เมื่อ PDPA เลื่อนไปอีก 1 ปี แล้วเราต้องทำไงกันต่อ

PDPA ประกาศเลื่อน

หลายท่านๆ คงได้ทราบข่าวตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ว่าทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประกาศและลงความเห็นชอบตามกระทรวงดิจิทัลฯ ขยายเวลาบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอีก 1 ปี จากเดิมที่จะต้องเริ่มบังคับใช้ทั้งฉบับวันที่ 1 มิ.ย. 64 ให้เลื่อนไปเป็นวันที่ 1 มิ.ย. 65 แทน สำหรับเหตุผลนั้น ก็ คือ ในส่วนของตัว พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีรายละเอียดที่มีความซับซ้อน และต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย และยังเพื่อหวังจะลดผลกระทบทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานรัฐ ธุรกิจทุกขนาด และประชาชน ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 อีกด้วย

พอเห็นประกาศจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ออกมาแล้ว หลายๆ หน่วยงานคงจะมีความโล่งใจไม่มากก็น้อย เพราะก่อนหน้านี้ ก็คงกำลังวุ่นๆ ที่จะเตรียมการ หรือ หาข้อมูลเพื่อที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกฏหมายของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แน่ๆ แต่เวลาที่กระชั้นชิดเข้ามา ทำให้หลายๆ หน่วยงานก็คงยังไม่สามารถออกมาบอกได้ว่า องค์กรของเรานั้นสำเร็จแล้ว 100% แน่นอน ก็ถือว่า พอประกาศแบบนี้แล้ว ก็คงยังพอมีเวลาให้เราเตรียมตัวได้มากขึ้น สำหรับองค์กรไหนที่มีการเตรียมการแล้ว ก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะถึงแม้ว่า พ.ร.บ. นี้จะถูกประกาศเลื่อนออกไป แต่เรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากประกาศของกระทรวง DES นั้น ได้ระบุว่า ในระหว่างนี้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทรวงดิจิทัลฯ ประกาศกำหนด โดยต้องจัดให้มีมาตรการเรื่องการเข้าถึงและการควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล (Access Control) และแจ้งมาตรการดังกล่าวพร้อมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แก่บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องทราบเพื่อให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด

ดังนั้น ถึงแม้จะประกาศเลื่อน แต่เราก็ยังคงต้องเตรียมพร้อมเหมือนเดิม และในตอนนี้ ตลาดของการทำ Solution สำหรับเจ้า พ.ร.บ. ตัวนี้ หรือเราคุ้นหูในชื่อเรียกว่า PDPA นั้นก็เริ่มมีมากมายให้เลือกใช้บริการแล้ว ซึ่งรวมถึงข้อมูลต่างๆ ให้ได้ศึกษากันเพิ่มเติมอีกด้วย  สำหรับการทำ PDPA  นั้นในนามองค์กรก็สามารถเริ่มต้นที่ขั้นตอนการแจ้งให้ทราบว่าจะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องติดต่อเจ้าของข้อมูลเพื่อขอความยินยอม พร้อมกำหนดรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ รวมไปถึงระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซึ่งเจ้าของข้อมูลมีสิทธิให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้

ทั้งนี้การวางแผนการทำระบบ PDPA ให้กับบริษัทหรือองค์กรของคุณจะช่วยสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้งานข้อมูลได้ อีกทั้งยังช่วยให้สามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและตรงใจผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้องตามข้อกฏหมายนั่นเอง

และในวันนี้ออพติมุสก็มีทางเลือกที่น่าสนใจ และตอบโจทย์ในทุกเงื่อนไขสำหรับการทำระบบของ PDPA ซึ่งมารูปแบบของการบริการ Solution ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ PDPA ในบริการที่ชื่อว่า OSL-PDPA

หากท่านสนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และติดต่อได้ที่ ติดต่อแผนก Marketing หรือ สอบถามโทร 02-247-9898 ต่อ 87

แหล่งข่าวอ้างอิงจากกระทรวง DES : https://www.facebook.com/306279309807142/posts/1187280315040366/?d=n

สนใจสร้าง Privacy Policy ง่ายๆ อย่างมืออาชีพ ถูกต้องตาม PDPA

OPT-Solutions PDPA คือเครื่องมือสร้าง Privacy Policy ถูกต้องตาม PDPA

นำไปใช้ได้จริง ประหยัดเวลา และไม่ต้องจ้างนักกฎหมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ติดต่อแผนก Marketing

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

โปรดทราบว่าเราจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดต่อคุณ เพื่อแนะนำสินค้าและบริการ  PDPA เท่านั้น

จุดประกายโดย  :  คุณ จิตร์ธีรา กิตติพัฒน์ธนคุณ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

  • OPT-Solution PDPA

    OPT-Solution PDPA

    PDPA ย่อมาจาก “Personal Data Protection Act” PDPA เป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าขอ

    OPT-Solution, Security

PDPA คืออะไร? แล้วมีความสำคัญอย่างไร?

PDPA คืออะไร? แล้วมีความสำคัญอย่างไร?

