ExtremeCloud IQ: โซลูชั่นรวมศูนย์อัจฉริยะ คล่องตัวและเพิ่มประสิทธิภาพระบบเน็ตเวิร์ค

ในยุคดิจิทัลที่การเชื่อมต่อผู้คน อุปกรณ์ไอทีรูปแบบต่างๆ มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ เน็ตเวิร์คที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ExtremeCloud IQ จาก Extreme Networks เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการเครือข่ายเน็ตเวิร์คที่ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบคลาวด์ ผ่านแนวคิด “One Network One Cloud” ของ Extreme Networks ซึ่งฟีเจอร์ ExtremeCloud IQ ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการเครือข่ายแบบรวมศูนย์ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายไร้สาย เครือข่ายมีสาย เครือข่ายส่วนขยาย (SD-WAN) หรือเครือข่ายแบบ Fabric พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ยิ่งดีมากขึ้น

คุณสมบัติสำคัญของ ExtremeCloud IQ ประกอบด้วย

การจัดการเครือข่ายแบบรวมศูนย์ (Unified for Simplicity)

ExtremeCloud IQ ให้การจัดการเครือข่ายแบบรวมศูนย์สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งแบบมีสาย ไร้สาย SD-WAN และ Fabric ช่วยให้สามารถจัดการอุปกรณ์ของ Extreme Networks หรือว่าจะเป็นอุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์ที่เป็น 3rd Party ได้ในที่เดียว ทำให้การจัดการเครือข่ายเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

การทำงานแบบอัตโนมัติเพื่อรองรับการขยายตัว (Automated for Scale)

บริหารจัดการเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านข้อมูล Big Data พร้อม ExtremeCloud IQ ที่ใช้เทคโนโลยี Machine Learning (ML) ที่ล้ำสมัยในการวิเคราะห์และตีความข้อมูลจำนวนมหาศาลจากอุปกรณ์เครือข่ายและข้อมูลผู้ใช้งาน ตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทาง (Edge) ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อนำไปสู่การได้มาซึ่งข้อมูลเชิงปฏิบัติการทางธุรกิจและไอทีที่มีประโยชน์

การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (Secure by Design for Data Privacy and Protection)

ExtremeCloud IQ มีตัวเลือกการนำระบบไปปรับใช้งานทั้งแบบ Public Cloud, Private Cloud, Hybrid Cloud หรือ ExtremeCloud Edge รวมถึงระบบที่ช่วยในการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงเครือข่ายได้อย่างละเอียด สามารถกำหนดนโยบายการเข้าถึงได้ตามบทบาทของผู้ใช้ ช่วยให้สามารถควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายได้อย่างรัดกุมแลปลอดภัย

นอกจากนี้ ExtremeCloud IQ ยังมีฟังก์ชันเพิ่มเติมที่ช่วยให้บริษัท หน่วยงานมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่ดีมากขึ้นพร้อมลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้อีกด้วย

การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

การบริหารจัดการเครือข่ายแบบครบวงจรผ่าน ExtremeCloud IQ มาพร้อมความสามารถต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานประจำวัน อาทิ ระบบรายงานขั้นสูงที่ช่วยตรวจสอบสุขภาพเครือข่ายและประสบการณ์ผู้ใช้งาน การมองเห็นข้อมูลและวิเคราะห์ได้ทั้งระบบเพื่อช่วยแก้ปัญหาและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

Advanced 360 Reporting (รายงาน 360 องศาขั้นสูง) แสดงภาพรวม “ประสบการณ์ผู้ใช้งานทั้งหมด” โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นพร้อมกันจำนวนมากจากอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสรุปเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์และนำไปใช้งานได้จริง สามารถมองเห็นสุขภาพเครือข่ายได้ทั้งในมุมมองแบบเรียลไทม์และมุมมองย้อนหลัง 

Application Visibility (ความสามารถในการมองเห็นแอปพลิเคชัน) ช่วยให้ไอทีผู้ดูแลระบบเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานบนเครือข่ายของผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงระดับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ โดยจะนำเมตริกต่างๆ มาสร้างภาพรวมที่ชัดเจนในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันและเครือข่าย

Intuitive Workflows มีขั้นตอนการทำงานที่ใช้งานง่าย ทำให้การทำงานในแต่ละวันสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การจัดการใช้งานของ New Users ขั้นตอนการทำงานด้วยข้อแนะนำ และการตั้งค่าลัดเพื่อช่วยประหยัดเวลา

Mobile App (IQ Companion) แอปพลิเคชันบนมือถือมีให้ดาวน์โหลด เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการเครือข่ายได้จากทุกที่ มีฟังก์ชันการตรวจสอบและเข้าถึงรายละเอียดเครือข่ายแบบเรียลไทม์ พร้อมด้วยชุดเครื่องมือสำหรับการแก้ไขปัญหา เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ใหม่และสร้างรายงานการติดตั้งได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

ExtremeCloud IQ API สอดคล้องกับมาตรฐาน RESTful API สำหรับการออกแบบ OpenAPI และรองรับ Swagger UI ซึ่งช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรสามารถสร้างโซลูชันสำหรับการจัดการ ตรวจสอบ และจัดสรรสิ่งแวดล้อม ExtremeCloud IQ ได้

ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ

ด้วยความสามารถเฉพาะของ Digital Twin การแจ้งเตือนแบบโปรแอคทีฟ และการตรวจจับสิ่งผิดปกติ ช่วยให้ทีมไอทีมั่นใจในสร้างจากประสบการณ์ผู้ใช้งาน ไม่เกิดปัญหาการดาวน์ของระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ทางธุรกิจ

Digital Twin ช่วยสร้างความมั่นใจในเครือข่ายโดยอนุญาตให้จำลองการทำงานของอุปกรณ์ก่อนการนำไปติดตั้งจริง ช่วยลดความเสี่ยง ผู้ใช้สามารถสร้างสำเนาดิจิทัลของโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายในสภาพแวดล้อม Sandbox บนคลาวด์ เพื่อประเมินว่าการกำหนดค่าใหม่จะก่อให้เกิดปัญหาหรือไม่ก่อนนำไปใช้จริง  

