เราจะใช้ Wi-Fi ทีมีอยู่ช่วยเพิ่มยอดโฆษณาสินค้าได้อย่างไร

เราจะใช้ Wi-Fi ทีมีอยู่ช่วยเพิ่มยอดโฆษณาสินค้าได้อย่างไร

7 นาทีหลังเช็คอิน รวมไปถึงหนึ่งในสามของแขกที่เข้าพักต้องการพาสเวิร์ด Wi-Fi แทบจะทันทีที่มาถึงโรงแรม* นอกจากนั้นยังพบความต้องการใช้งาน Wi-Fi ตามสนามบิน ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านกาแฟต่างๆ ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของการให้บริการ Wi-Fi ในพื้นที่ใช้งานสาธารณะ ที่เจ้าของสถานที่ต้องเตรียมการใช้งาน Wi-Fi ให้กับลูกค้า แต่ บริการดังกล่าวคงยากที่เราจะเก็บเงินค่า Wi-Fi ทั้งที่เรายังคงต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า ค่า Wi-Fi  ค่าดูแลรักษา ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่ใช่น้อย แล้วเราจะหาประโยชน์จาก Wi-Fi ที่ลงทุนไปได้อย่างไร รวมถึงมีวิธีไหนที่จะทำให้ W-Fi ที่มีอยู่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเราได้บ้าง

แนวคิดของการใช้ Wi-Fi เป็น Profit Center แทนที่จะเป็น Cost Center แบบเดิม สามารถทำได้โดยใช้ Wi-Fi เป็นช่องทางในการโปรโมต ส่งสาร ส่งข้อมูล แสดงรายละเอียดสินค้า โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ได้แก่ การสร้างแคมเปญในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่านการออกแบบหน้า Splash หรือ หน้า Captive Portal ซึ่งเป็นหน้าแรก เหมือนเป็นจุดพักให้ลูกค้าเห็นโฆษณา โปรโมชั่นต่างๆ รวมถึงกรอกข้อมูลเพื่อสมัคร Newletter ก่อนที่ลูกค้าจะ log in เพื่อเข้าใช้ Wi-Fi จึงเป็นวิธีที่จะช่วยให้เจ้าของ Wi-Fi เจ้าของสถานที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เคยเป็นแค่ค่าใช้จ่ายมาโดยตลอด สร้างเป็นยอดขาย หรืออาวุธทางการตลาดได้ในที่สุด

“Linkyfi” เป็น Martech ประเภท Wi-Fi Marketing Platform ที่สามารถจัดการระบบ Guest WiFi Access และ WiFi Marketing รวมเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งยังเป็น Value-added Marketing services ที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับนักการตลาด เพื่อทำให้ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตปลอดภัย ได้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า และช่วยจัดช่องทางสื่อสารทางการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง อีกทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อการทำ Wi-Fi Hotspot ที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดีที่สุด

ถ้าพูดถึงหน้า Splash หรือ หน้า Captive Portal จะพบว่า หลายๆ สถานที่ การขอข้อมูลจากลูกค้าดูจะเป็นปัญหาที่คิดไม่ออกว่าต้องทำอย่างไร ทั้งนี้ Linkyfi มีเคล็ดลับ สำหรับใช้เป็นแนวทางในการทำหน้าแรกให้น่าสนใจ และลูกค้ารู้สึกสบายใจในการกรอกข้อมูลกลับมาให้เรา