ก่อนอื่นเลยที่เราต้องรู้ เพราะ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA ที่ย่อมาจาก Personal Data Protection Act จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 นี้

            กฎหมาย PDPA นี้ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้  ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ อาจจะเรียกง่ายๆ ว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล   

ดังนั้น เมื่อใครก็ตามที่ต้องการจะใช้ข้อมูลที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของ ต้องขออนุญาตจากเจ้าของก่อน ในทางกฎหมายก็เช่นกัน ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องขอความยินยอม (Consent)จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล  โดยแจ้งวัตถุประสงค์ก่อนว่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลอะไร และนำข้อมูลนั้นไปใช้เพื่ออะไรบ้าง   

ทำไมต้องมีการจัดการคำร้องขอใช้สิทธิตาม PDPA ?

– ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ผู้ให้บริการต้องให้เจ้าของข้อมูลสามารถร้องขอใช้สิทธิจัดการข้อมูลส่วนบุคคลได้ และต้องดำเนินการตามคำร้องนั้นภายใน 30 วัน  

– หากไม่ปฏิบัติตาม อาจมีโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ    

แล้ว PDPA องค์กรควรเริ่มแบบไหนก่อนดี

ทุกองค์กรควรจะเริ่มมีการสำรวจรายการ หรือ รายละเอียดในองค์กรของเราก่อน ยกตัวอย่างเช่น

            1.เรื่องของ Website  จะต้องมีการขอคำยินยอมในการใช้ Cookie แต่ละเว็บไซต์จะต้องมีการแจ้งเตือนผ่านแบนเนอร์ (Cookie Consent Banner) เพื่อขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานออนไลน์ รวมถึงประเภทข้อมูลที่ถูกจับเก็บ

           2. เรื่องของ HR Policy ใช้เพื่อแจ้งการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับพนักงานภายในบริษัท หรือ candidate กรณีที่มีการส่งข้อมูลส่วนบุคคล เช่น resume / CV, บัตรประจำตัวประชาชน, รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว เพื่อเข้ามาสมัครงานกับบริษัท, การปฏิบัติตามสัญญาจ้างพนักงาน รวมถึงหน้าที่อื่นๆ ของแผนก HR

            3. เรื่องกล้องวงจรปิด CCTV Policy จะใช้กรณีที่ธุรกิจ/บริษัทมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด  (CCTV) ในพื้นที่อาคาร สำนักงาน หรือโรงงาน เพื่อเป็นการแจ้งให้ผู้มาติดต่อ พนักงาน หรือบุคคลทั่วไปทราบว่าบริเวณนี้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด องค์กรกล้องวงจรปิดจะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เช่น รูปภาพใบหน้าทั้งภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว รวมถึงเสียง (ถ้ามี) โดยตามกฎหมาย PDPA กำหนดให้องค์กรต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบด้วย

การทำ PDPA มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

การทำ PDPA เริ่มต้นที่ขั้นตอนการแจ้งให้ทราบว่าจะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องติดต่อเจ้าของข้อมูลเพื่อขอความยินยอม พร้อมกำหนดรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ รวมไปถึงระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซึ่งเจ้าของข้อมูลมีสิทธิให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้

การวางแผนระบบ PDPA ให้กับบริษัทของคุณจะช่วยสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้งานข้อมูล อีกทั้งยังช่วยให้สามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและตรงใจผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้องตามข้อกฏหมายนั่นเอง

และออพติมุสก็มีทางเลือกที่น่าสนใจ และตอบโจทย์ในทุกเงื่อนไขและประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นออพติมุสจึงขอแนะนำ ให้ทุกท่านได้รู้จักกับ บริการในรูปแบบ Solution ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ PDPA ในบริการที่ชื่อว่า OSL-PDPA

โปรดทราบว่าเราจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดต่อคุณ เพื่อแนะนำสินค้าและบริการ  PDPA เท่านั้น

สร้าง Privacy Policy ง่ายๆ อย่างมืออาชีพ ถูกต้องตาม PDPA

OPT-Solutions PDPA คือเครื่องมือสร้าง Privacy Policy ถูกต้องตาม PDPA

นำไปใช้ได้จริง ประหยัดเวลา และไม่ต้องจ้างนักกฎหมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ติดต่อแผนก Marketing

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

จุดประกายโดย  :  คุณ จิตร์ธีรา กิตติพัฒน์ธนคุณ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

  • OPT-Solution PDPA

    OPT-Solution PDPA

    PDPA ย่อมาจาก “Personal Data Protection Act” PDPA เป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าขอ

    OPT-Solution, Security

โปรแกรมแอนตี้ไวรัสประสิทธิภาพสูง ปกป้องการโจมตีจากโลกไซเบอร์ได้อย่างยิ่งยวด ทำงานเต็มประสิทธิภาพแต่ไม่หน่วงเครื่อง

มา Check list กันหน่อย มีข้อไหนที่ใช่เลยกับคุณบ้าง?

1. เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โน๊ตบุ๊ค ที่ใช้งาน เป็นเครื่องที่ผ่านการใช้งานมาสักพักใหญ่ๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะอัพเกรดเครื่อง

2. มีข้อมูลอยู่ในเครื่องจำนวนมาก                                                                       (เรียกว่าพื้นที่ว่างให้วางไฟล์ใหม่ๆ เหลือน้อยแล้ว)

3. เครื่องที่ใช้งานยังมีโปรแกรมหนักๆ ที่ต้องใช้เป็นประจำ และเมื่อเวลาเปิดใช้งานก็ต้องใช้ Ram สำหรับ Run program ไม่น้อย จนแทบเปิดโปรแกรมอื่นซ้อนไม่ได้เลย

4. ทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต ใช้งานรับ-ส่งอีเมล์ และมักมี spam แฝงมาในบัญชีของคุณอยู่บ่อยครั้ง

5. ยังใช้ แฟลชไดร์ เป็นทางเลือกสำหรับ การแชร์ไฟล์ หรือ ก๊อปปี้ข้อมูล จากเครื่องหนึ่ง ไปสู่อีกเครื่องหนึ่ง

6. เครื่องมีโปรแกรม Anti-Virus อยู่แล้ว และเมื่อถึงเวลา Update เครื่องมักจะมีอาการค้าง ทำให้ไม่สามารถทำงานหรือเปิดโปรแกรมอื่นไปด้วยแทบไม่ได้เลย

หากตรงกับคุณมากกว่า 2 ข้อ นั่นหมายความว่า คุณจำเป็นที่จะต้องมี โปรแกรม Anti-Virus ดีๆ ติดเครื่องที่คุณใช้งานได้แล้ว  เพราะจากลักษณะดังกล่าว คือ คุณมีความเสี่ยงที่จะโดนโจมตีจากผู้ไม่หวังดีอย่างสูง แต่ ด้วยข้อจำกัดเรื่อง Resource ของเครื่องที่คุณใช้งานอาจทำให้โปรแกรม Anti-Virus เป็นอุปสรรคในการใช้งานของคุณได้

แต่เดี๋ยวก่อน ปัญหาเหล่านี้จะได้รับแก้ไขและคลี่คลายทันที หากคุณได้รู้จักกับ Webroot เพราะเป็นโปรแกรม Anti-Virus ที่ทำงานแบบ Cloud based 100% ข้อดีคือ ช่วยลดภาระงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์และไม่จำเป็นต้องหมั่นอัพเดทฐานข้อมูลมัลแวร์บ่อยๆ อีกด้วย จึงทำให้การทำงานของ Webroot เบาและเร็ว แตกต่างจาก Antivirus แบบอื่น ที่เป็น Signature Based

นอกจากนี้ Webroot ยังเป็นโปรแกรม Anti-Virus ที่มีกระบวนการทำงานแบบหลายขั้นตอนและครอบคลุม เพราะตั้งแต่ขั้นแรก Webroot จะป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามเล็ดลอดเข้ามาในระบบ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น Webroot ยังช่วยป้องกันการพยายามโจมตีจากการเข้าเว็บไซต์ที่อันตราย ซึ่งอาจจะมีการพยายามดาวน์โหลดไวรัสลงในเครื่องของคุณ อีกด้วย  แต่ถ้าหากภัยคุกคามเหล่านั้นสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้  Webroot ก็สามารถยับยั้งมันได้ก่อนที่จะสร้างความเสียหาย และหากในกรณีที่ภัยคุกคามนั้นสามารถสร้างความเสียหายได้ (ซึ่งอาจจะเป็นภัยคุกคามตัวใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน) Webroot จะทำการตรวจสอบว่ามันได้สร้างความเสียหายกับไฟล์ไหนบ้าง และจัดการซ่อมแซมความเสียหาย โดยที่ระบบจะทำความรู้จักกับภัยคุกคามตัวใหม่ เพื่อที่จะหาวิธีจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป โดยการทำงานและประมวลผลเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติ และเรียลไทม์

ที่สำคัญ ขั้นตอนการติดตั้ง Webroot ลงเครื่องก็สุดแสนจะง่ายดาย  ใช้เวลาเพียง 30 วินาทีในการติดตั้งลงในเครื่อง และยังสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในเครื่องได้อย่างราบรื่น  ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพิ่มลงไปจะส่งผลกระทบกับการทำงานของเครื่อง

นอกจากนี้ การติดตั้ง Webroot นั้นก็ทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ไฟล์สำหรับการติดตั้งนั้นเบาต่อเครื่องมากๆ โดยมีขนาดไฟล์แค่ 3MB เท่านั้น ใช้เวลาเพียง 30 วินาที ก็สามารถติดตั้ง Webroot ลงเครื่องของคุณเรียบร้อยแล้ว และ Webroot ก็ยังสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในเครื่องได้อย่างราบรื่น  ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพิ่มลงไปจะส่งผลกระทบกับการทำงานของเครื่อง

 ……..อยากรู้ว่า Webroot เป็น Antivirus ที่ใช่สำหรับคุณหรือไม่ ??

พิสูจน์ง่ายๆ เพียงแค่ดาวน์โหลดและติดตั้ง Webroot ลงเครื่องคุณ เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถพบกับมิติใหม่แห่งการป้องกันการโจมตีแล้ว

• ทดลองใช้ Webroot ฟรีวันนี้ สามารถติดต่อได้ที่http://optimus.co.th/webroot/trial/

• คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Webroot 

ข้อเสนอพิเศษ !

สำหรับลูกค้าที่สนใจ คุณสามารถรับสิทธิ์ซื้อ Webroot 

ซื้อ 1ปี + 1ปี ได้เพิ่มอีก 1 ปี (รวมได้ถึง 3 ปี) 

สนใจผลิตภัณฑ์เรามีพันธมิตรพร้อมให้คำปรึกษา ติดต่อแผนก Marketing

02-2479898 ต่อ 87 

จุดประกายโดย  :  คุณ จิตร์ธีรา กิตติพัฒน์ธนคุณ

ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับ PDPA?

