อะไรใหม่ใน GFI LanGuard Version 12.12

 

GFI LanGuard Version 12.12 อัพเดตอะไรบ้าง !!

เวอร์ชั่น 12.12 ทำให้ระบบเสถียรขึ้น อัปเดตง่ายขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และจัดการอุปกรณ์ได้ถูกต้อง

เหมาะกับออฟฟิศที่มีหลายสาขา หลายเครื่อง และเน้นความปลอดภัยของข้อมูล

อัพเดท:15 เมษายน 2025

ระบบเสถียรขึ้น

  • แก้ปัญหาโปรแกรมค้างหรือหลุดเอง ที่เคยเจอในเวอร์ชั่น12.11
  • ทำงานต่อเนื่องได้ ไม่ต้องคอยปิดเปิดใหม่

อัปเดต Windows 11 ได้ฉลาดขึ้น

  • จัดการไฟล์อัปเดตที่มีหลายไฟล์ได้ถูกลำดับ
  • ลดปัญหาลงแพตช์แล้วมีปัญหาตามมา

นับจำนวนอุปกรณ์ได้ถูกต้อง

  • แก้ปัญหาที่เคยนับเครื่องนอกออฟฟิศ (WAN agent) เป็นมือถือ
  • ทำให้รู้จำนวนเครื่องจริงๆ ที่ใช้งานได้ตรงกับความเป็นจริง

ปลอดภัยและทำงานเร็วขึ้น

  • อัปเดตระบบด้านความปลอดภัย (Apache httpd) ให้ทันสมัย
  • ป้องกันปัญหาถูกแฮก หรือช่องโหว่ใหม่ๆ

รองรับระบบ Linux ได้ดีขึ้น

  • ติดตั้งและอัปเดตโปรแกรมบนเครื่อง Linux ได้มากขึ้น

ใช้งานได้ง่ายขึ้นในหลายภาษา

  • แก้หน้าตาตั้งค่าภาษาอิตาเลียนที่เคยแสดงผลผิด

รายงานถูกต้องตามที่เลือก

  • แก้ปัญหาสร้างรายงานแล้วหน้าตาเปลี่ยนไปเอง

GFI LanGuard คืออะไร?

GFI LanGuard คือซอฟต์แวร์ ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยของเครือข่าย (Network Security Scanner & Patch Management Tool) ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยองค์กรในการ:

         • สแกนช่องโหว่ (Vulnerability Assessment)

           ตรวจสอบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ในเครือข่ายมีช่องโหว่อะไรบ้าง เช่น แพตช์ไม่ครบ, ระบบไม่อัปเดต, มีบริการที่เสี่ยงถูกโจมตี

          • จัดการอัปเดต (Patch Management)

            ช่วยติดตั้งแพตช์และอัปเดตระบบปฏิบัติการ (Windows, macOS, Linux) และโปรแกรมอื่น ๆ เช่น Adobe, Chrome, Office เพื่ออุดช่องโหว่อัตโนมัติ

           • ตรวจสอบระบบเครือข่าย (Network Auditing)

             เช็คข้อมูลเครื่อง เช่น ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งอยู่, พอร์ตที่เปิด, บริการที่รันอยู่, ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อ ฯลฯ

           • รายงานและแจ้งเตือน (Reporting & Alerts)

            สร้างรายงานสรุปสถานะความปลอดภัย และแจ้งเตือนเมื่อพบความเสี่ยง เพื่อให้ IT สามารถวางแผนแก้ไขได้ทันที

ทำไมองค์กรถึงควรใช้ GFI LanGuard?

  • ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮก
  • ป้องกันข้อมูลรั่วไหลจากเครื่องที่ไม่ได้อัปเดต
  • เพิ่มความสะดวกในการดูแลอุปกรณ์จำนวนมาก
  • ช่วยให้ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบความปลอดภัย (Compliance)

ที่มาข่าว :

https://gfi.ai/products-and-solutions/network-security-solutions/languard/resources/documentation/product-releases

และหากท่านต้องการทดสอบการใช้งาน ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

รู้ก่อน รับมือได้ไวกว่า พลิกเกมรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ด้วย XDR และ AI

