังนั้นในการเลือกอุปกรณ์ไปใช้งานจึงควรจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอุปกรณ์นั้นๆ เพื่อที่จะได้เลือกซื้อ เลือกใช้ได้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน อีกทั้งยังจะสามารถช่วยให้งานนั้นมีประสิทธิภาพและคุณภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย


ตามปกติแล้วในงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสายงานการผลิตตามโรงงานที่จะต้องใช้เครื่องจักร หรือ อุปกรณ์อื่นใด มักจะมีการนำไปใช้งานในหลากหลายด้าน เช่น งานด้านไฟฟ้ากำลัง, งานโรงงาน, งานขนส่ง, งานด้านน้ำมันและก๊าซ และอื่นๆ ซึ่งส่วนมากแล้วมักจะอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ ความชื้น สูงกว่าปกติหรือต่ำกว่าปกติ ดังนั้นอุปกรณ์ที่เลือกใช้จะต้องมีประสิทธิภาพสูงสามารถทนต่อสภาวะเหล่านี้ได้  ซึ่งแน่นอนว่า อุปกรณ์ทั่วๆ ไปในท้องตลาดจะไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้  จึงต้องมีการตามหาอุปกรณ์ที่เรียกว่าเกรดงานอุตสาหกรรม  เพื่อเป็นการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับงาน จึงมีการออกแบบอุปกรณ์สำหรับงานอุตสาหกรรมขึ้นมา เพื่อให้ทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่รุนแรงได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากมีการใช้งานอุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดอันตรายและอาจจะทำให้ในส่วนงานนั้นไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้มีชื่อเรียกว่า Industrial Switch ซึ่งโดยปกติแล้ว อุปกรณ์เหล่านี้จะต้องทำงานได้ที่อุณหภูมิ -40 ถึง 75°C แต่ถ้าเป็น อุปกรณ์ Switch แบบธรรมดาจะทำงานที่อุณหภูมิ -5°C ถึง 45°C เท่านั้น


จะดีกว่าไหมถ้าคุณเลือกอุปกรณ์ที่เลือกใช้อุปกรณ์เกรดงานอุตสาหกรรม ที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมที่รุนแรงเหล่านี้ได้


ออพติมุสขอนำเสนอ Tactio ซึ่งเป็น Industrial Switch เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและความคงทนสูง เรียกได้ว่า มีความสมบุกสมบันเป็นพิเศษ นอกจากนี้ Tactio ได้มีการออกแบบอุปกรณ์ให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ด้วยแนวคิดการออกแบบที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ที่เน้นความสามารถในการเชื่อมต่อสื่อสารกันอย่างไหลลื่น (Keeping in Touch) และยังสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่งาน Network, Surveillance, IIoT, M2M, Mobility เป็นต้น 

 

Tactio ยังมาพร้อมกับ Switch ที่ใช้งานภายในอาคารต่างๆ อีกมากมายหลากหลายรุ่น รวมไปถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่จะเข้ามาเติมเต็มระบบ Network Infrastructure ของท่านให้สมบูรณ์แบบ ในราคาที่เหมาะสม และคุณภาพที่ดีเยี่ยมแบบครบวงจร เพื่อให้ท่านสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและเต็มพลังที่สุด

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

สนใจผลิตภัณฑ์เรามีพันธมิตรพร้อมให้คำปรึกษา ติดต่อแผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ โสภณ ก้อนกั้น

IEEE802.3AT (HIGH POWER POE)

จุดประกายโดย: Wuti Kinghirunwatana

PoE คืออะไร

PoE (Power over Ethernet) เป็นเทคโนโลยีสำหรับการจ่ายไฟบนสาย LAN แทนการกินไฟจากการเสียบ adapter ไปยังอุปกรณ์เครือข่าย เช่น โทรศัพท์ IP, Access Point และกล้องรักษาความปลอดภัย IP ทำให้ไม่ต้องเดินสายไฟไปยังอุปกรณ์ที่ต้องกินไฟเหล่านั้น                          