Proactive Alarms and Events ช่วยลดจำนวนคำร้องขอและระดับการแก้ไขปัญหาโดยมองหารูปแบบล่วงหน้า เพื่อระบุสิ่งผิดปกติที่สำคัญและแนะนำวิธีการแก้ไขก่อนที่จะเกิดปัญหา ล้อมคอกก่อนที่วัวจะหาย

Wireless Experience สร้างประสบการณ์สำหรับผู้ใช้ปลายทางโดยให้การวิเคราะห์ตามสถานที่ SSID และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ 

  • การวิเคราะห์ตามสถานที่ (Location) – ช่วยให้สามารถเห็นภาพรวมของประสบการณ์ผู้ใช้บนเครือข่ายไร้สายในแต่ละสถานที่หรือพื้นที่ต่างๆ ภายในองค์กร
  • การวิเคราะห์ตาม SSID – วิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานบนเครือข่ายไร้สายแยกตาม SSID ต่างๆ ที่กำหนดไว้ เช่น SSID สำหรับพนักงาน, SSID สำหรับแขก เป็นต้น
  • การวิเคราะห์ตามประเภทของอุปกรณ์ผู้ใช้ (Client Type) – วิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานแยกตามประเภทของอุปกรณ์ผู้ใช้ เช่น สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ Wireless Experience ยังช่วยระบุสิ่งผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาการเชื่อมต่อ การเชื่อมโยง และการยืนยันตัวตนของอุปกรณ์บนเครือข่ายไร้สาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยศักยภาพด้านการบริหารจัดการและการให้บริการเครือข่ายระดับองค์กรผ่านระบบคลาวด์ที่ครอบคลุม พร้อมด้วยฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความเสี่ยง และปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน ExtremeCloud IQ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพบนระบบคลาวด์ และหากพี่ๆ สนใจหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ออพติมุส ตัวแทนจำหน่าย Extreme Networks ในประเทศไทยได้แล้ววันนี้ติดต่อที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ขอขอบคุณโรมแรมฮิลตัน หัวหิน รีสอร์ต แอนด์ สปา ที่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้า Ruckus Wireless

ขอขอบคุณโรมแรมฮิลตัน หัวหิน รีสอร์ต แอนด์ สปา ที่ไว้วางใจซื้อสินค้า Ruckus Wireless  โดยผ่าน dealer บริษัท ไอบาห์น (ประเทศไทย) จำกัด

RUCKUS R650 Indoor Access Point

High Performance Wi-Fi 6 4x4:4 Indoor Access Point with 3 Gbps max rate and Embedded IoT

เหมาะสำหรับบริเวณที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นใช่ห้องประชุมขนาดใหญ่ ,ห้องจัดเรียนโรงแรม,โรงงาน เป็นต้น

คุณสมบัติเด่นของ Ruckus R650

  • dual-band 802.11abgn/ac/ax
  • Wireless Access Point with Multi-Gigabit Ethernet backhaul and onboard BLE/ZIgbee
  • 4×4:4 + 2×2:2 streams
  • (2.4GHz/5GHz) OFDMA
  • MU-MIMO
  • BeamFlex+
  • dual ports
  • PoH/uPoE/802.3at PoE support

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.ruckusnetworks.com/products/wireless-access-points/r650/

และหากท่านต้องการทดสอบการใช้งาน ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Ruckus ในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

PoE+/PoE++ อำนวยความสะดวกทุกการติดตั้ง ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับทุกออฟฟิศ

อำนวยความสะดวกทุกการติดตั้ง-ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับทุกออฟฟิศ

ปัจจุบันการทำงานแบบไฮบริดเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในทุกออฟฟิศ การมีระบบเน็ตเวิร์คที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นเป็นเบื้องหลังสำคัญของความสำเร็จทางธุรกิจ เทคโนโลยี Power over Ethernet (PoE) ก้าวเข้ามีส่วนช่วยให้การติดตั้ง เคลื่อนย้ายอุปกรณ์เน็ตเวิร์ค AP กล้อง IP อุปกรณ์ IoT หรือ IIoT ต่างๆ ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบที่บางทีเราก็นึกไม่ถึงมาก่อน

พลังขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี PoE

Power over Ethernet คือโซลูชั่นของระบบเน็ตเวิร์คที่สามารถส่งผ่านไฟฟ้าและข้อมูลผ่านสายแลนเส้นเดียวกัน (CAT5E,CAT6,CAT7) ในอดีตที่ผ่านมา การใช้งานอุปกรณ์เน็ตเวิร์คปลายทางต้องอาศัยสายไฟและสายสัญญาณข้อมูลแยกจากกัน ซึ่งทำให้เกิดความซับซ้อนในโครงสร้างพื้นฐานและสร้างภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินควร PoE ได้เข้ามาเพื่อลดความยุ่งยากซับซ้อนในการติดตั้ง และประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล

การใช้งาน PoE+/PoE++

โดยการใช้งาน PoE+/PoE++ ทำให้ลดความจำเป็นในการติดตั้งสายไฟแยกต่างหากสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์ IP, กล้องวงจรปิด หรือ Access Point (AP) ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลทั้งด้านอุปกรณ์ แรงงาน และการบำรุงรักษา

ลองจินตนาการว่า แทนที่จะต้องเดินสายไฟแยกต่างหากไปยังกล้องวงจรปิดแต่ละตัว จุดติดตั้ง IP Phone ที่แต่ละโต๊ะทำงาน เราสามารถใช้สายแลนที่ใช้ส่งสัญญาณอยู่แล้ว ต่อ PoE เพื่อส่งไฟเพิ่มเข้าไป  ทีมไอทีก็เพียงแค่เสียบสายแลนเข้ากับกล้อง หรือ IP Phone อุปกรณ์ต่างๆ ก็พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเดินสายไฟเพิ่มเติม

นอกจากนี้ PoE ยังมีทั้งในรูปแบบของสวิตช์ที่มีจำนวนพอร์ตหรือความสามารถที่หลากหลาย รวมไปถึงแบบที่เป็น Injector ที่สามารถเลือกวางตำแหน่งได้ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานที่กระจายได้อย่างทั่วถึง ลดจำนวนอุปกรณ์สวิตช์ที่บางจุดไม่จำเป็นลง ซึ่งไม่เพียงแต่ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังช่วยลดการบริโภคพลังงานได้อีกด้วย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

