รักไม่ย่อมเปลี่ยนแปลงฉันใด WI-FI และ MarTech ต่อ 5G ก็ไม่ต่างกัน

ความสำคัญของ Wi-Fi ในยุค 5G

การถือกำเนิดของเทคโนโลยี 5G ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการเชื่อมโยงระหว่างกัน มีข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้องกับ 5G เป็นจำนวนมาก เช่น “5G เร็วกว่า Wi-Fi หรือไม่” หรือ “มี 5G แล้วต้องใช้ Wi-Fi อยู่หรือเปล่า” ซึ่งถึงแม้ว่า 5G จะมีความเร็วที่มากขึ้น Latency ที่ลดลง การครอบคลุมของเครือข่ายก็มากขึ้นเรื่อยๆ พบว่า ความสำคัญของ Wi-Fi ที่มีต่อการใช้งานร่วมกันกับ 5G สำหรับโลกที่ต้องการเทคโนโลยีที่ดีขึ้นนั้น คุณภาพของ Wi-Fi ยิ่งมีความสำคัญมากกับ 5G ซึ่งมากกว่าที่เคยเป็นเสียอีก

การสอดประสานทำงานร่วมกันระหว่าง Wi-Fi กับ 5G

เทคโนโลยี Wi-Fi และ 5G ต่างก็มีจุดเด่นเฉพาะตัว โดยเราสามารถเห็นการใช้งานร่วมกันของสองเทคโนโลยี ซึ่งล้วนเสริมสร้างกันและกันผ่านการรวมจุดแข็งของแต่ละเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้การบริการลูกค้าได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งพบว่ามีการใช้งานต่างๆ ร่วมกันดังนี้

  1. Offload สัญญาณบนเครือข่าย (Mobile Data Offloading)  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทายของผู้ให้บริการมือถือเลย เนื่องจาก ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นบนเครือข่ายของตน และเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ผู้ให้บริการจึงมีการปรับใช้ด้วยการส่งข้อมูลบน Wi-Fi ผ่านการเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลจากเครือข่ายเซลลูลาร์ไปยังเครือข่าย Wi-Fi แทน การทำเช่นนี้ทำให้ผู้ให้บริการสามารถเพิ่มแบนด์วิธของเซลลูลาร์และปรับปรุงประสิทธิภาพของเครือข่ายได้ ตัวอย่างเช่น ในเกาหลีใต้ บริษัท SK Telecom ได้ใช้เครือข่าย Wi-Fi ลดโหลดบนเครือข่ายเซลลูลาร์ ได้ถึง 40% เลยทีเดียว
  2. การจัดการ Public Wi-Fi อีกวิธีหนึ่งที่เราใช้ Wi-Fi เป็นเทคโนโลยีเสริมให้กับ 5G คือการให้บริการ Wi-Fi Hotspot ในพื้นที่สาธารณะ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ และห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าโดยเพิ่มตัวเลือกการเชื่อมต่อเพิ่มเติมสำหรับผู้ใช้ ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีให้บริการ Public Wi-Fi หลายแสนจุดทั่วประเทศ 
  3. การที่โอเปอร์เรเตอร์นำเอา Marketing Platform มาใช้งานบน Wi-Fi ซึ่งติดตั้งกระจายอยู่แล้วทุกพื้นที่เสริมจากจุด 5G เพื่อเป็นบริการทางการตลาด ให้กับเจ้าของสถานที่ รวมไปถึงผู้เช่าในพื้นที่สาธารณะ ห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ต่างๆ  เช่นคนที่มาช็อปปิ้ง นักท่องเที่ยว หรือ มางานอีเว้นท์ และงานสัมมนาต่างๆ โดยจะมีการทำ Location Tracking การทำการตลาดแบบ Realtime รวมไปถึงการเก็บข้อมูล พฤติกรรมของคนที่เข้ามาใช้บริการในพื้นที่ เช่น Telefonica โอเปอร์เรเตอร์ในละตินอเมริกา ที่นำเอา MarTech Wi-Fi เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มจุดแข็งให้กับบริษัทและลูกค้าของทางโอเปอเรเตอร์
  4. การเปิดใช้งาน Wi-Fi Calling ปัจจุบัน Wi-Fi Calling เป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโทรออกโดยใช้เครือข่าย Wi-Fi แทนเครือข่ายเซลลูลาร์ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ที่มีสัญญาณมือถือไม่ดี รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกเลี่ยงค่าบริการโรมมิ่งที่มีราคาแพง ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ให้บริการการโทรผ่าน Wi-Fi แก่ลูกค้าของตัวเอง เช่น บริษัท T-Mobile USA ให้บริการ Wi-Fi Calling กับลูกค้าโดยเป็นส่วนหนึ่งของบริการ “Wi-Fi Unleashed”

ทั้งนี้เทคโนโลยี 5G ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานเพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พบว่าในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลยังคงเป็นปัญหาอยู่ ฉะนั้น Wi-Fi จึงยิ่งมีบทบาทสำคัญเพื่อเสริมการให้บริการ  การใช้งานเพื่อการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ที่ให้ความรวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ยังพบอีกว่า มีการปรับปรุงเทคโนโลยี Wi-Fi ในหลายส่วนเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน เช่น Wi-Fi 6E หรือ Wi-Fi 7 ซึ่งจะยิ่งทำให้การทำงานร่วมกันระหว่าง 5G และ Wi-Fi สอดประสานกันอย่างไร้รอยต่อมากขึ้น