มาตรฐาน IEEE802.3at : Hi-Power มาตรฐานใหม่

โดยปรกติแล้ว อุปกรณ์ตามมาตรฐาน IEEE802.3af จะกินไฟสูงสุดไม่เกิน 15.4 W (วัตต์) สำหรับ PD (Power Device) และฝั่ง PSE (Power Sourcing Equipment) หรือผู้จ่ายไฟ ก็สามารถจะจ่ายไฟได้ 15.4 W ด้วยเช่นกัน แต่สำหรับมาตรฐาน IEEE802.3at จะจ่ายไฟได้มากถึง 50W ซึ่งแน่นอนว่า PD ของ IEEE802.3at ก็สามารถจะกินไฟมากกว่า 15.4W ด้วยเช่นกัน            

แม้ว่าอุปกรณ์จำนวนมากให้ความสนใจหันมากินไฟบนสาย LAN (แทนการเสียบ Adaptor) แต่อุปกรณ์หลายตัวนั้นก็กินไฟเกินกว่า 15.4W เช่น กล้อง IP-Cam, สายโทรศัพท์, AP แบบ Wireless 11n เมื่อมาตรฐาน IEEE 802.3at ซึ่งจ่ายไฟได้มากขึ้น ย่อมช่วยให้ฝันของอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ โดยต่อไปนี้ PoE จะสามารถรองรับอุปกรณ์ได้หลากหลายขึ้น จนไม่แน่ว่า…เราอาจมีเครื่องสแกนลายนิ้วมือทั้งเครื่องที่เป็นแบบ PoE ก็ได้ หรือเราอาจมีเครื่องพิมพ์แบบ Network Printer เครื่องเล็กๆ สักเครื่อง ที่สามารถกินไฟจาก PoE ได้ทันที                

เนื่องจากมาตรฐาน IEEE802.3af ออกแบบมาให้สามารถทำงานบนสาย LAN แบบ CAT.3 ซึ่งเป็นสายทองแดงที่มีขนาดเล็ก สามารถรับกำลังไฟสูงสุดได้ไม่มาก กำลังไฟฟ้า 15.4W จึงถูกจำกัดไว้เพื่อให้ IEEE802.3af สามารถทำงานบนสาย LAN แบบ CAT.3 ได้นั่นเอง แต่สำหรับ IEEE802.3at ออกแบบมาให้ทำงานกับสาย CAT.5 ขึ้นไป ซึ่งทองแดงมีขนาดโตกว่า (เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า) รองรับการส่งกำลังไฟได้มากกว่า IEEE802.3at จึงจ่ายไฟได้มากขึ้น ด้วยสาย CAT.5 หรือสาย CAT. ที่ดีกว่านั้น  

การเชื่อมต่อระหว่าง IEEE802.3at และ IEEE802.3af

กรณี 1 หากนำอุปกรณ์ที่เป็น PD แบบ IEEE 802.3af สามารถเสียบบนพอร์ตของ PSE แบบ IEEE802.3at โดยไม่มีปัญหาและไม่ทำให้เกิดความเสียหายจนอุปกรณ์ไหม้จากการจ่ายไฟเกิน เพราะออกแบบมาให้มี Backward Compatible ซึ่งทำงานร่วมกันกับ PSE แบบ IEEE802.3at ได้ แต่จะจำกัดพลังงานอยู่ที่ 15.4W โดยอัตโนมัติ            
ในทำนองเดียวกัน อุปกรณ์ที่เป็น PD แบบ IEEE802.3af เมื่อมาเสียบกับพอร์ตของ PSE แบบ IEEE802.3at ก็จะไม่สามารถดึงพลังไฟได้เต็มที่หรือได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการเสียบกับพอร์ตแบบ IEEE802.3af เพราะ PD แบบ IEEE802.3af กินไฟสูงสุดที่ 15.4W อยู่แล้ว แม้จะเอามาเสียบกับ IEEE802.3at มันก็ยังคงกินไฟน้อยกว่า 15.4W ตามมาตรฐาน IEEE802.3af อยู่ดี ฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรเป็นพิเศษกับการนำมาเสียบบนพอร์ต IEEE802.3at            

กรณี 2 ถ้านำ PoE Splitter แบบ IEEE802.3af เสียบเข้ากับพอร์ต PSE ที่เป็น IEEE802.3at ก็ยังคงทำงานด้วย 802.3af เหมือนเดิม สรุปความว่า Splitter จะกินไฟสูงสุดและจ่ายไฟได้มากสุดก็คือ 15.4W เหมือนเดิมตามมาตรฐาน 802.3af ที่ถูกออกแบบมา