  • ข้อมูลหน้าแรก (Splash/Captive Portal) ควรกำหนดจำนวนคำถามให้จบไม่เกิน 3 คำถาม หากคำถามมากไป ลูกค้าจะรู้สึกว่า วุ่นวาย ขอข้อมูลเยอะ โดย 3 คำถามควรครอบคลุมในหัวเรื่อง ดังนี้ 
    • ควรมีคำถามเพื่อประโยชน์ด้านการทำ Marketing Communication Channel เพื่อเป็นข้อมูลไว้ติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เช่น Email หรือเบอร์โทร
    • ควรมีคำถามเพื่อสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า Personal info Question เช่น ชื่อ ชื่อเล่น
    • ควรมีคำถามเพื่อใช้แบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Target Group)  ทั้งนี้เพื่อนักการตลาดจะนำข้อมูลดังกล่าวไปแยกเพื่อทำตลาดแบบ Personalize Marketing ได้ เช่น เพศ อายุ ของกลุ่มลูกค้า
  • ไม่ควรต้องให้ลูกค้า กรอกข้อมูลซ้ำๆ ทุกครั้งที่เข้าใช้งาน ซึ่งเราสามารถกำหนดความถี่ตามความเหมาะสมของการใช้งานพื้นที่น้้นๆ 
  • อย่าลืม ระบุเงื่อนไขการใช้ข้อมูลรวมถึงรายละเอียดด้าน GDPR, PDPA ที่เกี่ยวข้องในจุดที่ลูกค้าจะเห็นได้ชัดเจน

Trick เพิ่มเติมเฉพาะ LinkyFi ที่แตกต่างจากผู้ให้บริการอื่นๆ จากข้อแนะนำที่ว่าอย่าตั้งคำถามที่มากเกินไป ด้วยคุณสมบัติของ Linkyfi เรามีระบบในการตรวจสอบว่าลูกค้าที่เข้ามาใช้ Wi-Fi เป็นลูกค้าที่เข้าใช้ครั้งแรก หรือลูกค้าเก่า ลูกค้าเข้ามาใช้บริการไปแล้วกี่ครั้ง โดยเราสามารถตั้งหน้า Splash/Captive Portal แตกต่างกันได้ตามลูกค้าที่มีการใช้งานใหม่เก่า  โดยเราสามารถใช้เครื่องมือของ LinkyFi เป็นแพลตฟอร์มในการสะสมข้อมูลของลูกค้าให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครอบคลุมทุกแง่มุม โดยที่ไม่กวนใจลูกค้า  ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่เข้าใช้ Wi-Fi ในครั้งที่สอง ครั้งที่สาม Linkyfi สามารถดันฟอร์มเพื่อกรอกข้อมูลที่แตกต่างไปจากการเข้าสู่ระบบครั้งแรก เช่นครั้งแรกเราเก็บอีเมลและชื่อจริงของลูกค้าไปแล้ว ในระหว่างการเข้าสู่ระบบครั้งต่อไป เราเลือกที่โชว์หน้าเพื่อขอหมายเลขโทรศัพท์เพิ่มเติม ซึ่งเมื่อยิ่งนานวันเข้า ข้อมูลเราก็จะยิ่งมากขึ้น ซึ่งผลลัพท์ที่ได้จะทำให้เราสามารถทำตลาดได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อเทียบกับการใช้เครื่องมือการตลาดอื่นๆ

โดยข้อมูลที่ลูกค้ากรอกรายละเอียดกลับมา เราสามารถนำไปใช้งานทางการตลาดได้ดังนี้

  1. เก็บเป็นฐานข้อมูลเพื่อสร้างแคมเปญทางการตลาด ที่เกี่ยวข้องกับ Customer Loyalty Program ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ อย่างต่อเนื่อง
  2. ทำโปรโมชั่นพิเศษสำหรับร้านค้าในพื้นที่ เช่น นาทีทองรับส่วนลดพิเศษ โปรโมชั่นร้านค้าเฉพาะตามกลุ่มเป้าหมาย  เป็นต้น
  3. ทำแคมเปญพ่วงไปกับ Social Marketing Platform อื่นๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราได้ทุกที่ทุกเวลา (Linkyfi สามารถ Log in ผ่าน Social Media ต่างๆ ได้แก่ Facebook, Google, Instagram, Twitter, Line, LinkedIn, ฯลฯ)

ทั้งนี้ Linkyfi ยังมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ที่โดดเด่นแตกต่างจากผู้ให้บริการอื่น เช่น การวิเคราะห์ผู้เข้าใช้งานผ่าน Heatmap Report, การแสดงการเคลื่อนที่ของคนในพื้นที่ผ่าน Location Tracking, รายงานสถิติผู้เข้าใช้งาน รวมถึงในพื้นที่ที่จำกัดจำนวนคนเข้า สามารถตั้ง Alert เตือนหากมีคนอยู่ในพื้นที่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ได้