มาตรฐาน PoE ในปัจจุบัน มีด้วยกัน 3 ประเภท ดังนี้

  • PoE (IEEE 802.3af): จ่ายไฟสูงสุด 15.4 วัตต์ เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่มีความต้องการพลังงานต่ำ เช่น กล้องวงจรปิดรุ่นเก่า โทรศัพท์ IP รุ่นเก่า

  • PoE+ (IEEE 802.3at): จ่ายไฟสูงสุด 30 วัตต์ เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่มีความต้องการพลังงานปานกลาง เช่น กล้องวงจรปิดความละเอียดสูง โทรศัพท์ IP รุ่นใหม่ Access Point

  • PoE++ (IEEE 802.3bt): จ่ายไฟสูงสุด 60 วัตต์ หรือ 90 วัตต์ (4 Pair PoE) เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่มีความต้องการพลังงานสูง เช่น กล้องวงจรปิด 4K Access Point , IIoT

ESG สู่ประสิทธิภาพพลังงาน

ในยุคสมัยที่ ESG เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ เทคโนโลยี PoE ตอบโจทย์แนวปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการกระจายพลังงานที่ตรงกลาง PoE ลดการสูญเสียพลังงานในกระบวนการรับส่งข้อมูล อีกทั้งอุปกรณ์ที่รองรับ PoE ยังสามารถจัดการและกำหนดเวลาการทำงานให้เหมาะสมกับความจำเป็น ช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

สถานที่ทำงานที่มีแสงสว่างเพียงพอ ระบบเน็ตเวิร์คที่เชื่อมต่อใช้งานได้ทุกที่ รวมไปถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดถือเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างผลิตภาพและความพึงพอใจของพนักงาน PoE อำนวยความสะดวกในการติดตั้งระบบแสงสว่างอัจฉริยะ, เซนเซอร์ตรวจจับการเข้าออก การติดตั้งระบบ Wi-Fi ที่ครอบคลุม และระบบรักษาความปลอดภัย ระบบเหล่านี้สามารถรวมศูนย์และควบคุมผ่านศูนย์กลางที่เดียว นำไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยโซลูชั่น PoE แบบครบวงจรจาก tactio

ผลิตภัณฑ์ tactio PoE ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของออฟฟิศและคลังสินค้าต่างๆ ด้วยทางเลือกอุปกรณ์ PoE ที่ครอบคลุมทั้ง PoE, PoE+ และ PoE++  (รองรับระดับกำลังไฟที่แตกต่างกัน) และความเร็วในการใช้งานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงทางเลือกที่เป็นสวิตซ์ชิ่งฮับที่มีให้เลือกหลากหลายความต้องการและ Injector ที่ใช้เพื่อต่อเพิ่มจากสวิตซ์เดิมโดยไม่ต้องลงทุนสวิตซ์ชิ่งฮับตัวใหม่ ซึ่ง tactio injector รับประกันการใช้งานร่วมกับ Switching Hub ทุกยี่ห้อ รองรับสภาพแวดล้อมเครือข่ายที่แตกต่างหลากหลายตามแต่ละพื้นที่การใช้งาน

ไม่ว่าออฟฟิศของคุณจะมีความต้องการในการสนับสนุนการใช้งานบนอุปกรณ์ที่กินไฟสูงหรือเชื่อมต่อที่ต้องการสปีดที่รวดเร็ว

....................tactio มีคำตอบด้วยโซลูชัน PoE

tactio ออกแบบมาเพื่อการบูรณาการอย่างกลมกลืนและไม่ซับซ้อนกับโครงสร้างเน็ตเวิร์คพื้นฐานเดิมที่ใช้อยู่ พร้อมด้วย tactio คุณไม่เพียงแค่ลงทุนในเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คุณกำลังสร้างการลงทุนในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และสร้าง ESG ที่ยั่งยืน

ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่าย tactio ในประเทศไทย ขอเสนอโซลูชั่น PoE จาก tactio ที่มีสินค้าให้เลือกใช้งานมากมาย ทั้ง injector, splitter และ extender รวมไปถึงสินค้าบนกำลังไฟและความเร็วที่แตกต่างกันไป สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์ค tactio ในประเทศไทย 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

คลิกดูรายการสินค้าเพิ่มเติม
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

SME โปรดระวัง! PDPA ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ป้องกันธุรกิจของคุณตั้งแต่วันนี้

ในยุคดิจิทัล ข้อมูลเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญสูง การให้ความสำคัญกับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลลูกค้าของเราจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ หรือ SME ก็ตาม หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องไกลตัวและไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจ SMEs แต่ความเป็นจริงแล้ว การละเลย PDPA อาจนำมาสู่ผลร้ายแรงทั้งด้านกฎหมาย ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือ มากกว่าที่ทุกคนคิด

PDPA คืออะไร? แล้วมีความสำคัญอย่างไร?

PDPA ( Personal Data Protection Act) คือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีขึ้นมาเพื่อช่วยคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ถูกละเมิด โดยมีความเกี่ยวข้องกับบุคคล รวมไปถึงนิติบุคคลต่างๆ ที่มีการเก็บ-ใช้-  เปิดเผย หรือถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลในประเทศไทย และหากพบการละเมิดข้อกฏหมายดังกล่าวอาจได้รับบทลงโทษทั้งในทางแพ่ง อาญา หรือโทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท จำคุกสูงสุด 1 ปี รวมถึงต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้น

ข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูล (Data Subject) ได้ทั้งในทางตรง และทางอ้อม ทั้งที่เก็บแบบออนไลน์และออฟไลน์ ล้วนคือ “ข้อมูลส่วนบุคคล” เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขประจำตัวบัตรประชาชน, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, รูปถ่าย เป็นต้น  PDPA ยัง ครอบคลุม คุ้มครองไปจนถึง “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” (Sensitive Personal Data)  เช่น เชื้อชาติ, ความคิดเห็นทางการเมือง, ศาสนา, พฤติกรรมทางเพศ, ประวัติอาชญากรรม หรือข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้รวมเรียกว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” ทั้งสิ้น

โดย PDPA ได้ให้สิทธิกับเจ้าของข้อมูลอย่างครอบคลุม เช่น การได้รับแจ้งว่าจะมีการเก็บข้อมูล สามารถแจ้งแก้ไข คัดค้านการจัดเก็บ การระงับการใช้ข้อมูล รวมไปจนถึงการขอลบข้อมูล โดย PDPA กำหนดระยะในการทำตามคำร้องขอใช้สิทธิจากเจ้าของข้อมูลภายใน 30 วัน

ทำไม SMEs จึงต้องสนใจ PDPA?