ความสำคัญของ Wi-Fi และ MarTech ต่อ เทคโนโลยี 5G

การมาถึงของยุค 5G นำมาซึ่งโอกาสสำคัญสำหรับเทคโนโลยี Wi-Fi ที่จะปล่อยศักยภาพของมันออกมา โดยโซลูชันจาก “Linkyfi” เป็น Martech ประเภท Wi-Fi Marketing Platform ที่สามารถจัดการระบบ Guest WiFi Access และ WiFi Marketing รวมเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งยังเป็น Value-added Marketing services ที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับนักการตลาด เพื่อทำให้ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตปลอดภัย ได้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า และช่วยจัดการทางการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง อีกทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อการทำ Wi-Fi Hotspot ที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดีที่สุด

Success Story

Telefonica นำ Linkyfi ของ AVSystem มาใช้ในบริษัทสาขาทั้งหมดในละตินอเมริกา

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Success Story https://www.avsystem.com/news/telefonica-selected-avsystem-linkyfi/

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง https://www.avsystem.com/blog/wifi-advantages-over-5g/

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Linkyfi – WiFi marketing platform

ทั้งนี้ หากพี่ๆพาร์ทเนอร์หรือลูกค้ามีความสนใจ และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในบริการ Wi-Fi Marketing Platform จาก “LinkyFi” รวมถึง MarTech ตัวอื่นๆ สามารถติดต่อมาได้ที่ตัวแทนจำหน่าย หรือ ทีมงานขายของทางบริษัท เพื่อให้เราได้เข้าไปนำเสนอโซลูชัน และ Business Model ที่จะช่วยให้การใช้งาน Wi-Fi เต็มไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 Email : [email protected]

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

อย่าให้อะไรมาขโมยความรักของคุณไป เรื่องร้อนๆ หลังวาเลนไทน์

ขณะที่หลายๆคนเฉลิมฉลองกับความรักที่แสนสดใส ในช่วงวันวาเลนไทน์ หลายคู่โชคดีที่ได้เจอคู่รักจากคนแวดล้อมใกล้ตัว แต่สภาพสังคมปัจจุบัน แอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์หาคู่ก็เป็นอีกวิธีที่เปิดโอกาสให้เราได้พบปะผู้คนใหม่ๆ แต่อีกทางหนึ่งแอปและเว็บไซต์หาคู่ก็เป็นแหล่งซุกตัวของนักต้มตุ๋น หรือแฮกเกอร์ที่ฉวยโอกาสจากบุคคลที่เปราะบางได้เช่นกัน

Romance Scam เป็นกลลวงทางไซเบอร์ประเภทหนึ่ง ผ่านมิจฉาชีพที่หลอกลวงผู้คนให้พัฒนาความสัมพันธ์ผ่านเรื่องรัก เรื่องโรแมนติกต่างๆ เพื่อพวกเขาจะได้หลอกขโมยเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ เมื่อเหยื่อเชื่อใจและไว้ใจ

รูปแบบของ Romance Scam โดยทั่วไป แฮกเกอร์จะสร้างตัวตนปลอมบนโลกออนไลน์และใช้สื่อโซเชียลหรือแพลตฟอร์ม หาคู่ออนไลน์เพื่อเข้าถึงเหยื่อ พวกเขามักสร้างตัวตนให้เป็นคนที่ บุคลิกดี สร้างโปรไฟล์ สวย หล่อให้น่าดึงดูดใจ มีรูปภาพแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจและความรักจากเป้าหมายนั่นเอง

และเมื่อเหยื่อไว้ใจ เชื่อใจแล้ว แฮกเกอร์หรือนักต้มตุ๋นเหล่านั้นก็จะเริ่มขอเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคล เช่น รายละเอียดบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน หรืออาจใช้ข้อแก้ตัวหรืออ้างเหตุผลต่างๆ ให้โอนเงินมาให้เช่น ข้ออ้างว่ามีปัญหาด้านการเงิน ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือต้องการเดินทางไปพบเหยื่อแต่ให้โอนเงินไปให้ก่อน

และนั่น…..ก็จะทำให้เหยื่อเสียทรัพย์สินเงินทองในที่สุด (ไม่รวมถึงความรู้สึกที่แย่จนสุดจะทนทานได้)

ทั้งนี้เรามีสัญญานเตือนว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ หากพบพฤติกรรม และ เหตุการณ์ต่างๆ ดังนี้

  • บุคคลนั้นขอเงินหรือข้อมูลทางการเงินในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์
  • พวกเขาอ้างว่าอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินที่กำลังลำบาก ต้องการเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเดินทาง
  • โปรไฟล์ออนไลน์หรือข้อความของพวกเขามีความไม่สอดคล้องกันหรือมีข้อผิดพลาด เช่น คำที่สะกดผิดหรือข้อผิดพลาดที่อ่านแล้วรู้สึกทะแม่งๆ บางอย่าง 
  • พวกเขาปฏิเสธที่จะพบตัวต่อตัวหรือวิดีโอแชท โดยอ้างว่ายุ่งหรืออยู่ไกลเกินไป

จำไว้ว่า การป้องกัน ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่าเกิดเรื่องแล้วเสียใจแน่นอน ใช้เวลาในการหาข้อมูลคนที่คุณกำลังคบหรือคุยด้วย โดยคุณสามารถหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของ Romance Scam และยังคงรักษาหัวใจของคุณ (และรวมไปถึงเงินของคุณ) ให้ปลอดภัยได้ ดังนี้