ในยุคนี้ สมัยนี้ เราให้ความสำคัญกับข้อมูลหรือ Data เป็นอย่างมาก และก็ ถือเป็นสิ่งสำคัญในยุคนี้  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากบนเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม การกรอกแบบฟอร์ม การทำธุรกรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งการสมัครงานก็ตาม นั่นถือเป็นข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมเอาไว้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ ระบบ PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีการบังคับใช้ในกรณีที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวก็ตาม ดังนั้นเพื่อสร้างความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่า PDPA คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับกฎหมายฉบับนี้ให้ดียิ่งขึ้น

PDPA คืออะไร?

PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน ไปจนถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยที่องค์กรต่างๆ ที่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องไม่นำข้อมูลเหล่านั้นไปเปิดเผยหรือใช้ในกิจกรรมต่างๆ หากเจ้าของข้อมูลไม่ให้ความยินยอมหรือที่กฎหมายยกเว้นให้ทำได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม

ข้อมูลส่วนบุคคลมีอะไรบ้าง?

สำหรับข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) ตาม PDPA คือข้อมูลใดๆ ก็ตาม ที่สามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะมีทั้ง ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล หมายเลขบัตรประชาชน และรวมไปถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (หรือที่เรียกว่า Sensitive Personal Data) เช่น เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความเห็นทางการเมือง ความเชื่อ ลัทธิ ศาสนา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลด้านพันธุกรรม ไปจนถึงข้อมูลทางชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดในทำนองเดียวกันที่กฎหมายกำหนด และเมื่อมี PDPA เข้ามากำหนดแล้ว การขอข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้หรือการขอความยินยอม (Consent) จะต้องขึ้นอยู่กับประเภทของข้อมูล (ข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว) รวมถึงวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ ทำให้ในบางกรณีจึงไม่จำเป็นที่จะต้องขอความยินยอม (Consent) ในการเก็บข้อมูลหรือนำข้อมูลไปใช้งาน

ทำไมการเก็บรักษาข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ?

ข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลส่วนนี้สามารถนำไปประมวลผลได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้งาน หรือเพิ่มความน่าสนใจให้กับการใช้งานนั้นๆ นอกจากนี้แล้ว ข้อมูลส่วนบุคคลยังสามารถนำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับตัวเจ้าของข้อมูลอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขโมยตัวตน หรือการที่ข้อมูลส่วนบุคคลถูกขายต่อให้กับบุคคลอื่นๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เราสามารถจำแนกความสำคัญในการเก็บข้อมูลได้อยู่สองส่วนด้วยกัน นั่นคือความสำคัญสำหรับเจ้าของข้อมูล และความสำคัญสำหรับผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูล

ความสำคัญในการเก็บข้อมูลสำหรับเจ้าของข้อมูล (Data Subject)

  • เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล
  • ป้องกันไม่ให้เจ้าของข้อมูลถูกละเมิดสิทธิหรือถูกแอบอ้างเพื่อนำข้อมูลไปใช้ เช่น การขโมยตัวตนเพื่อใช้ในการก่ออาชญกรรม
  • ป้องกันไม่ให้เกิดการขายข้อมูลให้กับบุคคลอื่น
  • ป้องกันไม่ให้เกิดการติดตามหรือสอดแนมตัวบุคคล

ความสำคัญในการเก็บข้อมูลสำหรับผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller) และผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processer)

  • เพื่อจัดระเบียบข้อมูลและจำแนกความสำคัญของข้อมูล
  • การนำข้อมูลมาใช้งานให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานข้อมูลเพื่อการปรับปรุงเว็บไซต์ หรือคัดเลือกสิ่งที่น่าสนใจที่ตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งาน
  • การนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์สำหรับการทำงานต่อไป
  • การให้ความคุ้มครองและป้องกันข้อมูล

การทำ PDPA มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

การทำ PDPA เริ่มต้นที่ขั้นตอนการแจ้งให้ทราบว่าจะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องติดต่อเจ้าของข้อมูลเพื่อขอความยินยอม พร้อมกำหนดรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ รวมไปถึงระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซึ่งเจ้าของข้อมูลมีสิทธิให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้

การวางแผนระบบ PDPA ให้กับบริษัทของคุณจะช่วยสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้งานข้อมูล อีกทั้งยังช่วยให้สามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและตรงใจผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้องตามข้อกฏหมายนั่นเอง

ออพติมุสขอแนะนำ บริการสร้างแบบฟอร์ม PDPA ในบริการที่ชื่อว่า OPT-Sulution PDPA ที่สามารถสร้าง Privacy Policy ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างง่าย สะดวก รวดเร็ว

ด้วยบริการจากทีมผู้เชี่ยวชาญจากเรา ให้คุณสามารถสร้าง Privacy Policy ได้อย่างถูกต้องและมีความเป็นมืออาชีพในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาทีกับบริการ  OSL-PDPA ที่สามารถใช้งานได้จริง ด้วยการสร้างแบบฟอร์มที่จะช่วยให้บริษัทของคุณรับคำขอสิทธิต่างๆ จากเจ้าของข้อมูลอย่างง่ายดาย 