  • ความเสี่ยงด้านกฎหมายและค่าปรับ

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ใช้บังคับกับองค์กรทุกประเภททั้งภาครัฐและเอกชน โดยไม่ได้ยกเว้นธุรกิจขนาดเล็ก หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อาจต้องรับโทษปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังอาจถูกดำเนินคดีอาญาและต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าของข้อมูลอีกด้วย

  • ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลถูกแลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หากเกิดการรั่วไหลหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ เรื่องราวจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียลูกค้าและรายได้ในระยะยาว

  • การสร้างความไว้วางใจจากลูกค้า

ลูกค้ายุคใหม่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น การที่ธุรกิจแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA จะช่วยสร้างความไว้วางใจและความประทับใจแก่ลูกค้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการหรือซื้อสินค้าในระยะยาว

  • การเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจ

แม้ในขณะนี้ที่ธุรกิจอาจยังมีขนาดเล็กและมีการเก็บข้อมูลไม่มากนัก แต่เมื่อมีการเติบโตและขยายกิจการ ปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดการย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การวางรากฐานด้าน PDPA ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมในการรองรับการขยายตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน

  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านความปลอดภัยข้อมูล

การนำระบบ PDPA มาใช้ในองค์กรจะช่วยปลูกฝังวัฒนธรรมการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลแก่พนักงานทุกคน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

  • การเตรียมพร้อมสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามพรมแดน

การเคลื่อนย้ายข้อมูลข้ามประเทศเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจที่มีการดำเนินงานในระดับสากลบนโลกไร้พรมแดน การมี PDPA ช่วยให้องค์กรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่ค้าต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ สอดคล้องกับมาตรฐานบนโลก เช่น GPDR ในยุโรป (General Data Protection Regulation) , APPI ในญี่ปุ่น (Act on the Protection of Personal Information), ฯลฯ เป็นต้น

การปรับใช้ PDPA ไม่ใช่เรื่องยาก

ปัจจุบันมีเครื่องมือและแนวทางมากมายที่ SME สามารถนำมาปรับใช้เพื่อทำ PDPA ให้สอดคล้องกับธุรกิจของตัวเราเอง ตัวอย่างเช่น

  • จัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัว: ระบุวิธีการเก็บรวบรวม ใช้ และดูแลรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
  • จัดฝึกอบรมพนักงาน: ให้ความรู้เกี่ยวกับ PDPA และความสำคัญของการปกป้องข้อมูล
  • ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย: ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล
  • จัดทำเอกสารบันทึก: เก็บหลักฐานการดำเนินการตาม PDPA
PDPA Prokit

สร้าง Privacy Policy ง่ายๆ อย่างมืออาชีพ ถูกต้องตาม PDPA

OPT-Solutions PDPA คือเครื่องมือสร้าง Privacy Policy ถูกต้องตาม PDPA

นำไปใช้ได้จริง ประหยัดเวลา และไม่ต้องจ้างนักกฎหมาย

ออพติมุสเราก็มีทางเลือกที่น่าสนใจ และตอบโจทย์ในทุกเงื่อนไข ที่กล่าวมาข้างต้น ผ่าน PDPA PROKIT by OPT-Solution เป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจ SME ที่ช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ โดยลดเวลาและทรัพยากรในการเรียนรู้ สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ สามารถเริ่มใช้งานได้โดยง่าย คุ้มค่าการลงทุน รวมไปถึง ออพติมุสยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่เหมาะสมกับธุรกิจ SME ที่ไม่ต้องการลงทุนมาก ด้วยตัวเลือกอื่นที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น เฉพาะนโยบายการเก็บคุ๊กกี้บนเวปไซด์ นโยบาย Privacy Policy สำหรับแต่ละกลุ่มงานของบริษัท  สนใจและต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อแผนก Marketing

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ที่ไว้วางใจซื้อสินค้า Ruckus Wireless

ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ที่ไว้วางใจซื้อสินค้า Ruckus Wireless  โดยผ่าน dealer บริษัท โกไอทีโซลูชั่น จำกัด

RUCKUS R650 Indoor Access Point

High Performance Wi-Fi 6 4x4:4 Indoor Access Point with 3 Gbps max rate and Embedded IoT

เหมาะสำหรับบริเวณที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นใช่ห้องประชุมขนาดใหญ่ ,ห้องจัดเรียนโรงแรม,โรงงาน เป็นต้น

คุณสมบัติเด่นของ Ruckus R650

  • dual-band 802.11abgn/ac/ax
  • Wireless Access Point with Multi-Gigabit Ethernet backhaul and onboard BLE/ZIgbee
  • 4×4:4 + 2×2:2 streams
  • (2.4GHz/5GHz) OFDMA
  • MU-MIMO
  • BeamFlex+
  • dual ports
  • PoH/uPoE/802.3at PoE support

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.ruckusnetworks.com/products/wireless-access-points/r650/

และหากท่านต้องการทดสอบการใช้งาน ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Ruckus ในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