  • อย่าให้เงินหรือข้อมูลส่วนตัว เช่น วันเกิดและหมายเลขบัญชีธนาคาร รหัสผ่านต่างๆ   
  • เชื่อสัญชาตญาณของตัวเราเอง ถ้ามันรู้สึกว่าเร็วเกินไปหรือดีเกินจริง ก็ให้สันนิษฐานว่า”โดนแฮกเกอร์หรือนักต้มตุ๋นหลอกเข้าให้แล้ว”  ทั้งนี้แฮกเกอร์มักอ้างว่าตกหลุมรักได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่เคยพบ “คู่แท้” แบบเรามาก่อน
  • อย่าส่งรูปภาพหรือวิดีโอส่วนตัวของเราไป แฮกเกอร์อาจใช้สิ่งนี้เพื่อขู่กรรโชกเงินจากคุณในภายหลัง
  • อย่าเปิดเผยที่อยู่ กิจวัตรประจำวัน หรือสถานที่ที่คุณไปบ่อยๆ เพราะนั่นไม่ปลอดภัยต่อตัวเราเลย
  • ใช้เว็บไซต์หรือแอพหาคู่ที่คำนึงถึงความปลอดภัยต่างๆของผู้ใช้งานในระบบ เช่น ต้องมีความสามารถในการยืนยันตัวตนจากบุคคลอื่น หรือ การรับรองจากตัวของแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์นั้นๆ

สุขสันต์เดือนแห่งความรักครับ

หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเป้าหมายของโรแมนซ์สแกม อย่าลังเลที่จะรายงานไปยังแอปหรือเว็บไซต์หาคู่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งตัดการติดต่อทั้งหมดกับบุคคลนั้นทันที Webroot และ บริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความรักดีๆ ให้กับพี่ๆ พาร์ทเนอร์และลูกค้าทุกๆคนนะครับ ขอให้มีแต่ความรักทีดี ปลอดภัย สมหวัง และ ยั่งยืน

 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 Email : [email protected]

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

Reality Digital Transformation : with service innovation

คำอธิบายหลักสูตร

พลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ เช่น IoT, Big Data, AI, และ Cloud Computing ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Digital Disruption ส่งผลให้องค์กรเกิดแนวคิดที่จะทำเรื่อง Digital Transformation แต่ปัญหาหลักคือ เมื่อลงทุนไปแล้วกลับพบว่า ไม่ทำให้ธุรกิจดีขึ้น ซ้ำร้ายบางองค์กร พบว่า เทคโนโลยีไอทีที่ลงทุนไปไม่ได้ใช้งานให้คุ้มค่า

ความไม่สำเร็จของ Digital Transformation มาจากผู้บริหารเข้าใจผิดคิดว่า เป็นเรื่องของเทคโนโลยี จึงมอบภารกิจให้แผนกไอที ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลง (Transformation) ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญต่อกลยุทธ์องค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คำนึงถึงเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า มุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ มาติดตั้งในองค์กร

องค์กรต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Digitization และ Digitalization ซึ่งเป็นการลงทุนระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การจัดหาระบบคอมพิวเตอร์, การจัดทำ ERP, CRM, การเก็บข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ หรือการแปลงข้อมูลต่างๆ ในองค์กรให้อยู่ในรูปดิจิทัล เหล่านี้เป็นเพียงขั้นตอนการทำ Digitization แต่สำหรับ Digitalization คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ เข้ามาแล้วทำให้กระบวนการทำงานเปลี่ยนไป ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ข้อสำคัญคือ Customer Experience, Customer Journey เปลี่ยนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่ง Digital Transformation คือ ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Digitalization นั่นเอง

หลักสูตร Reality Digital Transformation : with service innovation จึงเป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นที่จะช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านในการที่จะ …

1. เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล
2. เข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ทั้งที่กำลังจะเข้ามา Disrupt การทำธุรกิจ ที่กำลังมาช่วยสร้างมูลค่าในการทำธุรกิจ และที่กำลังมาทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจของท่าน ทั้งนี้รวมถึงนโยบายและกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง
3. ศึกษาวิธีการทำ Workshop เพื่อกำหนดทิศทางวางแผนการสร้างกลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร การสร้างวัฒนธรรมและการพัฒนาบุคลากร การติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล

รายละเอียดเพิ่มเติม

Online Registration

เปิดประสบการณ์ Wi-Fi Rental ไวไฟให้เช่าพร้อมทีมงานดูแลเพื่องานอีเวนต์

ปัจจุบัน Wi-Fi มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของงานใด ๆ โดยเฉพาะ กิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมาพร้อมความท้าทายที่ไม่เหมือนใคร เช่น งานอีเวนต์ ออกบูธ หรือ ประชุม สัมมนาต่างๆ ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่า Wi-Fi มีผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงานซึ่งคาดหวัง Wi-Fi ที่รวดเร็วและเสถียร สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่อยู่ในงาน

จากผลสำรวจที่ทีมงานออพติมุสทำร่วมกับกลุ่มผู้จัดงาน โรงแรม สถานที่จัดงาน พบว่าตอนนี้การใช้งาน Wi-Fi ในงานอีเวนต์ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่การเข้าไปใช้งานเชื่อมต่อ เข้าใช้ โซเชียลมีเดีย อัพรูป ส่งเมล และบริการออนไลน์อื่นๆ เท่านั้น ทีมงานยังพบว่ามีการใช้ Wi-Fi เป็นเครื่องมือทางการตลาด แนวคิดเพื่อการสร้างประสบการณ์แบบเรียลไทม์ ในงาน เช่น
  • การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานใช้ Wi-Fi เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับงาน เช่น กำหนดการ แผนที่ และข้อมูลในบูธต่างๆ ที่เข้าร่วมแสดงงาน
  • เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีการใช้ App ต่างๆ ในงานสัมมนาเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและการโต้ตอบในระหว่างกิจกรรม เช่น การทำโพลแบบสำรวจ เล่นเกมแบบเรียลไทม์ รวมถึง session ถามตอบแบบสดๆ ตลอดงาน
  • การสร้างประสบการณ์ ภาพจำแปลกใหม่ ให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมงาน ผ่านเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) หรือ Augmented Reality (AR)
  • การเก็บข้อมูลและพฤติกรรมของคนที่มาเข้าร่วมงาน เช่นการทำ Location Tracking ดูว่าคนอยู่ที่บูธไหน อย่างไร เวลาไหน เพื่อปรับแผนกิจกรรมได้ทันท่วงที
  • การส่งข้อมูลโฆษณา ประชาสัมพันธ์แบบเรียลไทม์ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด ผ่านข้อความ คลิปโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการขายให้กับลูกค้าแต่ละบูธนั่นเอง
  • การนำข้อมูลมาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของทีมไอทีผู้จัดงาน เพื่อแก้ปัญหาทางด้านเน็ตเวิร์ค ไวไฟ เพื่อให้ระบบมีความเร็วและสร้างเสถียรภาพให้มากที่สุด ตลอดช่วงการจัดงาน

กล่าวโดยสรุป Wi-Fi เป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์การจัดงาน พบว่าหาก Wi-Fi ไม่เสถียรหรือมีความเร็วที่มากพอ อาจทำให้ความสำเร็จโดยรวมของงานลดลงได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้จัดงานที่ต้องให้ความสำคัญกับระบบ Wi-Fi เพื่อให้แน่ใจว่า Wi-Fi สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด

เพื่อเอาชนะความท้าทายนี้ ProSpace ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดหาโซลูชัน Wi-Fi สำหรับงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์ ทีมงานรวมถึง ระบบ Cloud Marketing Platform ที่จำเป็นและให้มั่นใจว่าผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดี ประทับใจ มีระบบที่ทีมผู้จัดงานไว้ใจ รองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมาก มีทีมเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญประจำอยู่ในงาน เพื่อให้แน่ใจว่าปัญหาใดๆ ก็ตามจะได้รับการแก้ไขโดยทันทีและมีเครือข่ายที่ใช้งานได้ดีที่สุดอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ProSpace ยังมีโซลูชันที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะของงาน เช่น ปรับตามจำนวนผู้เข้าร่วม ขนาดของสถานที่ ประเภทของกิจกรรมที่จัดขึ้น ข้อมูลที่ต้องการ สิ่งนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเครือข่าย Wi-Fi จะได้รับการออกแบบและตั้งค่าการใช้งานตามความต้องการของทีมผู้จัดงานทุกประการ

บริการ Wi-Fi Rental จาก ProSpace ยังช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรของผู้จัดงาน เนื่องจากไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการตั้งค่า เตรียมงาน และการแก้ปัญหาเครือข่าย Wi-Fi ด้วยตัวเอง สิ่งนี้ช่วยให้ผู้จัดงานสามารถมุ่งเน้นไปที่งานด้านอื่น ๆ เช่น การติดต่อ การโปรโมต ประชาสัมพันธ์ การจัดการต่างๆ ภายในงานให้ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ตัวอย่างงานที่ทางทีม ProSpace มีส่วนร่วมในการให้บริการ

ครอบคลุม 3 Hall

Together Festival 2022 presents Dharma World & Rave Culture @ ไบเทคบางนา

ครอบคลุม 4 Hall

808 Festival 2022 @ ไบเทคบางนา

ผู้ใช้งาน 1,000 คน

The Magic of Ops – McKinsey & Company @ Marriott Marquis

ผู้ใช้งาน 1,300 คน

การประชุมมอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษา @วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี

ผู้ใช้งาน 1,000 คน

SportAccord: World Sport and Business Summit 2018

ผู้ใช้งาน 2,000 คน

การเสด็จเยือนประเทศไทยของ โป๊ปฟรานซิส @สนามกีฬาแห่งชาติ

ผู้ใช้งาน 2,000 คน

การเสด็จเยือนประเทศไทยของ โป๊ปฟรานซิส @วัดนักบุญเปโต สามพราน

ผู้ใช้งาน 1,000 คน

การเสด็จเยือนประเทศไทยของ โป๊ปฟรานซิส @อาสนวิหารอัสสัมชัญ

ผู้ใช้งาน 2,000 คน

การเสด็จเยือนประเทศไทยของ โป๊ปฟรานซิส @สักการะสถานบุญราศี นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง

เสียงจากผู้ใช้บริการ

ทาง Optimus และ Prospace ได้ช่วยจัดงาน Virtual conference ในงาน Social Value Matters 2020 ทีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สามารถทำให้ผู้เข้าร่วมจากซีกโลกหนึ่ง เข้าประชุม โดยทีมงานได้เข้าไปช่วยระบบ Wifi ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถใช้งานได้พร้อมกัน

การันตรี!! จากทีมงานมืออาชีพด้าน Wi-Fi

ดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ WIFI RENTAL ...

ทั้งนี้หากพี่ๆพาร์ทเนอร์ มีข้อสงสัย หรืออยากให้ทีมงาน บริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) หรือ ProSpace เข้าไปพูดคุยเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงนำเสนอโซลูชั่นต่างๆ ติดต่อได้ที่ทีมงานการตลาดของบริษัท

 Tel : 02-2479898 ต่อ 87 Email : [email protected]

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

GFI LanGuard ระบบ Centralized Patch Management ลดงาน ลดเวลา เพิ่มความปลอดภัยขั้นสูงสุด

GFI LanGuard ระบบ Centralized Patch Management ลดงาน ลดเวลา เพิ่มความปลอดภัยขั้นสูงสุด

คงไม่มีบ้านไหนที่จะเปิดประตูทิ้งไว้เพื่อต้อนรับโจร แต่เรากลับเปิดช่องโหว่จากการใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบปฎิบัติการต่างๆที่ไม่อัพเดท Patch ในเวอร์ชั่นล่าสุด ที่จะเปิดโอกาสหรือเชื้อเชิญให้เหล่าแฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่นั้นในการโจมตีบริษัทของเรา ซอฟต์แวร์และแอพลิเคชั่นต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่นั้น นานวันขึ้น ระบบก็จะเปิดโอกาสให้มีช่องโหว่ที่ทำให้โจรไซเบอร์สามารถเข้ามาโจมตีเราได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้ผลิตและผู้พัฒนาต่างก็เห็นถึงความสำคัญในการทำให้ซอฟต์แวร์มีความปลอดภัยอยู่เสมอ แต่กลับพบว่าปัญหาคือตัวไอที หรือผู้ใช้งานเองที่ไม่อัพเดท ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่รู้ หรือเกิดจากความขี้เกียจ ซึ่งต่างล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงแค่ซอฟต์แวร์ หรือ ระบบปฎิบัติการที่อยู่บน PC Notebook หรือแม้กระทั่งมือถือเท่านั้น แต่ยังรวมถึง อุปกรณ์ IoT, กล้องวงจรปิด ฯลฯ ที่ใช้ในองค์กรหรือบริษัทด้วยเช่นกัน

หากเราลองเข้าไปค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ถึงข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับช่องโหว่ต่างๆ (Vulnerability) บนซอฟต์แวร์ หรือ แอพลิเคชั่นจะพบข้อมูลที่น่าตกใจ โดยเฉพาะในปี 2022 เช่น

โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ตรวจพบและมีการเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว ซึ่งยังมีช่องโหว่อีกเยอะมากที่ยังไม่มีการพูดถึงในวงกว้าง แต่ก็รู้กันในหมู่แฮกเกอร์ที่คุยกันใน darkweb ต่างๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว

ปรากฎการณ์ที่พบมากสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปโดยเฉพาะ User ที่ใช้งาน Windows หลังจากที่ Windows ขึ้นข้อความด้านบน พี่ๆ คิดว่า User หรือผู้ใช้งานทั่วไปเลือกที่จะกดอะไร

ถูกครับ “Remind me later” แล้วก็ไม่สนใจมันอีกต่อไป

พบข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งสำหรับองค์กรโดยทั่วไปที่มีคนรับผิดชอบในการทำ EDP, IT และ Admin ระบบ พบว่า องค์กรจะอัพเดท Patch ล่าสุดที่ผู้ผลิตพบโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 67 วัน แต่กับ SME ที่ไม่ได้มี IT ดูแลอย่างจริงจังจะพบตัวเลขระยะเวลาที่ยาวกว่านั้น นั่นหมายถึงมากกว่า 200-300 วันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นยังไม่รวมถึง ระบบการจัดการ Patch Management ต่างๆ ที่ต้องมีความสามารถในการรองรับเครื่องที่ใช้งานจำนวนมาก จากผลของการสำรวจพบว่า SME เป็นเป้าหมายการโจมตีของแฮกเกอร์มากที่สุด เนื่องจากขาดความระวัง และขาดความสนใจในประเด็นเหล่านี้ ครั้นกลับมาดูที่ SME ไม่ใช่เขาไม่อยากป้องกันแต่ก็พบปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านบุคคลากรที่มีไม่เพียงพอ ดูแลงานหลายอย่าง รวมไปถึง ระบบในการควบคุมจัดการที่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำให้แฮกเกอร์เข้ามาโจมตีแต่ประการใด

GFI LanGuard ระบบ Centralized Patch Management ที่จะช่วยให้ไอทีสามารถจัดการอุปกรณ์ รวมถึงอัปเดตซอฟต์แวร์และแพตช์ความปลอดภัยกับอุปกรณ์ทั้งหมดบนเครือข่ายได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ

  • เพิ่มระบบความปลอดภัย ทั้งนี้การจัดการแพตช์แบบรวมศูนย์จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถแจกจ่ายแพตช์ความปลอดภัยที่อัพเดทในเวอร์ชั่นล่าสุดได้อย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์และช่องโหว่ในระบบต่างๆ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการทำให้กระบวนการจัดการแพตช์เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ทีมไอทีสามารถลดงานที่ซ้ำซ้อน และได้เวลาเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพงานอื่นๆต่อไปได้
  • มีการควบคุมการทำงานที่ดีกว่า โดยการจัดการแพตช์แบบรวมศูนย์จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบ IT มองเห็นอุปกรณ์ทั้งหมดบนเครือข่ายในหน้าจอแสดงผลเดียว ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบและควบคุมกระบวนการอัปเดทแพตช์ต่างๆ
  • มี Dashboard ที่สามารถออกรายงานได้อย่างรวดเร็ว ครบทุกมิติ ลดเวลาในการรวบรวมข้อมูล พร้อมแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆ ได้ทันท่วงที
  • มี Package ให้เลือกใช้งานตามความต้องการขององค์กรที่แตกต่างกันไป

คุณสมบัติการทำงานของ GFI LanGuard

ทดลองใช้ฟรี 30 วัน - GFI LanGuard

บริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่าย GFI Software ซอร์ฟแวร์การจัดการด้านความปลอดภัย ครอบคลุมระบบเมลและ Patch Management System ที่จะช่วยให้การบริหารเครือข่ายเป็นไปได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ จัดการระบบได้อย่างง่ายดาย สนใจการใช้งาน ทดสอบระบบ Centralized Patch Management จาก GFI LanGuard ติดต่อ

 Tel : 02-2479898 ต่อ 87 Email : [email protected]

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Author picture

จุดประกายโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

คุณต้องรู้อะไรถึงจะก้ปัญหา Network ได้เก่ง ๆ


เก่งในที่นี้แปลว่า
 
แก้ได้เร็ว.. แก้แล้วจบ.. แก้เสร็จแล้ว.. สามารถทำกลับให้มีปัญหาเหมือนเดิมได้… และแก้ซ้ำอีกทีก็ได้ จนลูกค้าเลิกพูดว่า “เดี๋ยวคุณกลับไป มันก็จะเป็นอีก
 
● เก่ง ยังแปลว่า เราจะอ้างว่าปัญหามันเกิดเพราะอะไร เราก็โชว์หลักฐานให้เห็นได้ ไม่ใช่พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า Firewall มัน RAM ไม่พอ 
● เก่ง แปลว่า เมื่อแก้ตามที่เราบอกว่าให้แก้แบบนี้ ปัญหามันจะต้องจบได้จริง ๆ

● เก่ง ยังสามารถบอกได้ว่า เดี๋ยวพอแก้แล้ว อะไรจะเกิด บอกก่อนจะลงมือ และพอลงมือแล้ว ก็เปิด Log ให้สามารถติดตามผล ชี้ชัดได้ว่า สิ่งที่ได้กล่าวเอาไว้นั้น ได้เกิดขึ้นจริง

#เก่ง ไม่ได้แปลว่า แก้ได้หมดทุกปัญหา แต่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมถึงแก้ไม่ได้
 
เช่น แก้ไปจนถึงจุดที่แสดงได้ว่าเป็นปัญหาของเฟิร์มแวร์ โดยไม่ใข่แค่อ้างขึ้นมาลอย ๆ ให้พ้น ๆ ตัวเองไป แต่เป็นคำอ้างที่มีคำยืนยันเป็น Support case เปิดไปที่ Vendor และเขายอมรับว่า เฟิร์มแวร์มีปัญหาจริง  ซึ่ง Vendor รับเคสนั้นไว้เป็น Bug report 
 
และทั้งหมดของความเก่งนี้ สามารถเขียนเป็นรายงาน เป็นหลักฐานมอบให้ลูกค้า เผื่อว่าลูกค้ามีข้อสงสัย ก็ยังสามารถเอารายงานนั้นไปให้มืออาชีพคนอื่น ๆ ได้ดู ให้คนอื่นสามารถแสดงความคิดเห็นในลักษณะ Second opinion ได้ 
 
หลายครั้งที่ผมมักได้รับคำถามว่า “พี่เคยเจอเคสแบบนี้หรือเปล่า” หรือ “สรุปว่าเคสนี้แก้อย่างไร” ผมมักมีความวิตกที่จะให้คำตอบ ผมคิดว่าน่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกันถ้าเราไปถามหมอว่า “หมอครับ สรุปว่าถ้าผมปวดท้อง ก็คือยาตัวนี้ใช่มั้ย จะได้จดเอาไว้ไปซื้อกินเอง” ผมรับรองว่า ไม่มีหมอคนไหนจะตอบว่าใช่ หรือไม่ใช่ หมอคงจะตอบว่า “ปวดท้องครั้งหน้า มาหาหมอดีกว่านะครับ”
 
เพราะประสบการณ์ ไม่ใช่ส่วนสำคัญของการแก้ปัญหา Network ได้เก่ง ๆ ครับ จริง ๆ แล้วมันเป็นส่วนเล็กมาก ๆ เอาซะ 10% ก็พอแล้ว แล้วอะไรคือ 90% ของสิ่งที่จำเป็นในการแก้ปัญหา Network
 
ผมว่า การบอกได้ว่า สิ่งที่ถูกต้องนั้น “ขั้นตอนอย่างละเอียด” นั้นเป็นอย่างไร เป็นเรื่องสำคัญมาก จะยกให้สูงถึง 80% ยังได้เลย 
 
มาดูกันง่าย ๆ เอาแค่ ping นะครับ ผมเคยตั้งคำถามสนุก ๆ ถามคนที่ทำงาน Network ด้วยกันว่า IP-A ping IP-B มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
 
คำตอบที่ได้ก็คือ เครื่อง IP-A มันก็จะส่งไปบอกเครื่อง IP-B ให้ตอบ ping กลับมา ซึ่งผมก็ถามต่อไปว่า “บอกยังไง” บางคน (ส่วนน้อย) สามารถไปต่อได้โดยการตอบกลับมาว่า “ใช้ ping packet” ผมก็ยังดันจะถามต่อไปอีกว่า “ping packet หน้าตาเป็นอย่างไร แสดงให้ดูหน่อย” น้อยคนที่จะไปต่อได้ถึง 3 คำถาม ซึ่งผมสามารถจะลากต่อไปได้ถึง 15 คำถาม โดยทุก ๆ คำถาม ก็วนอยู่ในแค่ ping เรื่องเดียวนี่แหละครับ
 
ที่น่าสนใจคือ ใคร ๆ ก็ตั้งคำถามกับตัวเองได้ทั้งนั้นครับ จะศึกษาอะไร ลองตั้งคำถามกวนความรู้ของตัวเองอย่าให้มันตกตะกอน อย่าหยุดแค่เท่าที่อ่าน อย่าหยุดเท่าที่คิดว่ามันใช่ ซึ่งถ้าคุณอ่านแบบไม่หยุดถามนะ ด้วยคำสั่ง Ping คุณจะได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้แถมมาด้วย
– Routing table
– IP subnet และ calculation ของ subnet
– ARP cache
– ARP table
– ขบวนการของ ARP request / reply
– ICMP protocol และวิธีการใช้ Protocol นี้เพื่อเป็น Control Message ที่นอกเหนือจาก ping
และถ้าถามไปลึกมากจริง ก็จะเลยเถิดไปอ่านเรื่องของวิธีการทำงานของสวิตช์ ก็จะได้รู้เรื่องของ Dynamic MAC memory บนสวิตช์ด้วย
 
คนอื่นอ่านเรื่อง ping แบบไม่มีการตั้งคำถาม เขาจะใช้แค่ 30 นาที แต่ถ้าคุณอ่านแบบตั้งคำถามไปเรื่อย ๆ กวนประสาทตัวเองไปเรื่อย ๆ คุณจะใช้เวลา 1 สัปดาห์ในการอ่าน ping เรื่องเดียว
 
คนที่อ่านเรื่องพวกนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะรู้ว่า ping มีขั้นตอนละเอียดยิก ๆ อะไรบ้าง พอคนแบบนี้เห็นปัญหา IP-A ping IP-B ไม่ได้ เขาจะนึกไล่ไปทีละขั้นตอนที่ละเอียดมาก ว่า IP-A จะ ping IP-B ได้นั้น จะต้องทำอะไรก่อน ต่อไปทำอะไร ก็ค่อย ๆ ไปไล่ดูว่า ที่ต้องทำนั้นได้ทำหรือยัง มันไปติดที่ตรงไหน
– Routing table ของเครื่องต้นทางเป็นอย่างไร
– IP-A มีการส่ง ARP request ออกไปตามหา Default gateway หรือ Destination IP หรือเปล่า
– มีอะไรอยู่ใน ARP cache ของ IP-A
– ARP reply กลับมาจาก MAC address มากกว่า 1 หรือเปล่า (IP ซ้ำกัน) หรือไม่มี ARP reply กลับมา
– เครื่องมีการส่ง ICMP request ออกไปหรือไม่
– ปลายทางได้รับ ICMP request หรือไม่ 
– ปลายทางส่ง ICMP reply กลับมาหรือไม่
– ต้นทางได้รับ ICMP reply กลับมาหรือไม่
 
นี่เป็นคร่าว ๆ ของคำถามว่า ping ไม่ได้ จะต้องเช็คที่ไหน เมื่อเช็คเจอแล้วว่า อะไรมันผิดพลาด ไม่ทำงานตามที่ควรจะเป็น การแก้ปัญหาก็จะแม่นตรง ไม่พลาด ไม่ต้องลอง บอกได้ล่วงหน้าว่า แก้แล้วจะจบหรือไม่จบ
 
ดังนั้น นอกจากจะรู้ว่า การทำงานที่ถูกต้องเป็นอย่างไรแล้ว ยังจะต้องรู้ด้วยว่า จะ Diag อย่างไร เช่น 
– Routing table ของเครื่อง A จะใช้คำสั่งอะไรเพื่อแสดงมันออกมา
– เราจะใช้ Utility หรือ Tool ตัวไหนในการแสดงว่า เครื่องส่ง ARP request ออกไปหรือไม่
– คำสั่งอะไรใช้แสดง ARP cache
ฯลฯ
 
การเรียนรู้เครื่องมือที่ใช้ในการ Diag ถือว่าเป็นอีกแค่ 10% ของการแก้ปัญหา Network ที่ผมให้แค่ 10% เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ อยากรู้เมื่อไหร่ก็ถามเฮียกูเอาก็ได้ และในตลาดก็มีคนใช้ Diag tools พวกนี้ได้เป็นเยอะแยะอยู่แล้ว สะกิดถามคนข้าง ๆ หรือให้คนขาย remote มาทำให้ ก็ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก แต่คนที่จะรู้ว่าต้องใช้ Tool นั้นเมื่อไหร่ เพื่อแสดงอะไร ตีความอย่างไร คนพวกเนี้ย…มีน้อยครับ
 
จะแก้ปัญหา Network ได้เก่งนะครับ อ่านเยอะ ๆ ตั้งคำถามแยะ ๆ โดยเฉพาะ Protocol ทั้งหลาย แล้วก็มาเรียนรู้วิธีการ Diag ของอุปกรณ์นั้น ๆ หรือ OS นั้น ๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการเปิด Debug Log หรือ Diag screen หรือแสดง Status แล้วก็อ่านสิ่งที่แสดงนั้น ตามขบวนการของ Protocol ตรงนี้ใช้ประสบการณ์นิดหน่อยมาช่วยให้เราจับสิ่งที่ผิดปกติใน Log ได้เร็วขึ้น 
 
ส่วนใหญ่คนมักไม่ทนกับการอ่าน ทำให้รู้ Protocol ไม่ลึก แต่มักยินดีใช้เวลาเยอะกับการลงมือ คนส่วนใหญ่จึงมีความเชี่ยวชาญในการใช้ Diag tools เช่นการเปิดหน้าจอหรือพิมพ์ command line ได้อย่างคล่องแคล่ว ผลก็คือการจะแก้ปัญหา ก็มักจะลงมือซะมากกว่าจะใช้เวลาวางแผน และมักไปลงเอยด้วยการแก้ได้จากการใช้ประสบการณ์มากกว่าทฤษฎี ซึ่งก็โชคดีที่ความผิดพลาดใน Network นั้นมักเป็นปัญหาที่ซ้ำ ๆ กัน การลองทำในสิ่งที่เคยทำแล้วแก้ได้ จึงมักได้ผล แต่คนแก้ได้กลับอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนไม่ได้ว่า ที่ได้ลงมือไปนั้น แก้ปัญหาได้อย่างไร 
 
รู้ต้นทางคือลงมือ รู้ปลายทางคือปัญหาจบ แต่ตรงกลางเกิดอะไรขึ้น หาจุดเชื่อมโยงไม่ได้ อธิบายไม่ค่อยเหมือนกันซักคนและไม่ค่อยเหมือนทฤษฎีของ Protocol นั้น ๆ ยิ่งถ้าให้หาอ้างอิงด้วยแล้ว เช่น Log หรือ Indicator อื่น ๆ มาประกอบการอธิบาย Development ของปัญหา น้อยคนที่จะหยิบหลักฐานมาประกอบเรื่องเล่าได้อย่างหนักแน่น 
 
ถ้าเคสนั้นแก้ไม่ได้ด้วยความคุ้นเคยหรือประสบการณ์ ก็มักจบท้ายด้วยการ Reboot ตามด้วยการเซ็ตใหม่หมด อาจต่อด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ บางทีลองผิดลองถูกไปไม่รอด เลยเถิดไปโทษว่าอุปกรณ์ยี่ห้อนี้ไม่ดีเอาซะเลย แบบนี้ก็มีให้เห็นพอควร โดยเฉพาะถ้ามีกรอบเวลาเข้ามาเป็นแรงกดดัน ก็จะยิ่งได้เห็นทางออกที่แปลกประหลาดหลากหลายวิธี ยกเว้นวิธีที่จะใช้ทฤษฎีเข้ามาตั้งต้นขบวนการแก้ปัญหา
 
การแก้ได้เพราะประสบการณ์ เป็นสิ่งที่มีให้เห็นได้บ่อยครั้ง ทำให้คนหลงเชื่อไปว่า ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญกว่าการทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Protocol และ Process ผมเห็นหลายคนเน้นการลงมือลองเล่นอุปกรณ์ก่อนการอ่านทำความเข้าใจ ก็เข้าใจได้ว่ากำลังมุ่งจะเอาประสบการณ์จากอุปกรณ์ตัวนั้น อยากจะเซ็ตเป็น ว่ากันง่าย ๆ แต่ผลสุดท้ายเพราะไม่มีทฤษฎีกำกับ จึงเกิดการ “สร้างความเข้าใจขึ้นมาเอง” ว่าสิ่งที่เห็นจากการลองทำนั้น มันเป็นเพราะอุปกรณ์ทำงานแบบนี้ ผลิตความเข้าใจแบบที่ไปขัดแย้งกับหลักการทำงานจริงของ Protocol เรียกสั้น ๆ ว่า “มโน” 
 
มโน มันเป็น Inside-Out product ซึ่ง Outside-in process หรือความพยายามจะแกะมโนของคนนั้น มักไม่ได้ผล คนโบราณเขาเรียกว่า น้ำเต็มแก้ว แถมน้ำในแก้วยังกินไม่ได้ซะอีก เหตุนี้แหละครับ ที่ทำให้คนเก่งได้ยาก
 
● จะแก้ Network ได้เก่ง เริ่มจากสนใจ ต่อมาก็อ่านครับ อ่านแล้วถามแหย่ความรู้ของตัวเอง คุณจะพบจุดที่ไม่รู้ ก็อ่านต่อ หันมาอีกที คุณรู้ไปตั้งหลายเรื่องแล้ว เรื่องของการเซ็ตอุปกรณ์มันเรื่องเล็กมากครับ เรียนรู้ไม่กี่ชั่วโมงก็ทำได้แล้ว ยิ่งเป็นพวก Enterprise equipment จะยิ่งมี Diag tool ให้เลือกหลากหลายและมีประสิทธิภาพด้วย ยิ่งใช้เวลาเรียนรู้น้อยเข้าไปอีก
 
และก่อนจะลงมือแก้ปัญหาอะไร ให้คิดถึงขั้นตอนที่ถูกต้องของ Protocol และ Process เอาไว้ก่อน ถ้ารู้ไม่ครบ กลับไปอ่านก่อนครับ อย่าลงมือโดยไม่รู้หรือรู้ไม่ครบ เพราะมันคือต้นกำเนิดของความบรรลัยที่จะตามมา
 
#เสร็จแล้วไล่เช็คตาม Process ของ Protocol นั้นโดยไม่ใช้ประสบการณ์ สิ่งที่เราเห็นอาจไม่เหมือนสิ่งที่เราเคยทำ งัด Diag tool ขึ้นมาแสดงผลและสรุปด้วยหลักฐาน ก่อนจะก้าวไปเช็คในขั้นตอนถัดไปของ Protocol ทำไปทีละขั้นทีละตอน ฝึกแบบนี้ไปจนเป็นรูปแบบที่ถนัด ฝึกที่จะเชื่อประสบการณ์ให้น้อย ๆ และคิดไหลตาม Process ของ Protocol ให้มาก ๆ แล้วคุณจะเป็นคนที่แก้ปัญหา Network ได้เก่งครับ