สร้าง Privacy Policy ง่ายๆ อย่างมืออาชีพ ถูกต้องตาม PDPA

OPT-Solutions PDPA คือเครื่องมือสร้าง Privacy Policy ถูกต้องตาม PDPA

นำไปใช้ได้จริง ประหยัดเวลา และไม่ต้องจ้างนักกฎหมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ติดต่อแผนก Marketing

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

โปรดทราบว่าเราจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดต่อคุณ เพื่อแนะนำสินค้าและบริการ  PDPA เท่านั้น

จุดประกายโดย  :  คุณ จิตร์ธีรา กิตติพัฒน์ธนคุณ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

  • OPT-Solution PDPA

    OPT-Solution PDPA

    PDPA ย่อมาจาก “Personal Data Protection Act” PDPA เป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าขอ

    OPT-Solution, Security

โปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่มาพร้อมเครื่องมือการควบคุมระยะไกลได้ฟรี ไม่ต้องยุ่งยากกับผู้ใช้งานอีกต่อไป

การที่เราใช้งานอินเตอร์เน็ตในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการท่องโลกโซเชียลต่าง ๆ  หรือแม้กระทั่งการทำงาน โดยไม่ว่าจะเป็นการใช้งานจากคอมพิวเตอร์หรือ อุปกรณ์เช่นโทรศัพท์มือถือ ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงที่จะเจอภัยคุกคามได้ทั้งนั้นโดยส่วนมากแล้ว หากใครที่ใช้งานผ่านโน้ตบุ๊ค และ/หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ PC  ก็มักจะทำการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพื่อป้องกันการโจมตีจากไวรัสรูปแบบต่างๆ อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามตัว ในยุคนี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เจ้าพวกไวรัสเองก็มีการพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นเราจึงควรที่จะเลือกโปรแกรมแอนตี้ไวรัสให้เหมาะสมกับงานใช้งานและเลือกตัวที่สามารถป้องกันไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน หากเป็นองค์กรต่างๆ การดูแลเรื่องระบบงาน IT และการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ มักจะตกเป็นหน้าที่ของ IT Support หรือ Admin อย่างแน่นอน และผู้ดูแล ก็คงจะเจอเรื่องที่หลากหลายในแต่ละวันไม่มากก็น้อย หากองค์กรของคุณมีจำนวนผู้ใช้งานไม่เยอะมาก ก็คงจะไม่ค่อยเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวสักเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณโชคดีอยู่ในองค์กรใหญ่ๆ ที่มีพนักงานในองค์กรหลักร้อยขึ้นไปละก็ การดู หรือการตามแก้ไขปัญหาให้ผู้ใช้งานก็คงเป็นเรื่องที่เหนื่อยและเพลียไม่ใช่น้อย

สิ่งที่แน่นอนอีกเรื่องสำหรับองค์กรก็คือ จะต้องมีการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส และการตั้งค่า Policy ซึ่งอาจจะแยกย่อยแต่ละแผนก หรือ แบ่งการตั้งค่าการอนุญาตสิทธิ์ตามผังองค์กร ซึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่จะต้องบริการจัดการเรื่องนี้ คุณคงไม่อยากมีประสบการณ์ที่จะต้องไปเดินอยู่หน้าเครื่องของผู้ใช้งานทุกคนเป็นแน่ (เพราะคุณอาจจะได้งานเพิ่มไม่รู้ตัว)

หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราขอแนะนำ Webroot SecureAnywhere โปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ไม่หนักเครื่อง ที่มาพร้อมกับ Web console monitoring ที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทีม Support หรือ Admin ไม่ต้องยุ่งยากกับการจัดการกับเครื่องของผู้ใช้งานอีกต่อไป เพราะ Webroot Web console monitoring เป็นการทำงานแบบ Cloud based 100% และสามารถทำการควบคุมหรือจัดการกับเครื่องผู้ใช้งานได้จากส่วนกลางผ่าน Management Console  ซึ่งจะทำให้คุณสามารถจัดการการตั้งค่าต่างๆการแยก Policy ตามผังองค์กร รวมไปถึงการอัพเดท หรือ การตรวจสอบดูว่าเครื่องไหนติดไวรัส ได้จากระยะไกล โดยที่คุณไม่ต้องไปที่หน้าเครื่อง ทั้งนี้ ตัว Web console ก็ยังมีหน้า Dash board ที่สวยงาม ใช้งานง่าย ขอเพียงคุณมีอินเตอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงการจัดการขององค์กรคุณได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา

นอกจากนี้ การติดตั้ง Webroot นั้นก็ทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ไฟล์สำหรับการติดตั้งนั้นเบาต่อเครื่องมากๆ โดยมีขนาดไฟล์แค่ 3MB เท่านั้น ใช้เวลาเพียง 30 วินาที ก็สามารถติดตั้ง Webroot ลงเครื่องของคุณเรียบร้อยแล้ว และ Webroot ก็ยังสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในเครื่องได้อย่างราบรื่น  ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพิ่มลงไปจะส่งผลกระทบกับการทำงานของเครื่อง

 ……..อยากรู้ว่า Webroot เป็น Antivirus ที่ใช่สำหรับคุณหรือไม่ ??