ระบบบริหาร Bandwidth และการจัดลำดับความสำคัญเครือข่ายในโรงแรม

อุตสาหกรรมโรงแรมเป็นภาคธุรกิจที่มีจำนวนผู้ใช้บนเครือข่าย จำนวนไม่น้อยทั้งบุคลากรที่อยู่ในสำนักงานและแขกหรือลูกค้าที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าและออกตลอดทั้งปี ล้วนแล้วแต่มีความคาดหวัง ในประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายทั้งสิ้น ใน Traffic จำนวนมหาศาลเช่นนี้ การที่จะจัดลำดับความสำคัญ และบริหารจัดการ Bandwidth ที่มีอย่างจำกัดนั้น เป็นไปได้ยากยิ่ง ด้วยกิจกรรม ทางเครือข่ายที่มากมายในยุคปัจจุบันเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมือ ที่ไว้ใจได้และประสิทธิภาพที่สูงพอจะควบคุม

ประโยชน์

  • จัดลำดับความสำคัญเครือข่าย เพื่อรองรับกิจกรรมเครือข่ายที่ยากจะคาดเดา
  • บริหารจัดการทรัพยากร Bandwidth ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ปัญหา

  • ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรม การเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตของบุคคลครั้งละมากๆได้
  • ไอทีมีภาระในการจัดการสิ่งอื่นมากเกินที่จะคอยควบคุมการใช้งานผู้ใช้
  • กิจกรรมทางเครือข่ายผู้ใช้ นับวันยิ่งมีความต้องการที่สูงและซับซ้อนขึ้น

เหมาะสำหรับ

  • ทุกระบบที่มีผู้ใช้จำนวนมาก ที่ต้องการรักษามาตรฐานการใช้งาน
    เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้

MLB 2024 กับเทคโนโลยีเน็ตเวิร์คบนโลกกีฬาเบสบอลผ่าน Extreme Networks

MLB หรือ Major League Baseball

MLB หรือ Major League Baseball เป็นลีกเบสบอลมืออาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยเริ่มมีขึ้นครั้งแรกปี 1903 และจัดต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยในลีคมีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 30 ทีม แต่ละทีมจะแข่งขันในฤดูกาลปกติ 162 เกม ลีกนี้เป็นลีกเบสบอลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีนักกีฬาระดับตำนานที่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมรวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนกีฬาจากทั่วโลก

แฟนๆที่คลั่งไคล้กีฬาเบสบอลล้วนตั้งตารอคอยวันเปิดฤดูกาล MLB 2024 ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยเกมแรกของฤดูกาลเป็นการแข่งขันระหว่าง the New York Yankees กับ the Boston Red Sox ที่สนามเฟนเวย์พาร์ค 

ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายที่จะยิ่งช่วยยกระดับประสบการณ์ของแฟนๆ  ด้วยการแข่งขันที่ไม่ใช่แค่ความสนุกภายในเกมเท่านั้น การบริหารจัดการภายในสนามก็ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  และด้วยระบบเน็ตเวิร์คจาก Extreme Networks จะเป็นพลังขับเบื้องหลังการทำงานที่เกิดขึ้นในสนามทั้งหมด เพื่อสร้างประสบการณ์สนามเบสบอลยุคใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

2023 Season Recap

ฤดูกาล 2023 ของ MLB เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายอย่าง  โดยมีการปรับปรุงให้เป็นเกมที่รวดเร็ว  มีจังหวะและช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์ของแฟนๆที่เข้าชมการแข่ง โดยเมเจอร์ลีกเบสบอล MLB ปี 2024 นี้ ปรับปรุงกติกาหลายอย่างมากขึ้นเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาและความสนุกของคนดู  เช่น  การขยายขนาดฐาน  การจำกัดการยืนรอรับลูก  แต่สิ่งที่ส่งผลชัดเจนที่สุดคือ “pitch clock” ซึ่งคือการกำหนดเวลาให้พิชเชอร์ (ผู้ขว้างบอลฝ่ายบุก) ขว้างลูกให้ผู้ตีภายในเวลาที่กำหนด  กฎนี้มีเป้าหมายที่จะลดระยะเวลาของเกม  เพิ่มความต่อเนื่อง  และสร้างจังหวะที่เร้าใจยิ่งขึ้น  สกอตต์ บรอน เจ้าของพอดแคสต์ Foul Territory ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของกติกาฤดูกาลที่ผ่านมากับทิศทางของเกมการแข่งในอนาคต

Rising Demand on Ballpark Operations

เกมที่รวดเร็วขึ้นดึงดูดแฟนๆ ให้มีส่วนร่วมมากขึ้น  และแน่นอนสร้างความตื่นเต้นในสนามได้เป็นอย่างดี  บิล ชลัฟ เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศทีม the San Francisco Giants แชร์มุมมองต่อเกมที่สั้นลงกับการบริหารจัดการสนามที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดอุปสรรคต่างๆ ของแฟนกีฬาในวันแข่ง

ทั้งนี้ The Giants ได้ติดตั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E  เพื่อเพิ่มความเร็วการเชื่อมต่อภายในสนาม ซึ่งไม่เพียงแต่ให้แฟนๆ ได้เช็คผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ หรือแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ แล้ว ยังใช้ Wi-Fi เชื่อมต่อกับร้านค้าและจุดจำหน่ายอาหารภายในสนาม  เนื่องจากเกมดำเนินไปเร็วขึ้น  การทำให้แฟนๆ ที่ต้องต่อแถวและกลับไปถึงที่นั่งอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ Wi-Fi 6E รวมถึงเน็ตเวิร์ค AI อื่นๆ จึงมีบทบาทสำคัญมากในเรื่องนี้

Fan-Facing Technology

แฟนเบสบอล คาดหวังมากกว่าแค่ความสนุกจากเกมการแข่งขัน  พวกเขาอยากแชร์ประสบการณ์  เข้าถึงข้อมูลอื่น ๆ  และดื่มด่ำกับบรรยากาศ  เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นนี้ทำให้แฟนๆ สัมผัสประสบการณ์ได้ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนาม  แฟนในสนามเมื่อก่อนการไปดูแต่ละเกมคือการตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง  แต่เดี๋ยวนี้พวกเขาต้องการเชื่อมต่อ ต้องการแชร์  ต้องการโชว์เพื่อนๆ ว่าอยู่ที่สนาม ต้องการพูดคุยกับเพื่อนกับครอบครัว  รวมถึงเช็คผลการแข่งขันอื่น ๆ   ซึ่งวันนี้แม้แต่การเข้าสนามก็ยังต้องใช้มือถือเลยเพราะบัตรเป็นรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด (digital ticket)