กรณี 3 ถ้าเอา PD ที่เป็น IEEE802.3at ไปเสียบกับ PSE ที่เป็น IEEE802.3af นั้น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัด แต่เชื่อได้ว่า PD แบบ IEEE 802.3at น่าจะตรวจสอบกับ PSE และถ้าพบว่า PSE ไม่สามารถจ่ายไฟในระดับ IEEE 802.3at ได้ PD นั้นก็จะไม่เรียกร้องพลังงานจาก PSE หรือพูดง่าย ๆ ว่าเสียบไปไฟก็ไม่ขึ้น

กรณี 4 เมื่อเสียบกับอุปกรณ์ที่สนับสนุนมาตรฐาน 802.3at ด้วยกันเท่านั้น PSE และ PD แบบ 802.3at สามารถจะ “คุยกัน” ด้วยวิธีที่มาตรฐาน 802.3at กำหนด และเมื่ออุปกรณ์ทั้ง 2 ฝั่งรับรู้กันแล้วว่า แต่ละฝ่ายทำงานแบบ 802.3at ได้ การกินไฟเกิน 15.4W ก็จะเริ่มขึ้นได้  

จ่ายไฟมากขึ้น กินไฟมากขึ้น อันตรายมากขึ้น?


สาย LAN จะรับภาระของกระแสไฟฟ้ามากขึ้น จนอาจทำให้สาย LAN มีอุณหภูมิสูงขึ้น

ที่รอยต่อของหัวต่อ RJ-45 จะมีกระแสไหลผ่านมากขึ้น อาจเกิดประกายไฟได้เล็กน้อย

อุปกรณ์ PSE คงมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เป็น Power Supply

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะยังไม่เป็นอันตราย ตราบเท่าที่เราเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน เช่น สาย LAN ที่ได้มาตรฐาน, RJ-45 modular jack และ UTP outlet หรือ Patch panel ที่มีมาตรฐาน

 

เพิ่มระยะสาย LAN กับ POE EXTENDER

คุณเคยพบกับปัญหานี้หรือไม่?

 
• จุดที่ติดตั้งสายอุปกรณ์ที่ต้องใช้ POE ไกลเกิน 100เมตร
 
• ต้องจ้างผู้รับเหมา ให้เดินสายไฟเบอร์ใหม่ ก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก
 
 

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป…

          

POE Extender คืออะไร

อุปกรณ์ POE Extender คือ อุปกรณ์เพื่อเพิ่มระยะสาย Lanพร้อมไฟ POE มาตรฐาน 802.3afไปกับสาย ได้ อีก 100 เมตร โดยไม่ต้องต่อปลั๊กไฟ

ทำไมต้องใช้อุปกรณ์ POE Extender?  

• ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟใหม่ในส่วนที่สาย Lanไปไม่ถึง
 
• สะดวกต่อการติดตั้ง
 
• ไม่ต้องเปลี่ยนจุดที่ทำการวางแผนที่ติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆได้ เช่น Access Point

PoEExtender: INEO-01PEG

 
สนใจโซลูชั่นแบบนี้เรามีพันธมิตรพร้อมให้คำปรึกษา ติดต่อแผนก Marketing 

ให้ WatchGuard TDR ป้องกันภัยจาก Ransomware ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เพราะ Hacker มีวิธีในการออกแบบมัลแวร์ให้มีความสามารถในการถูกตรวจจับด้วยวิธีปกติได้น้อยลง แม้กระทั่งการจัดการแบบ Zero Dayก็อาจไม่ทันแล้ว องค์กรที่ต้องการสร้างความปลอดภัยจากไซเบอร์ให้เกิดขึ้น จึงต้องปรับรูปแบบใหม่ ด้วยการให้ความสำคัญจากเน็ตเวิร์คไปถึงเครื่อง End Point โดยตรง และด้วย WatchGuard Threat Detection and Response (TDR) ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดจาก WatchGuard ที่จะตรวจจับ หาความเชื่อมโยงภัยในรูปแบบต่าง จาก WatchGuard Firebox และ Host Sensor ที่อยู่ในเครื่อง End Point ในการตรวจสกัดภัยจากมัลแวร์ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น

สามารถดูรายละเอียด

WatchGuard Threat Detection and Response (TDR) เพิ่มเติมได้ที่นี้  Click Here !

 

สนใจผลิตภัณฑ์เรามีพันธมิตรพร้อมให้คำปรึกษา ติดต่อแผนก Marketing

  02-2479898 ต่อ 87