เปลี่ยน Wi-Fi ที่มีอยู่เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าด้วย LinkyFi

ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ธุรกิจต่างๆ ต้องหาวิธีการใหม่ๆ ในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตน โซลูชันการตลาดผ่าน Wi-Fi สำหรับลูกค้าที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายในพื้นที่ จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและทำการตลาดให้กับธุรกิจของคุณ นอกจากนั้นแล้วแล้ว ธุรกิจยังสามารถปรับปรุงกระบวนการจัดการ WiFi เพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูล และจัดการทางการตลาดแบบอัตโนมัติ และด้วยโซลูชัน จาก Linkyfi จะช่วยส่งเสริมแคมเปญการตลาดของคุณและมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับแขก นอกจากน้้น เรายังสามารถมีโมเดลในการสร้างรายได้จากฮอตสปอต Wi-Fi ของคุณ เพื่อเปลี่ยนจากต้นทุนที่จ่ายไปทุกเดือนๆ ให้เป็นรายรับ และกำไรได้ในที่สุด

สนใจรายละเอียดของ LinkyFi รวมถึงต้องการทดสอบการใช้งาน หรือ หาข้อมูลรุ่นของ AP ที่ใช้งานร่วมกันได้ ติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายหรือการตลาดได้ทันที

 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 Email : [email protected]

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

เลขบัตรประชาชน ใบกำกับภาษี นโยบายความเป็นส่วนตัว


3 คำนี้มาเกี่ยวข้องกันอย่างไร??

เรื่องมันมาจากเมื่อวันก่อนนี้ ผมติดต่อซื้อสินค้าจากผู้ขายรายหนึ่ง

ถามตอบกันไปจนได้ความว่าจะซื้อสินค้ารุ่นไหน ราคาเท่าไหร่ มาลงท้ายที่ผู้ขายขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผมด้วย ผมถามไปทันควัน “เอาไปทำรัยอ่ะ”

ได้รับคำตอบจากผู้ขายทันทีเช่นกันว่า “เอาไปออกใบกำกับภาษีอ่ะดิ”

ผมก็นึกต่อว่า “จิงเหอ สรรพากรสั่งอะไรเพี้ยน ๆ อย่างนี้จริง ๆ เร้อ…”

ไม่รอช้า ค้นบนเน็ตไม่นาน ก็พบคำถามลักษณะเดียวกันนี้ มีคนเป็นจำนวนมาก รู้สึกแปลกใจและสงสัยว่า ร้านค้า/บริษัท จะเอาสำเนาบัตรหรือเลขบัตรประชาชนของเราไปทำแป๊ะอะไร   นี่มันข้อมูลส่วนตัวของเราไม่ใช่เหรอ จะเปิดเผยกันง่าย ๆ ได้ไง

เรื่องแรกเลยนะครับ อันนี้ร้านค้า/บริษัทควรรู้ไว้

ผมว่าจริง ๆ แล้ว หลายบริษัทอาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ คือ ใบกำกับภาษี ไม่ต้องใส่เลขบัตรประชาชนลงไปนะครับ ตามประมวลฯ มาตรา 86/4 เรื่องการออกใบกำกับภาษี ก็ระบุไว้ชัดเจนนะครับ เราใส่เลขผู้เสียภาษีเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียน บุคคลธรรมดาเอาแค่ชื่อกับที่อยู่ก็พอ และยังมีหนังสือสรรพากร 0702/8755 ย้ำอีกด้วย พูดเรื่องเดียวกัน วินิจฉัยชัดเจนว่า บุคคลธรรมดา ไม่ต้องใส่เลขผู้เสียภาษี อ่านเพิ่มจากที่นี่ครับ Click Here !