Wi-Fi กลายเป็นหัวใจสำคัญภายสนามเบสบอลแห่งนี้  ซึ่งส่งผลต่อการบริหารสนาม  การดูแลแฟนๆ  และนักกีฬา บิล เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของแฟนๆ ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  ตั้งแต่เมื่อก่อนที่ Wi-Fi เคยเป็นแค่สิ่งอำนวยความสะดวกเล็กๆน้อยๆ จนวันนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็น และต้องดีกว่าความคาดหวังของแฟนๆ อีกด้วย

Technology's Impact on Baseball Players

เทคโนโลยี Wi-Fi ไม่ได้ส่งผลแค่กับผู้ชมบนอัฒจันทร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อโค๊ช และผู้เล่นที่กำลังแข่งขันในสนาม ด้วยแท็บเล็ตที่ใช้งานบริเวณที่นั่งข้างสนาม กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญ  ที่ให้ข้อมูลเรียลไทม์  เช่น  ภาพการแข่งขัน  สถิติการตี  และข้อมูลอื่นๆ  ซึ่งข้อมูลที่สำคัญเหล่านี้ช่วยให้โค๊ช และนักกีฬาเรียนรู้จากการตีในแต่ละรอบ พร้อมปรับแผนการเล่น โดยนำข้อมูลมาใช้เพื่อเล่นในอินนิ่งต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับพี่ๆ ที่อาจไม่คุ้นเคยกับกติกาของเบสบอล แอดขอเล่าให้ฟังง่ายๆ ดังนี้

การแบ่งทีม: แบ่งผู้เล่นเป็นสองทีม ทีมละ 9 คน แบ่งเป็นทีมรุกและทีมรับ

สนาม: เล่นบนสนามที่มีฐานที่เรียกว่าเบส (base) เรียงกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม

เป้าหมาย: ทีมรุกต้องตีลูกบอลด้วยไม้ตีให้โดนแล้ววิ่งไปรอบฐาน จนครบ 4 ฐาน โดยทีมรับต้องพยายามรับลูกเมื่อลูกบอลถูกตีโดยฝ่ายรุก โดยขว้างลูกบอลให้โดนตัวผู้ตี หรือขว้างกลับมาที่ฐานก่อนที่ผู้ตีจะวิ่งถึง

ผลัดกันตี: ทีมรุกผลัดกันตีทีละ 1 คน ตีจนครบ 3 คนออก ทีมรับจะเปลี่ยนเป็นทีมรุก

การทำคะแนน: วิ่งครบ 1 รอบสนาม นับเป็น 1 คะแนน

เล่น 9 อินนิ่ง: เกมแบ่งเป็น 9 อินนิ่ง(รอบ) ทีมที่มีคะแนนมากกว่าในตอนท้ายจะเป็นผู้ชนะ

Extreme Networks นำเสนอโซลูชั่นเครือข่ายประสิทธิภาพสูงให้กับสนามกีฬาทั่วโลก เช่น สนาม Old Trafford สนาม Anfield สนาม Olympiastadion เบอร์ลิน สนามกีฬาภายใน ESSMA รวมถึง Major ลีกเบสบอล, NFL , NHL และ NASCAR (สนามแข่งขันรถในสหรัฐอเมริกา)  ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่าย Extreme Networks ในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ ในการนำเสนอโซลูชั่น ICT ที่ครบวงจรและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ SMEs หรือหน่วยงานภาครัฐ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอโซลูชั่นเน็ตเวิร์คอัจฉริยะจาก Extreme Networks สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

การอัพเดตล่าสุดของ GFI FaxMaker เวอร์ชัน 20.7

 GFI FaxMaker เวอร์ชัน 20.7 อัพเดตอะไรบ้าง !!

  1. การรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม: OpenSSL ได้รับการอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.1.1w และ 7zip เป็นเวอร์ชัน 24.01 เพื่อให้การดำเนินการส่งแฟกซ์ของคุณยังคงปลอดภัย

  2. การส่ง SMS แก้ไข: ปัญหาที่กำลังป้องกันการส่งข้อความ SMS ผ่าน Message Media ได้รับการแก้ไขให้การทำงานของ SMS เป็นไปอย่างราบรื่น

  3. การกำหนดค่าอย่างรวดเร็ว: ได้แก้ไขข้อผิดพลาดการกำหนดค่า SMTP ที่เกี่ยวข้องกับ Email2Fax เพื่อทำให้กระบวนการตั้งค่าเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับข้อมูลที่ละเอียดเพิ่มเติม คุณสามารถตรวจสอบ release notes บนเว็บไซต์ของ GFI ได้ หากต้องการให้ได้ประโยชน์จากการปรับปรุงนี้ โปรดอัปเกรดเป็นเวอร์ชันล่าสุดของ GFI FaxMaker

ขอบคุณที่คุณไว้วางใจใน GFI FaxMaker ตลอดเวลา หากคุณต้องการความช่วยเหลือหรือมีคำถามใด ๆ ทีมสนับสนุนของเราพร้อมที่จะช่วยเสมอ

GFI FaxMaker - Simple and Secure Digital Faxing คือ ?

GFI FaxMaker เป็นโซลูชั่นส่งแฟกซ์ที่เชื่อถือได้และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการใช้งานในองค์กรต่างๆ ด้วยความสามารถในการส่งแฟกซ์ที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัย ด้วยความสามารถที่ทันสมัยในการจัดการแฟกซ์ ที่จะช่วยให้องค์กรของคุณสามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยได้โดยไม่ยุ่งยากในสมัยนี้

คุณสมบัติหลักของ GFI FaxMaker:

  • ประสิทธิภาพและความเร็ว: GFI FaxMaker มอบความสามารถในการส่งแฟกซ์อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถส่งเอกสารและข้อมูลต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง
  • ความสามารถในการปรับแต่ง: โซลูชันนี้มีความสามารถในการปรับแต่งตามความต้องการขององค์กร ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าและการกำหนดค่าต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม
  • ความปลอดภัย: GFI FaxMaker มีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแฟกซ์อย่างเข้มงวด ด้วยการเข้ารหัสข้อมูลและมีการควบคุมการเข้าถึงอย่างเข้มงวด
  • ความใช้ง่าย: โซลูชันนี้ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มีอินเตอร์เฟซที่ intuitive และใช้งานได้สะดวก ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การสนับสนุนและบริการหลังการขาย: GFI FaxMaker มีการให้บริการลูกค้าที่ดีและเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งมีการสนับสนุนหลังการขายอย่างเต็มรูปแบบ

ประโยชน์ของการใช้ GFI FaxMaker:

  • ลดความยุ่งยาก: การใช้ GFI FaxMaker ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการแฟกซ์อย่างมาก ทำให้การสื่อสารด้วยแฟกซ์เป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพ: การส่งแฟกซ์ที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของบริษัท โดยลดเวลาในการสื่อสารและเพิ่มความถูกต้อง
  • ความปลอดภัยของข้อมูล: การใช้ GFI FaxMaker ช่วยในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแฟกซ์อย่างเข้มงวด และป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต

และหากท่านต้องการทดสอบการใช้งาน ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย สอบถามรายละเอียดและข้อมูลในการติดต่อได้ที่แผนก Marketing

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

จุดประกายข่าวสารโดย : Optimus admin

BeaRiOt เทคโนโลยี IIoT สำหรับโรงงานยุคใหม่ ใส่ใจประสิทธิภาพการผลิตและสิ่งแวดล้อม

การควบคุมและตรวจสอบการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมักเป็นงานที่ซับซ้อนและต้องการความรอบคอบในการดูแลรักษาเครื่องจักรและกระบวนการผลิตต่างๆ เพื่อให้การผลิตเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบและระบุปัญหาด้วยความรวดเร็ว รวมถึงการระบุแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะบางครั้งปัญหาไม่สามารถเห็นได้ชัดเจน หรือเกิดขึ้นในระดับที่ยากต่อการตรวจสอบ

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทำได้ด้วย BeaRiOt

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทำได้ด้วย BeaRiOt ซึ่งเป็นเทคโนโลยี IIoT ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้การควบคุมและดูแลการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย BeaRiOt มีความสามารถในการตรวจสอบสุขภาพของเครื่องจักร รวมไปถึงกระบวนการผลิตอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ผ่านการรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และ แดชบอร์ดโดยตรวจจับสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติ เช่น การสั่นสะเทือนที่ไม่ปกติหรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ

เมื่อ BeaRiOt ตรวจพบความผิดปกติ เซ็นเซอร์ตรงเครื่องจักรที่พบปัญหาจะมีการแจ้งเตือนทางอีเมลหรือแอปพลิเคชันไลน์ (Line) ทันที เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถรับทราบและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้โดยทันที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาเครื่องจักร ระบบการผลิต ผลคือลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตได้นั่นเอง

BeaRiOt

ไม่เพียงแค่ระบบตรวจสอบความผิดปกติ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่มีความสามารถในการทำนายการซ่อมบำรุง (Predictive Maintenance) โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะและประวัติการทำงานของเครื่องจักร เพื่อทำนายเวลาที่เหมาะสมในการซ่อมบำรุง และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในอนาคต

Raw Materials Telemetry

Beariot-Website-30-768x640

การใช้ BeaRiOt ในการทำ Raw Materials Telemetry มีประโยชน์อย่างมากในการสำรวจและติดตามวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิต โดยมีตัวอย่างการใช้งาน ได้แก่

ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ การสำรวจและติดตามวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากคุณภาพของวัตถุดิบจะมีผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เราทำออกไป ด้วย BeaRiOt ที่มีคุณสมบัติที่ใช้ในการทำ Raw Materials Telemetry ผู้ผลิตสามารถติดตามและจัดการวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตรวจสอบปริมาณของวัตถุดิบในสต็อกอัตโนมัติ พร้อมมีระบบแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลระบบทราบเมื่อมีจำนวนวัตถุดิบเหลือน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่นเมื่อสต็อกของวัตถุดิบลดลงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะทำการแจ้งเตือนผ่านทางอีเมลหรือแอปพลิเคชันไลน์ทันที เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการผลิตจะไม่ต้องหยุดชะงักเนื่องจากขาดวัตถุดิบ

ในกระบวนการผลิตผงครีม เช่นผงครีมจากนม การควบคุมและติดตามวัตถุดิบเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม ด้วยการใช้ BeaRiOt ผู้ผลิตสามารถตรวจสอบระดับความสูงของวัตถุดิบในถังหรือภาชนะผสมได้อย่างต่อเนื่อง และทราบสถานะของวัตถุดิบว่ามีพอเหมาะต่อการใช้งานหรือไม่ โดยการแจ้งเตือนผ่านระบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือปัญหาเกิดขึ้น เช่นการใช้งานวัตถุดิบมากเกินไปหรือมีปัญหาทางเทคนิคที่ต้องแก้ไข

ด้วย BeaRiOt  การทำ Raw Materials Telemetry จะช่วยให้ผู้ผลิตมีความสามารถในการควบคุมและจัดการวัตถุดิบในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงของการขาดวัตถุดิบ และช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่ดีตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยมีการแจ้งเตือนและควบคุมผ่านระบบอัตโนมัติช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและมั่นใจได้ในการผลิตสินค้าของตน

Energy Monitoring

Beariot-Website-35-768x551

การใช้ BeaRiOt ในการทำ Energy Monitoring มีประโยชน์อย่างมากในการติดตามและจัดการการผลิตพลังงานและการใช้พลังงานในอาคาร โดยมีตัวอย่างการใช้งาน ดังนี้

ในการติดตามการผลิตพลังงานจากโซลาร์รูฟท็อป เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจที่มีการลงทุนในพลังงานทางเลือกเช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์สามารถตรวจสอบปริมาณพลังงานที่สร้างขึ้นได้อย่างแม่นยำ โดย BeaRiOt จะช่วยในการติดตามการผลิตพลังงานอย่างอัตโนมัติ พร้อมคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (carbon reduction) และประสิทธิภาพของระบบ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลการผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การแสดงผลข้อมูลที่เป็นรูปแบบกราฟหรือแผนที่บนแดชบอร์ดจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว 