พิสูจน์ง่ายๆ เพียงแค่ดาวน์โหลดและติดตั้ง Webroot ลงเครื่องคุณ เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถพบกับมิติใหม่แห่งการป้องกันการโจมตีแล้ว

• ทดลองใช้ Webroot ฟรีวันนี้ สามารถติดต่อได้ที่http://optimus.co.th/webroot/trial/

• คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Webroot 

ข้อเสนอพิเศษ !

สำหรับลูกค้าที่สนใจ คุณสามารถรับสิทธิ์ซื้อ Webroot 

ซื้อ 1ปี + 1ปี ได้เพิ่มอีก 1 ปี (รวมได้ถึง 3 ปี) 

สนใจผลิตภัณฑ์เรามีพันธมิตรพร้อมให้คำปรึกษา ติดต่อแผนก Marketing

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

เขียนโดย  :  คุณ จิตร์ธีรา กิตติพัฒน์ธนคุณ

ข้อมูลของ PDPA ที่ธุรกิจต้องมี

ในปัจจุบันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อมูล (Data) เป็นหัวใจสำคัญสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน และอนาคต PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ก็คือหัวใจสำคัญในการเก็บ -ใช้ และปกป้องความปลอดภัยของ Data ที่ทุกธุรกิจต้องรู้ และเตรียมตัวรับมือ โดยสำหรับหมวดที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจกำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นี้ ซึ่งออพติมุสขอรวบรวมและพาให้ทุกท่านไปทำความเข้าใจกับ PDPA ที่ภาคธุรกิจต้องมีกัน

ทำความรู้จักกับ PDPA

PDPA ( Personal Data Protection Act) หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 แต่ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจถูกเลื่อนไปให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 โดย พ.ร.บ. นี้มีขึ้นมาเพื่อช่วยคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ถูกละเมิด โดย มีผลกับทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลที่อยู่ในไทย และในต่างประเทศที่มีการเก็บ- ใช้ -เปิดเผย หรือถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลในประเทศไทย โดยสำหรับผู้ที่ละเมิดข้อกฏหมายดังกล่าวอาจจะได้รับบทลงโทษทั้งในทางแพ่ง อาญา หรือโทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท จำคุกสูงสุด 1 ปี รวมถึงต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน

ข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูล (Data Subject) ได้ทั้งในทางตรง และทางอ้อม ทั้งที่เก็บแบบออนไลน์และออฟไลน์ ล้วนคือ “ข้อมูลส่วนบุคคล” เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขประจำตัวประชาชน, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, รูปถ่าย เป็นต้น  PDPA ยังคุ้มครองไปจนถึง “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” (Sensitive Personal Data)  เช่น เชื้อชาติ, ความคิดเห็นทางการเมือง, ศาสนา, พฤติกรรมทางเพศ, ประวัติอาชญากรรม หรือข้อมูลสุขภาพ

โดย PDPA ได้ให้สิทธิกับเจ้าของข้อมูลอย่างครอบคลุม เช่น การได้รับแจ้งว่าจะมีการเก็บข้อมูล สามารถแก้ไข คัดค้านการจัดเก็บ การระงับใช้ ไปจนถึงการขอลบข้อมูล โดย PDPA กำหนดระยะในการทำตามคำร้องขอใช้สิทธิจากเจ้าของข้อมูลภายใน 30 วัน

 

ที่นี้ เรามาทำความเข้าใจในส่วนของเอกสารและแบบฟอร์มต่างๆ ที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมการกันบ้าง

สำหรับองค์กรที่ต้องการเก็บหรือใช้ประโยชน์ใดๆ จากข้อมูลส่วนบุคคล จำเป็นต้องดำเนินการตามหลักของ  PDPA โดยควรมีเอกสารและแบบฟอร์มต่างๆ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ ขอความยินยอมการเก็บข้อมูลจากเจ้าของข้อมูล (Consent) รวมไปถึงเตรียมช่องทางให้เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิตาม PDPA ได้ โดยเอกสารและแบบฟอร์มเหล่านี้จะสามารถทำผ่านกระดาษหรือระบบออนไลน์ก็ได้ สิ่งสำคัญคือการต้องทำให้อ่านเข้าใจได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และปราศจากนัยแอบแฝงโดยเงื่อนไขอื่นๆ แบบฟอร์มต่างๆ ที่ควรต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้

1. บันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Record of Processing (ROP)

บันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเอกสารที่จะบอกว่าองค์กรหรือบริษัทจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่ไหนอย่างไร นำไปประมวลผลอย่างไรบ้าง วัตถุประสงค์คืออะไร ใครคือผู้เกี่ยวข้องบ้าง นอกจากเป็นข้อกำหนดของ พ.ร.บ. เพื่อการตรวจสอบแล้ว การทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ROP จะช่วยให้องค์เห็นภาพรวมของกระบวนการในการประมวลผลข้อมูลทั้งหมด สามารถปรับปรุงพัฒนาการนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. แบบฟอร์มการขอใช้สิทธิสำหรับเจ้าของข้อมูล

ตามที่ PDPA ได้กำหนดสิทธิเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับเจ้าของข้อมูลนั้น บริษัทหรือผู้ให้บริการมีหน้าที่ในการจัดเตรียมช่องทางให้เจ้าของข้อมูลสามารถยื่นคำร้องขอใช้สิทธิดังกล่าวได้ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใด ๆ ก็ตาม โดยองค์กรหรือผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามคำร้องขอภายใน 30 วันหลังจากได้รับคำขอ