โลกไซเบอร์กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่! เมื่อภัยคุกคามพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ระบบป้องกันแบบเดิมจึงล้าสมัยและไม่เพียงพออีกต่อไป XDR (eXtended Detection and Response) ในฐานะนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ผสานพลัง AI เข้ากับระบบป้องกันแบบองค์รวม ไม่เพียงช่วยให้องค์กรตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามได้แม่นยำยิ่งขึ้น แต่ยังช่วยคาดการณ์และป้องกันการโจมตีก่อนสร้างความเสียหาย ลดภาระงานซ้ำซ้อนผ่านระบบอัตโนมัติ ประหยัดค่าใช้จ่ายพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน บทความนี้จะพาพี่ๆ ไขความลับของเทคโนโลยี XDR ที่กำลังปฏิวัติวงการความปลอดภัยไซเบอร์ และเหตุผลที่ทำให้ XDR เป็นอาวุธลับที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกองค์กรในยุคที่ภัยคุกคามดิจิทัลพร้อมจู่โจมเราตลอดเวลา

เมื่อแฮกเกอร์เก่งขึ้น เรายิ่งต้องเตรียมตัวให้พร้อมมากกว่า

แฮกเกอร์ในปัจจุบันนำเทคโนโลยีที่หาได้จากแหล่งต่างๆมาใช้ในการโจมตีที่ซับซ้อนและรวดเร็วกว่าที่เคย ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NCSC) ออกแถลงการณ์ถึง AI ที่ถูกเร่งทำให้เกิดการแพร่กระจายของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ และเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์มือใหม่ก็สามารถเข้าถึงเครื่องมือโจมตีขั้นสูงได้

แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน ในขณะที่ AI อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่เราก็สามารถใช้มันเป็นโล่ป้องกันได้เช่นกัน การรักษาความปลอดภัยยุคใหม่จึงต้องสวมบทบาทเชิงรุก โดยใช้ AI เพื่อคาดการณ์และตอบโต้ภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

XDR: นักสืบดิจิทัลผู้ไม่เคยหลับใหล

XDR คือระบบป้องกันแบบองค์รวมที่เปรียบเหมือนเป็นนักสืบดิจิทัลที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกแหล่งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภายในเน็ตเวิร์ค บริการ Cloud บันทึก VPN หรือระบบอื่นๆ ในองค์กร แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างชาญฉลาดด้วย AI

แทนที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่หลายคนคอยเฝ้าจอมอนิเตอร์หลายจอแยกกัน XDR รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว ทำให้ทีม IT เห็นภาพรวมของทุกเหตุการณ์ได้อย่างครบถ้วน เหมือนมีกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่ไม่เพียงบันทึกภาพ แต่ยังวิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติและแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์น่าสงสัย

เบื้องหลังความลับของ XDR ทำงานอย่างไร?

เมื่อ XDR ถูกติดตั้งในระบบ มันจะเริ่มต้นเก็บรวบรวมข้อมูลจากทุกจุดในเครือข่าย ไม่ต่างจากนักสืบที่เก็บรวบรวมหลักฐานจากที่เกิดเหตุ แต่แทนที่จะใช้เวลาเป็นวันๆ XDR ทำงานนี้ได้ในเสี้ยววินาที

จากนั้น ด้วยพลังของ AI และ machine learning ระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเพื่อค้นหารูปแบบที่ผิดปกติ เช่น การล็อกอินจากประเทศที่ไม่เคยมีการเข้าถึงมาก่อน หรือการโอนไฟล์ในปริมาณมากผิดปกติในช่วงเวลากลางคืน

เมื่อตรวจพบสิ่งผิดปกติ XDR ไม่เพียงแค่แจ้งเตือน แต่ยังสามารถดำเนินการแก้ไขโดยอัตโนมัติ เช่น ตัดการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ที่น่าสงสัย หรือบล็อกการเข้าถึงจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าไว้วางใจ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่แฮกเกอร์จะเข้าถึงข้อมูลสำคัญหรือขยายการโจมตีไปยังระบบอื่นๆ

ทำไม XDR จึงจำเป็นสำหรับทุกองค์กร

ขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทุกธุรกิจกลายเป็นเป้าหมายของภัยคุกคามไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือเล็ก การถูกโจมตีไม่ใช่เรื่องของ “ถ้า” แต่เป็น “เมื่อไหร่” ต่างหาก

XDR ให้มุมมองการทำงานแบบองค์รวมกับทุกส่วนของเครือข่าย ทำให้ทีม IT เห็นภาพทั้งหมดของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังลดภาระของทีมงานที่ตอนนี้ก็มีคนไม่พออยู่แล้ว ให้สามารถบริหารระบบความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในโลกที่แรงงานที่มีฝีมือด้านความปลอดภัยไซเบอร์ขาดแคลนอย่างหนัก XDR เป็นเหมือนการเพิ่มสมาชิกที่มีจุดเด่นด้าน CyberSecurity ให้กับทีม ช่วยขยายความสามารถของบุคลากรที่มีอยู่ให้ทำงานได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มคน

