EDR ไลน์อัพใหม่ จาก WatchGuard
ภัยจากการโจมตีทางไซเบอร์ทุกวันนี้ มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งมัลแวร์ ไวรัสที่ถูกปล่อยออกมาก็ฉลาด ซับซ้อน จนหลายองค์กรตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ระบบรักษาความปลอดภัยของเราที่มีอยู่ตอนนี้ เพียงพอและป้องกันได้มากน้อยแค่ไหน”
แอนตี้ไวรัสแบบเดิมยังพอใช้งานได้อยู่หรือเปล่า
หลายองค์กรยังคงพึ่งพา Traditional Antivirus เป็นหลักอาจเพราะมีราคาที่ถูกกว่า คิดว่าไม่ได้ใช้อะไรเยอะ ซึ่งก็ทำงานได้ดีในยุคที่ภัยคุกคามยังเป็นรูปแบบเดิมๆ แต่ภาพปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก การโจมตีอย่าง Ransomware, Zero-day exploits และ Fileless attacks ล้วนเริ่มต้นที่ Endpoint หรืออุปกรณ์ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ทีมงาน แล็ปท็อป หรืออุปกรณ์ IoT ต่างๆ
ซึ่งปัญหาของแอนตี้ไวรัสแบบเดิมคือมันรู้จักเฉพาะไวรัสหรือมัลแวร์ที่เคยเห็นมาก่อน แต่ภัยใหม่ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูล จะไม่รู้จัก และนั่นคือช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่แฮกเกอร์ใช้ประโยชน์ในการโจมตี
EDR คืออะไร และทำไมจึงสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
EDR หรือ Endpoint Detection and Response คือระบบที่คอยตรวจสอบกิจกรรมบน Endpoint อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ได้แค่บล็อกไวรัส มัลแวร์ที่รู้จัก แต่วิเคราะห์ พฤติกรรม (Behavior) ของโปรแกรมและกระบวนการทำงานทุกอย่างบนอุปกรณ์ หากพบสิ่งผิดปกติ ระบบจะตรวจจับ แจ้งเตือน และตอบสนองแบบอัตโนมัติก่อนที่การโจมตีจะลุกลามออกไปยังส่วนอื่นขององค์กร
จากรูปแบบการทำงานของแต่ละองค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากการทำงานแบบ Hybrid การใช้งานบนคลาวด์มากขึ้น รวมถึงความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้างนอก ที่เปิดโอกาสให้แฮกเกอร์เข้ามาจากจุดอ่อนของคู่ค้าของเรา
นอกจากนี้ โซลูชัน EDR ระดับองค์กรในยุคก่อนมักมีความซับซ้อนสูง ต้องการทีมไอทีเฉพาะทาง และสร้าง Alert Fatigue ซึ่งพบได้กับการแจ้งเตือนไม่จำเป็นที่มากเกินไป ทำให้หลายองค์กรเข้าถึงได้ยาก WatchGuard จึงออกแบบ EDR ที่ตอบโจทย์ทั้งความแข็งแกร่งและการใช้งานที่ง่ายในคราวเดียวกัน
WatchGuard Endpoint Security 4 ไลน์อัพใหม่ เลือกได้ตรงความต้องการ
ล่าสุด WatchGuard ได้ทำการ Redesign Lineup ในกลุ่ม Endpoint Security ใหม่ ให้ชัดเจนและตอบโจทย์ภัยคุกคามยุคใหม่ได้มากขึ้นกว่าเดิม ไล่ตั้งแต่ Endpoint Security Basic ซึ่งเดิมคือโมเดล EPP, Endpoint Security Prime เป็น tier ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา Endpoint Security 360 เดิมได้แก่ EPDR และ Endpoint Security Elite ที่เดิมคือ Advanced EPDR การปรับไลน์อัพครั้งนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อ แต่สะท้อนให้เห็นว่า WatchGuard ตั้งใจจริงกับการพัฒนา portfolio ให้เติบโตไปพร้อมกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน
Endpoint Security Basic (ชื่อเดิมคือ EPP) ระบบป้องกันพื้นฐาน
เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยที่แข็งแกร่งโดยไม่ต้องการทีมไอทีขนาดใหญ่มาดูแล ระบบใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อบล็อก Ransomware และมัลแวร์ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก พร้อมจัดการไฟล์ที่ติดเชื้อแบบอัตโนมัติ แบบ “Set-It-and-Forget-It” คือตั้งค่าครั้งเดียวแล้วให้ระบบทำงานเอง