สำหรับธุรกิจที่ให้บริการผ่านช่องทางเว็บไซต์ควรสร้างแบบฟอร์มการขอใช้สิทธิบนเว็บไซต์ให้ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลสามารถมากรอกข้อมูลเพื่อยื่นคำร้องได้ แบบฟอร์มควรจะมีข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น เช่น ชื่อ-นามสกุล เอกสารยืนยันตัวตน ระบุความสัมพันธ์กับบริษัทซึ่งเป็น “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Controller) ไปจนถึงให้ระบุสิทธิที่ต้องการใช้ 

เมื่อได้รับคำขอใช้สิทธิ องค์กรสามารถพิจารณาว่าจะยอมรับแล้วดำเนินการตามคำร้อง หรือจะปฏิเสธคำขอโดยระบุเหตุผลที่ปฏิเสธไว้ในคำขอด้วย หากบริษัทปฏิเสธคำร้อง เจ้าของข้อมูลก็มีสิทธิยื่นเรื่องให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายพิจารณา

3. แบนเนอร์ขอความยินยอมการใช้คุกกี้ หรือ Cookie Consent Banner

สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ที่เข้ามาใช้งาน จำเป็นที่จะต้องมี แบนเนอร์ขอความยินยอมการใช้คุกกี้ หรือ Cookie Consent Banner เพื่อเป็นช่องทางในการขอความยินยอมการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ใช้งาน ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อบัญชีผู้ใช้ ไปจนถึงการติดตามประวัติ หรือพฤติกรรมผู้ใช้งานเพื่อนำไปประมวลผลตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยต้องแจ้งผู้ใช้งานทราบตั้งแต่เว็บไซต์มีการใช้ Cookies เพื่อเก็บข้อมูล แจ้งวัตถุประสงค์ และประเภทข้อมูลที่จัดเก็บ ไปจนถึงให้สิทธิผู้ใช้งานในการตัดสินใจที่จะยินยอมให้เก็บข้อมูลส่วนใดบ้าง

4. แบบฟอร์มแจ้งเตือนกรณีเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล

หากเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว องค์กรหรือบริษัทจำเป็นจะต้องแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ/หรือเจ้าของข้อมูล โดยต้องแจ้งรายละเอียดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนข้อมูลที่รั่วไหล ประเภทของข้อมูล ประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ไปจนถึงระบุมาตรการในการเยียวยาเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับความเสียหาย

5. นโยบายความเป็นส่วนตัว หรือ Privacy Policy

ผู้ให้บริการต้องแจ้ง Privacy Policy หรือนโยบายความเป็นส่วนตัวให้กับเจ้าของข้อมูลที่เข้ามาใช้บริการ ระบุรายละเอียด และเงื่อนไขทั้งหมดว่าจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง จะนำไปประมวลผลใช้งานอย่างไรบ้าง ระยะเวลาในการจัดเก็บ มาตรการด้านความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงช่องทางติดต่อบริษัท ซึ่งเป็น “ผู้ควบคุมข้อมูล” (Data Controller) และ “เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Protection Officer)

ทั้งนี้ เมื่อองค์กรภาคธุรกิจเข้าใจแล้วว่าต้องเตรียมการอย่างไร ขั้นตอนต่อไปก็คือการจัดเตรียมเอกสารและแบบฟอร์มสำหรับการทำ PDPA  ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกข้อก็คือปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงของข้อกำหนดทางกฏหมายที่จำเป็นต้องติดตาม และปรับตัวให้เท่าทันตลอดเวลา แต่อาจจะเป็นเรื่องลำบากสำหรับธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางที่ไม่มีทีมดูแลด้านกฏหมายเป็นของตัวเองและรวมไปถึงเรื่องของภาษา ในกรณีที่ผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของข้อมูลใช้ภาษาอื่นๆ ซึ่งต้องแปลแบบฟอร์มเป็นภาษานั้น ๆ ให้ถูกต้องตามหลักภาษาทางกฏหมาย และในข้อสุดท้ายก็คือเรื่องของ User Experience โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ ต้องคำนึงด้วยว่า จะทำอย่างไรให้ขั้นตอนการขอ Consent ต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดจำนวนมาก และซับซ้อน ให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ผ่านการออกแบบให้เข้าใจง่าย ใช้งานง่าย และใช้ได้อย่างสะดวกในทุกแพลตฟอร์ม

แต่สำหรับท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ ก็ไม่ต้องกังวลใจไป!!

เพราะออพติมุสก็มีทางเลือกที่น่าสนใจ และตอบโจทย์ในทุกเงื่อนไขและประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ออพติมุสขอแนะนำ ให้ทุกท่านได้รู้จักกับ บริการสร้างแบบฟอร์ม PDPA ในบริการที่ชื่อว่า OSL-PDPA (SKU : OSL-PDPA-TC) ที่สามารถสร้าง Privacy Policy ให้กับเว็บไซต์ของคุณอย่างง่ายและฟรี ครอบคลุมการอัพเดทรายละเอียดกฏหมายที่อาจจะมีเพิ่มเติมในอนาคต ได้ทั้ง Privacy Policy ฉบับภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดย ผ่านการใส่ข้อมูลเพียงครั้งเดียว ซึ่งนอกจากในส่วนของเงื่อนไข  PDPA สำหรับธุรกิจที่เข้าเงื่อนไขกฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศอย่าง CCPA ของรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ GDPR ของยุโรป ซึ่งจะมีทั้งเงื่อนไขที่เหมือนและแตกต่างจาก PDPA ของไทย ก็สามารถใช้บริการเสริมจาก OSL-PDPA ในการสร้างแบบฟอร์มที่สอดคล้องกับกฏหมายนั้น ๆ ได้เช่นกัน ไปจนถึงบริการ สร้าง Cookie บนเว็บไซต์ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ PDPA