ก้าวต่อไปของคุณกับ XDR

ออพติมุส ตัวแทนจำหน่าย WatchGuard พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้พี่ๆก้าวสู่การป้องกันขั้นสูงด้วย XDR ที่ขับเคลื่อนด้วย AI หากพี่ๆต้องการข้อมูลเพิ่มเติมว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยปกป้องธุรกิจของพี่ๆได้อย่างไร ติดต่อพวกเราได้ทันทีที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ระบบตรวจสอบการใช้พลังงาน เพื่อตรวจวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์

นี่คือสิ่งที่คุณกำลังประสบอยู่ใช่หรือไม่??

หากคุณต้องการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในธุรกิจหรือองค์กร แต่กลับพบว่าต้องใช้ต้นทุนมหาศาลและการติดตามการใช้พลังงาน รวมถึงการตรวจสอบเชื้อเพลิงในระบบการผลิตหรือการขนส่งนั้นยุ่งยาก ซับซ้อน คุณไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่ากระบวนการใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด หรือการใช้พลังงานส่วนใดที่ไม่มีประสิทธิภาพ การไม่สามารถระบุจุดสำคัญเหล่านี้ได้อาจทำให้แผนการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไม่ประสบผลสำเร็จ และส่งผลต่อภาพลักษณ์ธุรกิจของคุณในระยะยาว

ทำอย่างไรดี??

BeaRiOt โซลูชั่น IoT ที่ช่วยคุณติดตามการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงแบบเรียลไทม์ ร่วมกับเซ็นเซอร์ IoT ที่ไม่ได้จำกัดแบรนด์ที่สามารถติดตั้งกับเครื่องจักร ยานพาหนะ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในธุรกิจของคุณ ระบบจะวัดและรายงานข้อมูลการใช้พลังงานในแต่ละส่วน พร้อมแสดงผลผ่าน Dashboard ที่ใช้งานง่าย ไม่เพียงแค่ติดตามการใช้พลังงาน BeaRiOt ยังช่วยวิเคราะห์และระบุจุดที่ปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์สูงสุด เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างชัดเจน

ทำไมจึงควรเลือกใช้??

  • ติดตามการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงได้แบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงข้อมูลที่นำไปใช้ได้ทันที

  • ลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานและสามารถวิเคราะห์การจัดการพลังงานได้อย่างแม่นยำ

  • ช่วยให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 14064 

  • เชื่อมต่อและขยายตัวได้ง่าย รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT หลากหลายแบรนด์และระบบ ERP หรือซอฟต์แวร์จัดการพลังงานที่คุณใช้อยู่

ใช้อย่างไร??

 ติดตั้งเซ็นเซอร์กับอุปกรณ์ที่ต้องการติดตาม เช่น เครื่องจักร ยานพาหนะ หรืออุปกรณ์เชื้อเพลิง และเชื่อมต่อเข้ากับ BeaRiOt Edge ใช้ Dashboard เพื่อดูข้อมูล วิเคราะห์ผล และวางแผนการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และเชื่อมต่อระบบกับเครือข่าย Wi-Fi หรือ 5G เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์แบบทางไกล

สินค้าที่เกี่ยวข้อง 

  • เซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น น้ำมันดีเซลและเบนซิน Flow Meter (มิเตอร์วัดการไหล), ถ่านหิน Weight Sensor หรือ Load Cell ใช้วัดน้ำหนักถ่านหินที่ใช้ในกระบวนการผลิต, ก๊าซธรรมชาติ Gas Flow หรือ Meter Pressure and Temperature Sensors ใช้สำหรับคำนวณปริมาตรและพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ก๊าซ, ไฟฟ้า Power Meter
  • BeaRiOt Edge Computing รวมค่าสถานะ Dashboard และระบบแจ้งเตือน
  • อุปกรณ์ระบบเน็ตเวิร์คแบบ Wired (Network Switch)
  • อุปกรณ์ Firewall, Router, Gateway
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ และ Web Browser

5 กับดักการใช้งาน IoT ที่ล้วนเป็นสาเหตุให้โครงการล้มเหลว

ในโลกอุตสาหกรรม คำว่า “Industry 4.0” และ “IoT” กลายเป็นคำฮิตที่ผู้บริหารโรงงานต่างพูดถึง แต่น่าแปลกใจที่พบว่า กว่า 70% ของโครงการ IoT ในภาคอุตสาหกรรมไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สูญทั้งเวลาและงบประมาณมหาศาล แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้แนวคิดที่ดูสวยหรูกลับกลายเป็นฝันร้ายในโลกแห่งการทำงานจริง?