Endpoint Security Prime ตัวเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์มากขึ้น
ในรุ่นนี้ เหมาะกับองค์กรที่ต้องการเพิ่มความสามารถด้าน Root Cause Analysis ทำให้ทีมไอทีเห็นภาพรวมได้ว่าการโจมตีเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ากับกรอบ MITRE ATT&CK ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการจำแนกเทคนิคของแฮกเกอร์ รวมถึงมีระบบ Endpoint Isolation เพื่อตัดเครื่องที่ติดเชื้อออกจากเครือข่ายได้ทันที ก่อนที่การโจมตีจะแพร่กระจาย
Endpoint Security 360 (ชื่อเดิมคือ EPDR) Zero Trust เต็มรูปแบบ
โมเดลนี้จะโดดเด่นกว่าด้วยแนวคิด Zero Trust Application Service ได้แก่การบล็อกทุกแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จักไว้ก่อน (Deny-by-default) และอนุญาตให้รันเฉพาะแอปที่ตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัยเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีระบบ Lateral Movement Containment เพื่อหยุดการโจมตีไม่ให้ลุกลามข้ามเครื่องภายในเครือข่าย
Endpoint Security Elite (ชื่อเดิมคือ Advanced EPDR) ขีดสุดของ EDR
ระบบออกแบบมาสำหรับทีมรักษาความปลอดภัยขั้นสูง มาพร้อม GenAI Investigation Assistant ที่ให้นักวิเคราะห์สามารถค้นหาและตั้งคำถามกับข้อมูลเหตุการณ์ด้วยภาษาธรรมชาติได้ทันที มีฟีเจอร์ Remote Shell Access สำหรับเข้าถึงเครื่องที่ถูกบุกรุกจากระยะไกล และระบบ Unified Attack Story Correlation ที่รวบรวมเหตุการณ์ทุกจุดให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน ช่วยลดเวลาในการสืบสวนได้มาก
Add-On Modules ตัวเลือกเพิ่มเติม เพื่อปิดช่องโหว่ที่เหลืออยู่
นอกจาก 4 ไลน์อัพหลักแล้ว WatchGuard ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน ด้วยโมดูลเสริมให้เลือกเพิ่มตามความจำเป็น ได้แก่ Patch Management สำหรับอัปเดตช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการและแอป Third Party แบบอัตโนมัติ, Full Encryption สำหรับเข้ารหัสข้อมูลบนอุปกรณ์ป้องกันกรณีสูญหาย, Data Control สำหรับค้นหาและจัดประเภทข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับมาตรฐาน GDPR และ Advanced Reporting Tool สำหรับสร้างรายงานและ Dashboard เชิงลึก
All in One บน Unified Security Platform
จุดแข็งที่ทำให้ WatchGuard แตกต่างคือโซลูชัน EDR ทั้งหมดไม่ได้ทำงานแยกส่วน แต่รวมอยู่ใน WatchGuard Unified Security Platform ที่ผสานการป้องกันระดับ Endpoint, Network, Identity และ Wi-Fi เข้าไว้ด้วยกัน บริหารจัดการได้บนคลาวด์เพียงที่เดียว ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องสลับหน้าจอ
ในโลกที่ภัยคุกคามพัฒนาตัวเองไม่หยุด การยึดติดอยู่กับแอนตี้ไวรัสแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีพออีกต่อไป EDR คือการยกระดับการป้องกันให้ทัน ไม่ใช่แค่รับมือกับภัยที่รู้จัก แต่พร้อมรับมือกับสิ่งที่ยังไม่เคยเห็นด้วย สนใจต้องการคำปรึกษาในการเลือก WatchGuard Endpoint Security ที่เหมาะสมกับองค์กรของพี่ๆได้ โดยติดต่อทีมงานออพติมุส (OPTIMUS) ตัวแทนจำหน่าย WatchGuard ในประเทศไทย ที่ทีมขายของออพติมุส
Tel : 02-2479898 ต่อ 87
Email : [email protected]