โปรดทราบว่าเราจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดต่อคุณ เพื่อแนะนำสินค้าและบริการ  PDPA เท่านั้น

สร้าง Privacy Policy ง่ายๆ อย่างมืออาชีพ ถูกต้องตาม PDPA

OPT-Solutions PDPA คือเครื่องมือสร้าง Privacy Policy ถูกต้องตาม PDPA

นำไปใช้ได้จริง ประหยัดเวลา และไม่ต้องจ้างนักกฎหมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ติดต่อแผนก Marketing

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

จุดประกายโดย  :  คุณ จิตร์ธีรา กิตติพัฒน์ธนคุณ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

  • OPT-Solution PDPA

    OPT-Solution PDPA

    PDPA ย่อมาจาก “Personal Data Protection Act” PDPA เป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าขอ

    OPT-Solution, Security

Webroot Single Management and Monitoring ใครควรลงโปรแกรม Antivirus เพิ่มบ้าง

Webroot Single Management and Monitoring


ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่ปัจจุบัน
มีโปรแกรม Antivirus อย่าง Windows Defender มาให้อยู่แล้ว


มันเพียงพอต่อการป้องกันไวรัสหรือยัง จำเป็นต้องลงโปรแกรม Antivirus เพิ่มอีกไหม?

 

เพื่อให้คุณการตัดสินใจเลือกได้อย่างเหมาะสม ออพติมุสขอเล่าให้คุณเข้าใจถึงลักษณะการทำงานของโปรแกรมแอนตี้ไวรัสทั่วไป ที่จะทำการตรวจจับและและยับยั้งการโจมตีของภัยคุกคามเพียงครั้งเดียว

          ดังนั้น ถ้าการใช้งานคอมพิวเตอร์ของคุณ มีแค่การใช้งานทั่วไปหรือเล่นเเกมส์ และยังดาวน์โหลดโปรแกรมมาจากแหล่งที่ถูกต้อง การลงโปรแกรม Antivirus อื่นก็คงไม่จำเป็นมากนัก แต่ถ้าคุณใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานเป็นหลัก

 

เราขอแนะนำให้ติดตั้งโปรแกรม “Webroot” เพิ่มอีกหนึ่งตัวเข้าไปก็จะยิ่งปลอดภัยเข้าไปอีก เพื่อความมั่นใจงานการใช้งาน เพราะ ปัจจุบันไวรัส หรือ มัลแวร์ มักจะมีรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ

         แต่ Webroot มีกระบวนการทำงานในหลายขั้นตอน โดยในขั้นแรก มันจะป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามเล็ดลอดเข้ามาในระบบ แต่ถ้าเล็ดลอดเข้ามาได้ Webroot ก็สามารถยับยั้งไวรัสได้ก่อนที่จะสร้างความเสียหาย และหากในกรณีที่เป็นภัยคุกคามตัวใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน และก่อให้เกิดความเสียหาย Webroot จะทำการตรวจสอบว่าเกิดผิดปกติกับไฟล์ต่างๆ และจัดการซ่อมแซมความเสียหาย พร้อมทั้งทำความรู้จักกับภัยคุกคามตัวใหม่ เพื่อที่จะหาวิธีจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป ด้วยการทำงานแบบ Cloud based 100% และสามารถทำการควบคุม หรือจัดการกับ user ได้จากส่วนกลางผ่าน Management Console ไม่ต้องยุ่งยากกับการอัปเดตฐานข้อมูลไวรัส และการปกป้องทั้งหมดเกิดในแบบเรียลไทม์

 

“การติดตั้ง Webroot ลงเครื่องก็สุดแสนจะง่ายดาย ใช้เวลาเพียง 30 วินาที”

นอกจากนั้นยังสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในเครื่องได้อย่างราบรื่น ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพิ่มลงไปจะส่งผลกระทบกับการทำงานของเครื่อง

 ……..อยากรู้ว่า Webroot เป็น Antivirus ที่ใช่สำหรับคุณหรือไม่ ??

พิสูจน์ง่ายๆ เพียงแค่ดาวน์โหลดและติดตั้ง Webroot ลงเครื่องคุณ เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถพบกับมิติใหม่แห่งการป้องกันการโจมตีแล้ว

• ทดลองใช้ Webroot ฟรีวันนี้ สามารถติดต่อได้ที่http://optimus.co.th/webroot/trial/

• คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Webroot 

ข้อเสนอพิเศษ !

สำหรับลูกค้าที่สนใจ คุณสามารถรับสิทธิ์ซื้อ Webroot จ่ายเพียง 2 ปี แต่สามารถใช้ได้ถึง 3 ปี

สนใจผลิตภัณฑ์เรามีพันธมิตรพร้อมให้คำปรึกษา ติดต่อแผนก Marketing

02-2479898 ต่อ 87