*** หมายเหตุ: เลขบัตรประชาชน ก็คือเลขผู้เสียภาษีนะครับ ***

ลองนึกภาพว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสรรพากรมีคำสั่งออกมาว่า ต่อไปนี้ให้ร้านค้า/บริษัท ที่จะขายของให้บุคคล จะต้องใส่เลขบัตรประชาชนของลูกค้าบนใบกำกับภาษีด้วย โอ้ว…พวกเราจะได้สนุกกันทั้งวันล่ะครับ กินข้าวก็ยื่นบัตรประชาชน ซื้อของก็ยื่นบัตรประชาชน เติมน้ำมันยังวายต้องยื่นบัตรประชาชน ออกจากบ้าน ติดบัตรประชาชนมันที่หน้าอกซะเลยดีมะ

สรุปว่า บัดเดี๋ยวนี้ ไม่มีข้อบังคับให้ใส่เลขบัตรประชาชนลงในใบกำกับนะครับ ส่วนมากบริษัท/ห้างร้านก็มักจะอ้างกันว่า “ซอฟต์แวร์บังคับให้ใส่ ถ้าไม่ใส่จะออกใบกำกับไม่ได้” อันนี้ก็คงจะต้องทำมึน ๆ กันไป “ไม่เป็นไร สบาย ๆ ” ตามวิถีไทยมั้งครับ

จริง ๆ แล้วบริษัทเอกชนที่ขอดูบัตรประชาชนของเรา แถมยังเอาไปเป็นฐานข้อมูลของเขาอีก ก็มีไม่น้อยนะครับ ธนาคารทุกแห่ง บริษัทมือถือทุกค่าย แต่ที่น่าสนใจคือ บริษัทเหล่านั้นเขามีนโยบายความเป็นส่วนตัว ลองเอาคำนี้ไปค้นใน Google ดูนะครับ “นโยบายความเป็นส่วนตัว ธนาคาร” ทุกธนาคารมีประกาศนโยบายความเป็นส่วนตัวเอาไว้บน web ครับ

จะว่าไปแล้ว ที่ไหนก็ตามที่จะขอข้อมูลส่วนตัวของเรา ต้องมีนโยบายนี้ประกาศไว้ชัดเจนให้เราได้รับทราบครับ

“เพ่ ๆ เพ่เงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานที่ไหน พักที่ไหน ห้องอะไร ชั้นไหน มีแฟนยัง แฟนหน้าตาไง มีลูกเป่า กี่คน กี่ขวบ ลูกเรียนที่ไหน”

ถ้าถูกถามอย่างนี้จากใครก็ไม่รู้ที่ป้ายรถเมล์ คงไม่มีใครยอมบอก ถูกมั้ยครับ ความเป็นส่วนตัวมันสำคัญมากนะครับ เพราะมันเลยเถิดไปถึงความปลอดภัยของชีวิต ทรัพย์สิน ของเราและครอบครัว

นโยบายความเป็นส่วนตัวสำคัญอย่างไร ลองสมมติกันดูว่า วันหนึ่งมีข่าวว่า ฐานข้อมูลบัตรประชาชนรั่วไหลจากบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วทางบริษัทตอบนักข่าวว่า “บริษัทของเราไม่เคยมีนโยบายความเป็นส่วนตัว ลูกค้าเรายินดีมอบข้อมูลให้เรา โดยไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรกับเรา เราจะทำอะไรกับข้อมูลพวกนั้นก็ได้ ข้อมูลจะโดนขโมยก็เรื่องของเรา” ได้ฟังแบบนี้ มันจี๊ดมั้ยครับ

มันจึงดูดีกว่ากันมาก เวลาที่ใครจะให้เรากรอกแบบฟอร์มที่มีการป้อนข้อมูลส่วนตัว แล้วเขาจะมี “นโยบายความเป็นส่วนตัว” ให้เราอ่าน เราจะได้เข้าใจว่า บริษัทนั้นมีความตั้งใจที่จะรักษาข้อมูลของเราไม่ให้รั่วไหล และไม่เอาข้อมูลของเราไปหาประโยชน์ในด้านอื่น นอกจากที่ได้แจ้งกับเราแล้วเท่านั้น แบบนี้อุ่นใจขึ้นมาหน่อยครับ เขารับปากเราแล้วตามนโยบาย เราก็พอจะยินยอมให้ข้อมูลส่วนตัวของเรากับเขาได้

