
เพิ่งผ่านพ้นเดือนมกราคมมาไม่ทันไร การปฏิบัติการกวาดล้างมิจฉาชีพที่ทุกคนกำลังพูดถึงตามหน้าข่าวก็เกิดขึ้น ทำให้นึกไปถึงงานสัมมนา WatchGuard Cybersecurity Prediction 2025 ที่พึ่งจัดขึ้น และหัวข้อที่ว่าก็เป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการพูดถึงกันในวันนั้น
“เรื่องของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการกวาดล้างมิจฉาชีพ”


ซึ่งดูเหมือนว่าคำทำนายนี้จะเกิดขึ้นจริงเร็วกว่าที่คิด เมื่อเราได้เห็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของการรวมพลังครั้งใหญ่ระหว่างหน่วยงานระดับชาติ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน กสทช. สำนักงาน ปปง. ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การที่หน่วยงานราชการ จับมือกันข้ามหน่วยงานพร้อมจับมือไปกับเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังยกระดับความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างจริงจัง และสอดคล้องกับทิศทางการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ในระดับโลก
ทั้งนี้นอกจากเรื่องการบูรณาการระหว่างหน่วยงานแล้ว ในงานสัมมนา WatchGuard Cybersecurity Prediction 2025 ยังมีการพูดถึงประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยไซเบอร์อีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ในการโจมตี แนวโน้มของ Ransomware ที่ซับซ้อนขึ้น การพัฒนาของ Deep Fake รวมถึงการปรับตัวขององค์กรเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ
คำเตือนอื่นๆ ที่พูดถึงในงาน webinar ครั้งนี้
มีการใช้ AI จากกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่นำมาพัฒนา Attack Kill Chain รูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการแชร์ Prompt ที่ซับซ้อนสำหรับการ Hack ระบบใน Darkweb อย่าง DAN Jailbreak (Do Anything Now Jailbreak ซึ่งเป็นเทคนิคที่แฮกเกอร์ใช้ในการพยายามหลอกล่อหรือ “แฮ็ก” AI Chatbot ให้ละเมิดกฎความปลอดภัยและจริยธรรมที่ผู้สร้างตั้งไว้) ที่กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังพบว่าแฮกเกอร์เริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ มุ่งเป้าไปที่เป้าหมายมูลค่าสูงมากขึ้น (High-Value Target) ทั้งองค์กรที่มีชื่อเสียง ไปจนถึงการโจมตีแบบ Mass Target เช่นอุปกรณ์ IoT ที่มีการใช้จำนวนมาก หรือ IP Camera ราคาประหยัดที่มีการติดตั้งอย่างแพร่หลาย ทำให้ความเสียหายหากเกิดขึ้นพร้อมกันจะมีมูลค่าสูงมาก ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Deep Fake ก็ถูกนำมาใช้ในการหลอกลวงมากขึ้น ด้วยความซับซ้อนที่แนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ
ความกดดันจากการตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการละเลยด้านความปลอดภัยภายในองค์กร อาจนำไปสู่อัตราการลาออกที่สูงขึ้น และการขาดแคลนผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างด้านทักษะความปลอดภัยไซเบอร์กว้างขึ้น การขาดแคลนบุคลากรอาจทำให้เกิดความเสี่ยงการตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จนกระทั่งเกิดการรั่วไหลของข้อมูลดังเช่นที่ได้เห็นตามหน้าข่าวตลอดปีที่ผ่านมา
ในแง่ของการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ ปี 2024 ถือเป็นปีแห่งความร่วมมือระดับโลกในการปราบปรามองค์กรก่อการร้ายและแฮกเกอร์ โดยมีการจับกุมแล้วกว่า 30 ปฏิบัติการ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2025 โดยเฉพาะปฏิบัติการ Cronos ที่มุ่งจัดการกับ LOCKBIT Operation กลุ่ม Ransomware ที่ถือเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่อันตรายที่สุดในโลก
ในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา มีความร่วมมือที่น่าสนใจ อย่างเช่น The No More Ransom Project ที่ให้บริการเครื่องมือถอดรหัส (Decryptors) สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ Ransomware ขณะที่องค์กรต่างๆ เริ่มนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน Security Operations Center (SOC) ผ่าน AI Engine หลากหลายรูปแบบ
ผู้เชี่ยวชาญยังคาดการณ์ว่า Ransomware จะมีความซับซ้อนมากขึ้นในปี 2025 ส่งผลให้การป้องกันต้องพัฒนาตามไปด้วย โดยจะเห็นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ Single Product ไปสู่การใช้ Security Platform แบบครบวงจร เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น
เท่านั้นยังไม่หมด เนื้อหาอีกกว่า 1.45 ชั่วโมง ที่อยู่ใน Webinar จะพาพี่ๆ เข้าใจสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในปี 2025 หากพี่ๆ สนใจรับชมรายละเอียดเพิ่มเติมจากงานสัมมนา WatchGuard Cybersecurity Prediction 2025 สามารถติดตามได้ที่ช่อง YouTube Official ของบริษัท Optimus และหากพี่ๆ มีข้อสงสัย หรืออยากได้ข้อมูลใดเพิ่มเติมติดต่อพวกเรานะครับ
ความสำเร็จในการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการปรับตัวให้ทันกับภัยคุกคามที่วิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีล่าสุดในการปกป้องระบบและข้อมูลสำคัญ การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลของวันพรุ่งนี้นั่นเอง ติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท
Tel : 02-2479898 ต่อ 87
Email : [email protected]
แหล่งที่มาข่าว : https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1128906
สินค้าที่เกี่ยวข้อง

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์