5 กับดักที่มักพบในโครงการ IoT อุตสาหกรรม

1. ความซับซ้อนที่เกินความจำเป็น

หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการลงทุนในระบบใหญ่โตและซับซ้อนเกินไป ด้วยความเชื่อว่าต้องทำทั้งหมดให้เสร็จในคราวเดียว ผลลัพธ์คือระบบที่ยากต่อการใช้งาน การบำรุงรักษา และไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป

2. ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานจริง

ปัญหาใหญ่อีกประการคือการขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้งานจริง โครงการถูกขับเคลื่อนโดยฝ่าย IT หรือที่ปรึกษาภายนอก โดยไม่คำนึงถึงความต้องการและข้อจำกัดของพนักงานที่ต้องใช้ระบบในแต่ละวัน ผลลัพธ์คือระบบที่ดีงามแต่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

3. ต้นทุนแฝงที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้

หลายองค์กรเจอกับต้นทุนแฝงมากมายที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษาระบบ ค่าฝึกอบรมพนักงาน หรือค่าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้งบประมาณบานปลาย และยากต่อการคำนวณ ROI ที่แท้จริง

4. ขาดแผนการนำข้อมูลไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม

หลายโครงการเน้นการเก็บข้อมูลโดยไม่มีแผนชัดเจนว่าจะนำข้อมูลไปใช้อย่างไร ผลลัพธ์คือกองข้อมูลขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ถูกนำไปวิเคราะห์หรือใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทำให้ไม่เกิด Business Impact ที่จับต้องได้

5. การขาดการบูรณาการกับระบบเดิม

โครงการ IoT หลายโครงการไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิมที่องค์กรใช้งานอยู่ได้ ทำให้เกิดเป็นภาวะ Data Islands (ที่แยกส่วนจากระบบหลัก) ส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง

BeaRiOt: ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักเหล่านี้

ด้วยประสบการณ์จากการศึกษาความล้มเหลวของโครงการ IoT มากมาย ทีมวิจัยจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ได้พัฒนา BeaRiOt ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง เพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชันนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

1. แนวคิด "Start Small, Scale Fast”

BeaRiOt ออกแบบมาให้เริ่มต้นได้เล็กๆ กับบางส่วนของโรงงานก่อน ไม่จำเป็นต้องทำทั้งระบบในคราวเดียว คุณสามารถเริ่มต้นที่เครื่องจักรสำคัญไม่กี่เครื่อง วัดผลลัพธ์ และค่อยๆ ขยายไปยังส่วนอื่นๆ ทำให้การลงทุนมีความเสี่ยงต่ำและเห็นผลเร็ว

2. User-Centric Design ที่เข้าใจผู้ใช้จริง

BeaRiOt พัฒนาโดยทีมงานที่เข้าใจทั้งภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย แม้พนักงานที่ไม่มีพื้นฐานเทคโนโลยีมากนักก็สามารถใช้งานได้ การแจ้งเตือนผ่านแอพพลิเคชั่นที่คุ้นเคยอย่าง Line ช่วยให้ทีมงานรับรู้ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบ 360 องศา

3. ความโปร่งใสในเรื่องต้นทุน

BeaRiOt นำเสนอโมเดลธุรกิจที่โปร่งใส โดยแสดงทั้งต้นทุนเริ่มต้นและต้นทุนระยะยาวอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริหารสามารถวางแผนงบประมาณได้อย่างแม่นยำ และคำนวณ ROI ได้อย่างถูกต้อง

4. เน้นการนำข้อมูลไปใช้งานจริง

ที่ BeaRiOt เราไม่เพียงแค่เก็บข้อมูล แต่เรายังออกแบบระบบวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ผู้ใช้สามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเมื่อวัตถุดิบเหลือน้อย การคาดการณ์เวลาซ่อมบำรุงเครื่องจักร หรือการติดตามการใช้พลังงาน ข้อมูลทั้งหมดถูกนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

5. ความยืดหยุ่นในการบูรณาการ

BeaRiOt ออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมที่โรงงานมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ERP, MES หรือระบบควบคุมเครื่องจักร ช่วยให้การบูรณาการเป็นไปอย่างราบรื่น และข้อมูลสามารถไหลเวียนทั่วทั้งองค์กร

ความแตกต่างที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ

สิ่งที่ทำให้ BeaRiOt แตกต่างจากโซลูชัน IoT อื่นๆ ในตลาด คือการเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความท้าทายที่โรงงานอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ด้วยทีมงานที่มีทั้งความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมและประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรม BeaRiOt ผนวกกับประสบการณ์ด้าน IT ที่จะสร้างให้เกิด IT/OT Convergence จึงไม่ใช่แค่อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ แต่เป็นโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านั้นอย่างตรงจุด 

+สนใจ+ ลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งาน BeaRiOt ฟรี!

ฟรี! เพียง 10 บริษัทแรกเท่านั้น

พร้อมของแถมสุดพิเศษ

ดีไซน์ Dashboard ฟรีมูลค่า 5,000.-

ปรึกษาฟรีมูลค่า 20,000.-

มาปฏิวัติโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนสุดคุ้มค่า

สนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมว่า BeaRiOt จะช่วยให้โรงงานของคุณก้าวข้ามกับดักของโครงการ IoT ที่ล้มเหลวและมุ่งสู่ความสำเร็จได้อย่างไร ติดต่อทีมงานออพติมุส (optimus) ได้ที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

เรียบเรียงโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

WiPLUX Smart PDU ถ้าเป็นเรื่องปลั๊กรางไฟอัจฉริยะไว้ใจเรา

ในโลกของ Data Center หรือห้อง Server ทุกวันนี้ การมีเพียงปลั๊กไฟรางยาวธรรมดาไม่เพียงพออีกต่อไป WiPLUX Smart PDU นำเสนอไม่เพียงแต่ฮาร์ดแวร์ที่ทนทาน อายุใช้งานยาว ยังมาพร้อมซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่เปรียบเสมือนสมองกลที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด มาดูกันว่าซอฟต์แวร์นี้มีความพิเศษอย่างไร

ให้ทุกการควบคุมระบบไฟทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว

ลืมภาพการต้องเดินทางไปถึง Data Center หรือห้องคอมฯ เพื่อรีบูทเซิร์ฟเวอร์ที่ค้างได้เลย เพราะซอฟต์แวร์ของ WiPLUX ให้คุณสามารถควบคุมได้จากทุกที่ผ่าน app.wiplux.com หรือเชื่อมต่อผ่าน IP Address ใน LAN 

ไม่ว่าคุณจะใช้อุปกรณ์อะไร – มือถือ Android,iPhone, iPad, MacBook หรือคอมพิวเตอร์ Windows – ซอฟต์แวร์นี้รองรับหมด เบราว์เซอร์ไหนก็ใช้ได้ทั้ง Chrome, MS Edge, Safari หรืออื่นๆ และที่สำคัญคือสามารถล็อกอินพร้อมกันได้หลายคน ไม่ต้องรอกันหรือถูกดีดออกให้วุ่นวาย

จุดเด่นที่แตกต่างคือความสามารถในการควบคุม PDU ได้ถึง 10 เครื่องด้วย IP Address เพียงหนึ่งเดียว (Mesh Topology) ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาสลับไปมาระหว่างหน้าจอเพื่อควบคุมอุปกรณ์หลายตัว

สี่โหมดพิเศษในการควบคุม สามารถปรับใช้ได้ตามต้องการ

WiPLUX ให้อิสระในการควบคุมด้วย 4 โหมดการทำงานที่แตกต่างกัน

SELF Mode: เหมือนมีสวิตช์แยกสำหรับแต่ละช่องเสียบ ควบคุมเปิด-ปิด-รีสตาร์ทแต่ละอุปกรณ์ได้แบบอิสระ

MASTER Mode: เมื่อต้องเปิด-ปิดหลายอุปกรณ์พร้อมกันแบบมีลำดับ เช่น ต้องเปิดเซิร์ฟเวอร์ก่อนอุปกรณ์อื่นๆ

INTERLOCK Mode: ตั้งกฎความสัมพันธ์ในแบบต่างๆได้ระหว่างช่องจ่ายไฟ เช่น เมื่อช่อง A เปิด ช่อง B จะต้องปิดอัตโนมัติ

GROUPING Mode: จัดกลุ่มช่องจ่ายไฟจากหลาย PDU ให้เป็นหนึ่งเดียว หรือจะแยกช่องจ่ายไฟจาก PDU เดิมให้เป็นกลุ่มใหม่ เพื่อจัดการอุปกรณ์จำนวนมากได้อย่างเป็นระบบก็ทำได้

หน้าปัดดิจิทัลแสดงข้อมูลทุกตัวเลขสำคัญ

Dashboard ของ WiPLUX ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังแสดงข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น

1.WP-Realtime: ดูทุกค่าแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การใช้งาน CPU, RAM, พื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงอุณหภูมิ, ความชื้น, กระแสไฟฟ้า, แรงดันไฟฟ้า และกำลังไฟฟ้า พร้อมตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่ายและสถานะการต่อกราวนด์

2.Consumption: ติดตามการใช้ไฟฟ้าแบบละเอียด คำนวณเป็นยูนิต พร้อมแยกรายงานการใช้ไฟของแต่ละอุปกรณ์ ช่วยให้คุณเห็นภาพว่าอุปกรณ์ไหนกินไฟมากเกินไป

3.Usage History: ย้อนดูประวัติการใช้ไฟฟ้าและการทำงานของอุปกรณ์ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ปฏิบัติการอัจฉริยะที่ทำงานแทนคุณ

WiPLUX ยังมาพร้อมระบบอัตโนมัติที่เหมือนมีผู้ช่วย IT คอยช่วยเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

Wi-Ping: ผู้ช่วยที่ไม่เคยหลับ

เปรียบเสมือนพนักงาน IT ที่คอยตรวจสอบว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นยังทำงานอยู่หรือไม่ หากพบว่าอุปกรณ์ไหนไม่ตอบสนอง Wi-Ping จะส่งคำสั่ง ping ไปตรวจสอบ และหากยังไม่มีการตอบกลับ ระบบจะรีสตาร์ทการจ่ายไฟให้อุปกรณ์นั้นโดยอัตโนมัติ ทำให้ปัญหาอุปกรณ์ค้างถูกแก้ไขอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ไอที

Wi-Recloser: บอดี้การ์ดป้องกันไฟกระชาก

คอยตรวจจับความผิดปกติของกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และกำลังไฟฟ้า หากพบว่ามีค่าเกิน/ต่ำกว่าที่กำหนด 

Wi-Recloser จะตัดไฟทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย และเมื่อไฟกลับสู่สภาวะปกติก็จะจ่ายไฟกลับอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่คุณตั้งไว้

Wi-Schedule: เลขาฯ ผู้ช่วยกำหนดตารางเวลาอัตโนมัติ

ตั้งตารางการทำงานล่วงหน้าได้อย่างละเอียดถึงระดับวินาที สามารถกำหนดการเปิด-ปิดตามเวลาที่ต้องการ วางแผนล่วงหน้าได้ยาว ทั้งแบบเฉพาะวันและแบบวนซ้ำรายสัปดาห์ เช่น ตั้งให้เซิร์ฟเวอร์บางตัวหยุดทำงานในช่วงกลางคืนเพื่อประหยัดพลังงาน และเปิดอัตโนมัติในตอนเช้า

Wi-Sense: จับเซ็นเซอร์ สู้ทุกสภาวะ

เชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ภายนอกเพิ่มเติมเพื่อขยายความสามารถการตรวจจับ เช่น เซ็นเซอร์อุณหภูมิ ความชื้น การรั่วไหลของน้ำ หรือควัน เมื่อตรวจพบความผิดปกติ Wi-Sense สามารถสั่งการให้ WiPLUX เปิด-ปิดอุปกรณ์โดยอัตโนมัติ เช่น เปิดพัดลมระบายอากาศเมื่ออุณหภูมิสูงเกินกว่าที่กำหนด

Wi-Map & Wi-Dev: เครื่องมือสำหรับการพัฒนาและจัดการ

Wi-Map ช่วยให้คุณจัดการอุปกรณ์ทั้งหมดผ่านแผนที่ดิจิทัล ปักหมุดตำแหน่งติดตั้ง WiPLUX แต่ละเครื่อง ทำให้ค้นหาและจัดการได้สะดวกแม้มีอุปกรณ์กระจายอยู่หลายพื้นที่ ส่วน Wi-Dev เปิดประตูสู่การพัฒนาต่อยอดด้วย API ที่ให้คุณเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ในองค์กรได้อย่างไร้รอยต่อ

เปลี่ยนการจัดการพลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์และห้องเซิร์ฟเวอร์ด้วย WiPLUX

ในยุคที่พลังงานมีค่าและเวลาคือเงิน WiPLUX Smart PDU จึงไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับทุกองค์กรที่มุ่งสู่ Digital Transformation อย่างแท้จริง สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อออพติมุส (Optimus) ที่ ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์