แม้ผิดนโยบายจะไม่เท่ากับผิดกฎหมาย แต่วันหนึ่งถ้ามันเกิดเรื่องข้อมูลรั่วไหล และเราได้รับความเสียหายขึ้นมา นโยบายนี้จะเป็นสิ่งที่คุ้มครองเรา และชี้นิ้วไปว่า ใครที่ทำผิด คนให้ข้อมูลส่วนตัวที่ให้โดยไม่คิด หรือ คนได้รับข้อมูลส่วนตัว ที่ไม่รักษามันไว้เป็นอย่างดี แต่ดันเอาไปหาประโยชน์ซะเละเทะ ทั้ง ๆ ที่รับปากแล้วว่า จะไม่ทำอย่างนั้น

ดังนั้น ถ้าเราทำงานในบริษัทที่ขอข้อมูลส่วนตัวของคนอื่น และยังไม่มีนโยบายความเป็นส่วนตัว ก็เรียกประชุมกันภายในแล้วก็ร่างนโยบายกันออกมาครับ จะเริ่มต้นด้วยการลอกจากคนอื่นมาบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย ทำเสร็จแล้วก็ประกาศใช้ภายในองค์กร ปฏิบัติกับข้อมูลของผู้อื่นตามนโยบายที่ประกาศ และประกาศให้คู่ค้า/ลูกค้าทราบ โชว์ความเหนือของบริษัทเรากันหน่อยครับ

ย้ำก่อนครับ บริษัทไม่ใช่ผู้ร้าย แต่มักตกเป็นเหยื่อของการขโมยข้อมูล อย่างน้อยนโยบายความเป็นส่วนตัว ก็ช่วยให้บริษัทเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ทีนี้เราเองจะมอบข้อมูลส่วนตัวให้ใคร ก็สบายใจกว่าที่จะมอบให้กับบริษัทที่มีนโยบายแบบนี้ ถูกมั้ยครับ ส่วนบริษัทที่ไม่มีนโยบายความเป็นส่วนตัว แล้วจะมาขอสำเนาบัตรประชาชนเพื่อไปออกใบกำกับฯ ผมคงต้องขอคิดหนัก ๆ หน่อย  ระหว่างคิดก็ขอไปดูสินค้าจากบริษัทอื่นไปพลาง ๆ ก่อนครับ

….ท้ายที่สุดนี้ อยากจะบอก รปภ. ตามตึกจริง ๆ เลยว่า “เลิกแลกบัตรประชาชนซะที จะได้มั้ย”

อย่ารอให้เกิดแล้วจึงมาป้องกัน จะดีกว่าไหมถ้าเพิ่มความปลอดภัยให้กับบริษัทของท่านตั้งแต่วันนี้ เราพร้อมให้คำปรึกษา

Line@

@optimusthailand

Facebook Messenger

facebook/optimusthailand

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

สร้างเสริมสุขภาพถ้วนหน้าด้วยระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์จาก XEN SmartPole

มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 เป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นในหลายส่วนของโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ ทุกวันนี้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง แก้ไขไม่ได้ มีผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของประชาชน สำหรับองค์การปกครองส่วนจ้งหวัด ท้องถิ่น สำนักงานเขต ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชุมชน

PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดจิ๋วที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้สามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในปอด ทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหาเช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ การสัมผัสกับ PM2.5 ในระดับสูงยังส่งผลต่อคนทำงานที่อยู่นอกอาคาร พื้นที่โล่งแจ้ง โดยจะมีอาการปวดศีรษะ เหนื่อยล้าง่าย หายใจติดขัด

ในหน่วยงานที่ให้บริการประชาชน อบต อบจ  ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นเรื่องที่ต้องจัดการแก้ไข ปัญหาจากไอเสียรถยนต์ มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เผาไร่ หรือแม้แต่ ไฟป่า เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเป็นนาน เช่นเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอย รวมถึงพนักงานของหน่วยงานเอง เช่น รปภ. พนักงานสุขาภิบาลของเขตที่ต้องสัมผัสกับมลพิษเป็นระยะเวลานาน

การแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ อากาศ สำนักงานเขต อบจ อบต ประชาชน สามารถมีมาตรการในเชิงรุก ร่วมกัน เพื่อติดตามคุณภาพอากาศและใช้มาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องชุมชน ซึ่งรวมถึงการลงทุนในอุปกรณ์ IOT อัจฉริยะ เช่น XEN Smartpole ซึ่งสามารถตรวจวัดคุณภาพอากาศและสภาพอากาศพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ ทำให้หน่วยงานผู้มีอำนาจมีข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ รอบด้าน ครอบคลุม แม่นยำ เพื่อผลประโยชน์ต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่สุขภาวะที่ดีในที่สุด

ด้วยการติดตั้ง XEN Smartpole ในบริเวณพื้นที่เป้าหมาย หน่วยงานสามารถตรวจสอบคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์และใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องประชาชน ตัวอย่างเช่น หาก Smartpole ตรวจพบว่าระดับมลพิษสูง หน่วยงานสามารถแนะนำ ออกประกาศให้มีการสวมหน้ากากอนามัยหรือหยุดพักภายในอาคาร สิ่งนี้สามารถช่วยป้องกันปัญหาระบบทางเดินหายใจและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน

ยิ่งไปกว่านั้น XEN Smartpole ยังมีระบบการใช้งานที่ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอีกด้วย โดยสามารถเลือกใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็น Solar Cell โดยสามารถจัดเก็บประจุไฟฟ้า เพื่อใช้งานต่อในเวลากลางคืน ซึ่งนำไปสู่การประหยัดต้นทุนและการดำเนินงาน

นอกจากเซนเซอร์เพื่อวัด PM 2.5 แล้ว XEN Smartpole IOT จาก ออพติมุส ซึ่งร่วมกับ นิปปอนไซซิส บริษัท ผู้พัฒนา ได้ทำการออกแบบโมดูล ที่น่าสนใจเพิ่มเติม เพื่อช่วยการทำงานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น

  • วัดอุณหภูมิและความชื้น
  • ตรวจจับเสียงรบกวน หรือเสียงดังเกินมาตรฐาน
  • ตรวจวัดค่าฝุ่น pm2.5 / pm10
  • แสดงความกดอากาศ
  • วัดปริมาณน้ำฝน
  • ความสว่าง
  • ตรวจวัดคุณภาพอากาศ คาร์บอนไดออกไซด์ / โอโซน / อ็อคซิเจน / คาร์บอนมอนน็อคไซค์
  • ตรวจสอบเคมีในอากาศ ไนโตรเจนไดออกไซด์/ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ / ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์/ มีเทน/แอมโมเนีย/ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ /ฟอร์มาลดีไฮด์
  • ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ทั้งนี้สามารถเก็บข้อมูลที่สำคัญอาทิ DO (Dissolved Oxygen), ระดับน้ำ เป็นต้น

XEN Smartpole เป็นอุปกรณ์ IOT อัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบคุณภาพอากาศ สภาพอากาศ และคุณภาพน้ำ โดยเป็นเครื่องมือสำหรับหน่วยงานปกครอง สำนักงานเขต ประชาชน ที่ต้องการสร้างชุมชนปลอดมลพิษในรูปแบบต่างๆ ด้วยความสามารถในการตรวจสอบตามเวลาจริง แดชบอร์ดที่ใช้งานง่าย และคุณสมบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม XEN Smartpole จึงเป็นโซลูชันที่น่าเชื่อถือ คุ้มค่า คุ้มราคาช่วยให้หน่วยงานสามารถควบคุมการดำเนินงานและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการแวดล้อมที่ดีได้

“If you are not a part of Solution, you are a part of Problem” เราที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ตัวเราเองก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลด ละ แก้ไขปัญหา โดยเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน ไม่ว่าจะเป็น แนวคิดการเริ่มใช้พลังงานสะอาดในบ้าน เช่นติดตั้งโซล่ารูฟ การกำจัดขยะอย่างถูกต้อง ปรับเปลี่ยนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงาน  ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่หากช่วยกันก็จะส่งผลที่ยิ่งใหญ่ได้

ออพติมุสขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้สังคมน่าอยู่ ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อลูกหลานของเรา สังคมของเรา ประเทศของเรา และโลกของเรา

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง