Skip to content

เคล็ดลับการ BLOCK YOUTUBE ลงแรงน้อย ได้ผลมาก

IT หลายท่าน ได้รับมอบหมายภาระกิจสำคัญให้ Block Youtube ให้พ้นออกไปจากองค์กร และหลายท่านก็มุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นให้จงได้ มารร้าย Youtube ต้องหายไปจากระบบ แต่มันยังมี…User อีก 2 คนที่มันยังแอบไปเอา UltraSurf มามุดรอดผ่าน Firewall ของเรา UltraSurf คือเป้าหมายตัวต่อไปของเรา เราจะต้องจัดการกับมันให้จงด้ายยยยย !!!!
 
บรรยากาศนี้ ผมนึกถึงหน่วย Shield ขึ้นมาเลย Alien เปิดมิติทะลุฟ้าบุกมหานครนิวยอร์ค super hero ก็ฟัดกับ alian ล่อกันซะตึกรามบ้านช่องปนปี้ยับเยิน ท้ายสุดแม้จะชนะ แต่ฝ่ายชนะก็ไม่เหลืออะไร เรียกว่า ชนะเพื่อชนะจริง ๆ 
 
Shield กับ IT มีข้อเหมือนกันคือ กำจัดเหล่าวายร้าย และมีข้อเหมือนกันอีกข้อคือ กำจัดมันหมดไปอย่างสิ้นซาก ฆ่าทุกตัว ตายยกรัง ไม่มีหลุดรอด 
 
เราดูหนังพวกนี้แต่เด็ก เราถูกใส่ Method ในการไล่บี้มาในหัวมาช้านานและต่อเนื่อง เราถูกสอนให้มี 2 ฝ่ายที่จะต้องไล่เข่นฆ่าล้างบางกัน IT บางท่านแอบแค้นใจลึก ๆ เวลาเห็น User หลุดรอดไปใช้ youtube ได้สำเร็จ ผมว่าปัญหามันไม่น่าจะแก้ได้ด้วยวิธีเดียวนะครับ
 
วันนี้ผมจะมาชวนมองต่างมุม มองจากมุมของคนที่ดูแล Firewall เหมือนกับแผนก IT ทั่วไป
 
แต่ผมมีวิธีที่ลงแรงน้อยกว่า แต่ได้ผลเกินคาด เคล็ดลับมันมีอยู่ 2 ข้อครับ
 
เคล็ดลับอยู่ที่ตอนรับคำสั่งครับ ท่านที่ทำแผนก IT เมื่อได้รับมอบหมายให้ block youtube ให้ถามคนที่สั่งกลับไปให้ชัดก่อนครับ “จะให้ block youtube หรือจะให้คนตั้งใจทำงานมากขึ้น ?” เพราะเคล็ดลับข้อแรกนี้คือ คนไม่เล่น youtube มันก็ไปเล่นอย่างอื่น คนมีลำดับพฤติกรรมคือ เริ่มจากไม่ตั้งใจทำงาน ก็เลยหาอย่างอื่นทำที่ไม่ใช่งาน ก็เลยเปิด youtube ขึ้นมา แผนก IT ที่มัวแต่ไปวิ่งไล่เก็บของเล่นให้เด็ก มันไม่ทำให้เด็กเลิกซน ถูกมั้ยครับ
 
หลายครั้ง คนที่สั่งเรา เขาไม่เข้าใจคำถาม เขาก็จะยืนยันในสิ่งที่เขาถูกสั่งมาอีกที คือให้ block youtube อันนี้แล้วแต่เวรกรรมของใครจะได้ทำงานกับผู้นำแบบไหนนะครับ ไม่แปลกที่บรรยากาศในแผนก IT จะไปคล้ายห้องบัญชาการรบของหน่วย Shield ที่เห็น youtube เป็นศัตรู และเห็น Firewall เป็นอาวุธ มากกว่าจะให้ความสำคัญกับ Productivity ที่องค์กรจะได้คืนมาจากพนักงานที่กลับมาตั้งใจทำงาน ถ้าหัวหน้าหรือผู้บริหารเขาสวมบท Nick Fury คุณก็ต้องเริ่มปฏิบัติการไล่บี้ไปตามระเบียบ
 
ฝ่าย IT เองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน ถ้าคำตอบออกมาว่า องค์กรต้องการ Productivity ของพนักงาน โจทย์เปลี่ยน Method ก็เปลี่ยนนะครับ เพราะ Productivity ของการทำงานนั้น มาจากคน และในองค์กรมีแผนกที่จัดการคนคือแผนก HR ครับ HR คือเคล็ดลับข้อ 2
 
ลองคิดตามนะครับว่า HR มีพลังในการเรียก Productivity คืนกลับมาจากพนักงานเหลวไหลได้แค่ไหน และผลที่ได้ตามมานั้น คือการใช้ YouTube ก็ลดลงตามไปด้วย
 
– HR ออกประกาศทั้งออฟฟิศ ต่อไปนี้องค์กรจะมีการเฝ้าระวังการใช้ YouTube ของพนักงาน ให้อยู่ในระดับพอเหมาะ 
 
– HR เรียกพนักงาน 3 คนแรกที่เปิดดู YouTube สูงสุดประจำสัปดาห์ อ้างตาม Report ที่แผนก IT ส่งให้
 
– ฝ่าย IT ชี้ให้เห็น่วา โต๊ะที่หันหลังเข้ากำแพง คือโต๊ะที่เล่น youtube เยอะ HR ประสานงานหัวหน้าแผนกปรับหมุนโต๊ะใหม่ การใช้ YouTube ลดลงอย่าได้ผล
 
– HR ขอความร่วมมือไปยังหัวหน้าแผนก ให้กำชับพนักงานให้ใช้ YouTube เพื่อการทำงาน และอย่าเล่นให้มากเกินไป 
 
ในทางกลับกัน หาก IT ลงไปเล่นบท HR ซะเอง อุปสรรคเกิดขึ้นมากมาย ไปเจอตอทางเทคนิคอย่าง Proxy avoidance ที่มีให้เลือกมากมายหลายร้อยตัว ไปเจอตอทางพฤติกรรมที่ User ก็หนีไปเล่นอย่างอื่น ซึ่ง IT จะต้องตามไล่ block กันต่อไป หรือจะไปเจอตอโดยอำนาจ ไม่ต้องเป็นผู้บริหาร เป็นแค่เซลส์ตัวเล็กที่อ้างว่าระบบมีปัญหาบ่อย เพื่อเอาคืนแผนก IT แบบคลื่นใต้น้ำ แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วครับ 
 
แผนก IT ที่ตกอยู่ในสภาวะ HR จำแลง ต้องคิดใหม่โดยใช้ Productivity เป็นธงชัย แล้วเราจะเหนื่อยน้อยลง โครงสร้างขององค์กรถูกใช้ตามหน้าที่ ไม่มี policy บน Firewall ต้องทำเยอะแยะ ไม่ต้องมี exception ยกเว้นให้คนนั้นคนนี้ในเวลานั้นเวลานี้ ทำให้เหมือนเครื่องสแกนนิ้วลงเวลา ที่ไม่มีใครจะมาขอต่อรองกับแผนก IT ให้ช่วยขยับเวลาเข้างานเป็น 10 โมง คำตอบคือ “ไปขอ HR นู่น”
 
ขอให้ทำงานได้ผล และเหนื่อยกันน้อย ๆ ครับ…