ในการติดตามการใช้พลังงานในอาคาร BeaRiOt จะช่วยในการรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานที่สำคัญ เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ หรือการใช้ก๊าซเชื้อเพลิง และทำการคำนวณประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของอาคาร เช่น ประสิทธิภาพของระบบทำความเย็นหรือระบบทำความร้อน ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานเพื่อวางแผนการลดการใช้พลังงานหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วย BeaRiOt ในการทำ Energy Monitoring ผู้ใช้จะสามารถติดตามและวิเคราะห์การผลิตพลังงานและการใช้พลังงานในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานทั้งในส่วนของการผลิตและใช้งานอาคาร สอดคล้องกับการทำ ESG ที่ผู้บริโภคหรือคนรุ่นใหม่วันนี้ใช้เป็นข้อมูลหนึ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

Process & Predictive Maintenance

Beariot-Website-37-768x442

การใช้ BeaRiOt ในการทำ Process & Predictive Maintenance มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจสอบสุขภาพของเครื่องจักรที่อาจมีผลต่อการผลิต โดยระบบสามารถตรวจจับสัญญาณที่บ่งชี้ถึงปัญหาหรือความผิดปกติของเครื่องจักรได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เช่น

การตรวจจับการสั่นสะเทือนที่ไม่ปกติหรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิแบบแปลกๆ โดยระบบจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินสถานะของเครื่องจักรว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหรือไม่ และให้การแจ้งเตือนผ่านทางอีเมลหรือแอปพลิเคชันไลน์ทันทีเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถประกอบการตัดสินใจและดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที

ในโรงงานผลิตอาหารที่เราใช้ BeaRiOt เพื่อการทำ Process & Predictive Maintenance เราสามารถตรวจสอบสุขภาพของเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตามสัญญาณที่แสดงถึงปัญหาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เราสามารถรับการแจ้งเตือนทางอีเมลหรือแอปพลิเคชันไลน์ทันทีเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่นเมื่อมีการสั่นสะเทือนที่ไม่ปกติหรืออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ทำให้เราสามารถรับทราบและดำเนินการแก้ไขปัญหาทันทีโดยไม่ต้องรอให้ปัญหากลายเป็นฉุกเฉินที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิต

ที่มาข่าวต้นฉบับ : https://www.onetenplus.com/

BeaRiOt เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการและดูแลการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ช่วยให้ธุรกิจมีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและมีความเสถียรมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซม และเพิ่มผลผลิตของการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ BeaRiOt เป็นโซลูชัน IIoT ที่เหมาะกับโรงงานทุกขนาด ทุกงบประมาณ สนใจให้ทางทีมงานออพติมุส เข้าไปเล่าให้ฟังเพิ่มเติมถึงไอเดีย และแนวทางในการปรับปรุงระบบโรงงานเป็น โรงงาน 4.0 ผ่านอุปกรณ์ IIoT ติดต่อได้ที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

เพิ่มระยะการเดินสายพร้อมจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ปลายทางที่เกิน 100 เมตร

กล้องหรืออุปกรณ์ปลายทางบางตัวอยู่ไกลออกไปจากตู้ Rack เกิน 100 เมตร ต้องทำยังไง ในเมื่อซื้อ Switch เพิ่มก็ต้นทุนสูง จะใช้ Fiber ก็งบบานปลาย ไหนจะต้องเพิ่มความดูแลเป็นสองเท่าหากซื้ออุปกรณ์เพิ่ม จบปัญหานี้ด้วยราคาสุดประหยัดกับ PoE Extender กันดีกว่าครับ นอกจะไม่ต้องเดินไฟใหม่แล้ว อุปกรณ์ปลายทางที่ลองรับ PoE ก็ยังรับทั้งไฟและข้อมูล ได้อย่างสบายๆ หมดห่วงเรื่องดูแล ใช้งานเท่าที่จำนวนต้องการ

ประโยชน์

  • เพิ่มระยะของการเดินสาย ไปยังอุปกรณ์ปลายทางที่มีระยะเกิน 100 เมตร

  •  มีความคงทนเหมาะกับการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม

ปัญหา

  • ปัญหาระยะการเดินสายที่มีจำกัด

  • ต้องการติดตั้งเฉพาะบางจุดจะจัดซื้อ Switches มาก็ไม่คุ้ม

เหมาะสำหรับ

  • พื้นที่รอบนอกอาคาร หรือป้อม รปภ. ที่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อเครือข่าย เช่น CCTV หรือ IoT Device

WiFi ประสิทธิภาพสูง พร้อมจบปัญหาสัญญาณไม่ครอบคลุมในทุกสภาพแวดล้อม

ประโยชน์ เพิ่มประสิทธิภาพของสัญญาณด้วย BeamFlex ที่มี Pattern การส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์เป้าหมาย หลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน เปลี่ยนช่องสัญญาณอัตโนมัติ ปัญหา ต้องรองรับอุปกรณ์ที่มีมากขึ้น มีปัญหาสัญญาณรบกวน จากแวดล้อมโดยรอบ เหมาะสำหรับ  โรงแรมที่ต้องการให้ผู้พักมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการ ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดจะช่วยให้ผู้พักเพลิดเพลินกับทุกกิจกรรมออนไลน์

ประโยชน์

  • เพิ่มประสิทธิภาพของสัญญาณด้วย BeamFlex ที่มี Pattern การส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์เป้าหมาย

  • หลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวน เปลี่ยนช่องสัญญาณอัตโนมัติ

ปัญหา

  • มีปัญหาสัญญาณรบกวน จากแวดล้อมโดยรอบ

  • สัญญาไม่สามารถเข้าไปถึงห้องน้ำโรงแรม

เหมาะสำหรับ

  • ห้องพักขนาดใหญ่ ที่มีการซอยห้อง และมีห้องน้ำอยู่ริมห้อง

  • โรงแรมที่ต้องการประสิทธิภาพ WiFI ที่เป็นเลิศ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการพักอาศัย