Extreme Networks ปลดล็อกศักยภาพเครือข่ายมุ่งสู่อนาคต ด้วย Wi-Fi 7 และสวิตช์รุ่นใหม่ล่าสุด

Extreme Networks เปิดตัวโซลูชันใหม่ ประกอบด้วย Access Point Wi-Fi 7 รุ่น AP5020 และสวิตช์ซีรีย์ 4000 ที่จัดการผ่านระบบคลาวด์  รองรับความต้องการที่หลากหลาย โดยเฉพาะระบบเครือข่ายที่มีผู้ใช้งาน หรือมี Devices เป็นจำนวนมาก อุปกรณ์กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ เพื่อสร้างให้เกิดการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ดีขึ้น ปลอดภัย  รวมถึงรองรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AP5020 – Access Point Wi-Fi 7: AP อเนกประสงค์ ที่จัดการด้วยระบบคลาวด์

AP5020 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแอพพลิเคชั่นที่ต้องการแบนด์วิธสูง และต้องมี Latency ต่ำ รวมถึงอุปกรณ์ IoT ที่ทุกวันนี้เข้ามามีบทบาทในหน่วยงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าเทคโนโลยี Wi-Fi ในแบบเดิม รองรับสภาพแวดล้อมที่มีจำนวนผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ไวร์เลสอยู่หนาแน่น ซึ่งจากผลสำรวจพบว่าปัจจุบันแต่ละคนจะมี Devices ครอบครองประมาณ 3.5 ชิ้น/คน

  • รองรับย่านความถี่ 6 GHz (ปัจจุบันอนุญาตการใช้งานบนย่านความถี่นี้แล้วในประเทศไทย)
  • รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT หลากหลายรูปแบบ ผ่านระบบ Dual IoT Radios ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการดูแลหรือพัฒนาระบบ
  • รองรับ PoE Failover เพิ่มสร้างการเชื่อมต่อให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะงานหรืออีเว้นท์ที่สำคัญ อาทิ การใช้งานในโรงพยาบาล โรงงาน และสถานศึกษา เป็นต้น
  • มีเซนเซอร์ความปลอดภัย ที่ทำงานร่วมกับ Extreme AirDefense สิทธิบัตรเฉพาะ Extreme Networks เพื่อป้องกันการโจมตีบนระบบไร้สาย เพิ่มความยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไวร์เลส

สวิตช์ซีรีย์ 4000 – จัดการง่ายกว่า ผ่านระบบคลาวด์

สวิตซ์ซีรีย์ 4000 ประกอบด้วยรุ่น 4120 และ 4220 ที่จะช่วยลดเวลาในการติดตั้งและจัดการสวิตช์ในระบบ โดยมีคุณสมบัติที่สำคัญ ดังนี้

  • Instant Stacking ตั้งค่าหลายสวิตช์พร้อมกันผ่านขั้นตอนเดียว
  • Instant Port ไม่ต้องตั้งค่าแต่ละพอร์ตด้วยตัวเอง ลดความยุ่งยาก
  • Instant Secure Port รองรับการยืนยันตัวตน และนโยบายความปลอดภัย ผ่าน ExtremeCloud Universal ZTNA
  • Extreme Networks Switch รุ่น 4120 เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น รองรับพอร์ต Multi-Gigabit และ PoE 90W ทุกพอร์ต
  • Extreme Networks Switch รุ่น 4220 เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่น รองรับพอร์ต Gigabit และ Multi-Gigabit (1/2.5/5Gb) รองรับ PoE 90W และพอร์ต SFP+ 4 พอร์ต

เสียงจากผู้ใช้งานจริง

Scott Day ผู้อำนวยการฝ่ายบริการเครือข่าย มหาวิทยาลัย Baylor University “Wi-Fi 7 จาก Extreme Networks ช่วยให้เรามี Wi-Fi ที่สามารถใช้งานได้ทุกที่ อีกทั้งปลอดภัยได้ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย พร้อมสำหรับเครื่องมือทางการศึกษาใหม่ๆ เช่น AR/VR การบรรยายออนไลน์ และการสตรีมวิดีโอสด โดยไม่มีสะดุด Extreme Networks Wi-Fi 7 ทำให้เรามั่นใจว่า แม้เมื่อต้องเพิ่มอุปกรณ์ใหม่ๆเข้าสู่ระบบ จะไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพหรือความปลอดภัย ด้วย Extreme AIOps ช่วยให้เราปรับใช้เน็ตเวิร์คได้อย่างรวดเร็ว จัดการง่าย ลดงานของทีม IT ลง และเพราะการใช้งานที่ง่ายและมีความยืดหยุ่นนี้ ทำให้เราสามารถมุ่งเน้นที่ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ได้มากกว่าที่ต้องกังวลเรื่องการติดตั้ง ดูแลระบบ”

Bob Laliberte จาก Enterprise Strategy Group “การกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศหลังจาก Covid และโครงการ IoT ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เราต้องการ Wi-Fi ที่ดีและมีประสิทธิภาพ โชคดีที่ Wi-Fi 7 ตอบสนองความต้องการด้านความเร็ว การรองรับการใช้งานเป็นจำนวนมาก เสถียร ซึ่งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่นและอุปกรณ์ พร้อมทั้งเสริมสร้างความปลอดภัยของเครือข่าย และ Extreme Networks  Wi-Fi 7 คือทางออกของโซลูชั่นเหล่านี้”

Alan Weckel ผู้ร่วมก่อตั้ง 650 Group “พอร์ตโฟลิโอของ Extreme Networks เน้นที่ความเรียบง่ายและยืดหยุ่น สวิตช์ซีรีย์ 4000 ใหม่ ขยายคุณสมบัตินี้ให้กับทั้งลูกค้าเดิมและโอกาสทางการตลาดใหม่ เมื่อจับคู่กับ ExtremeCloud Universal ZTNA สวิตช์ที่จัดการผ่านระบบคลาวด์นี้ ยังมอบระดับความปลอดภัยเครือข่ายที่ดีขึ้น ให้ความมั่นใจในการจัดการความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนได้เป็นอย่างดี”

Extreme Networks นำจุดเด่นของระบบคลาวด์และ AI มาใส่รวมไว้กับ Wi-Fi 7และสวิตซ์ในซีรีย์ล่าสุด ทำให้การเชื่อมต่อมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานของผู้ใช้ที่มีจำนวนมาก ปลอดภัย โดยเฉพาะกับ องค์กรสมัยใหม่ที่ต้องการเน็ตเวิร์คที่มีความยืดหยุ่น สามารถเพิ่มผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ โดยไม่เสียเวลา สนใจและต้องการรายละเอียดของ Extreme Networks เพิ่มเติม ติดต่อ ออพติมุส ตัวแทนจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการได้ที่ ติดต่อที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์

Optimus ครบรอบ 24 ปี พร้อมปฏิวัติอุตสาหกรรมไอทีด้วย BeaRiOt โซลูชั่น IIoT สำหรับโรงงาน

(การเซ็นสัญญาร่วมมือกันอย่างเป็นทางการระหว่างบริษัท Optimus Thailand ในฐานะผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย  และ One Ten Plus ผู้ผลิต BeaRiOt โซลูชั่น IIoT สำหรับโรงงาน )

ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ออพติมุสได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นมากกว่าผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไอที ด้วยการเป็นผู้นำในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของพาร์ทเนอร์ เพื่อยกระดับให้กับธุรกิจไทยแข่งขันได้ในต้นทุนที่ต่ำลง โดยให้ความสำคัญกับช่องทาง Channel Partner ซึ่งตลอดระยะเวลา 24 ปี บริษัทสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัท SME ไทยมากมายผ่านภารกิจสำคัญ การเสนอผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่มีราคาเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า” 

ช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาคสังคม การเมือง พิษเศรษฐกิจ จนถึงวิกฤติโควิด-19 ด้วยความแข็งแกร่ง การปรับตัวที่รวดเร็ว พร้อมกับการรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงอย่างยั่งยืนกับพาร์ทเนอร์และลูกค้า ทำให้บริษัทเติบโตมาตลอด 24 ปี 

การเปิดตัว BeaRiOt โซลูชั่น IIoT สำหรับโรงงาน

BeaRiOt นับเป็นตัวอย่างของการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เพียงแต่ยืนยันถึงความเป็นเลิศทางโซลูชั่นไอทีของออพติมุสเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศไทย ทั้งนี้การร่วมมือกับ BeaRiOt เกิดจากความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ในประเทศไทย การเปิดตัวนี้จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการเติบโตและนวัตกรรมในวงการ IIoT นั่นเอง

 

โดย BeaRiOt กวาดรางวัลมาแล้วมากมายอาทิ รางวัลผู้ชนะในการประกวดเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งชาติ Thailand ICT Awards (TICTA 2023) และคว้าสองรางวัลใหญ่ในการประกวด Asia Pacific ICT Awards (APICTA) ปี 2023 ที่ประเทศฮ่องกง ในหมวด IIot และ Industrial เป็นเครื่องการันตีในความสุดยอดของผลิตภัณฑ์ โดยออพติมุส จะร่วมมือกับ BeaRiOt นำเสนอโซลูชั่นให้กับโรงงานเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมในตลาด เริ่มต้นเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างมั่นใจและในราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน

3 สิ่งที่ BeaRiOt สร้างมาเพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมโรงงานด้วยพลังนวัตกรรม IIoT

  1. ปฏิรูปการใช้พลังงานในโรงงานด้วย BeaRiOt ทางเลือกใหม่ที่เหนือกว่าในการจัดการ BeaRiOt เปิดโลกสู่ความอัจฉริยะในการมีเซนเซอร์เพื่อใช้ตรวจสอบและจัดการการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด ลดค่าใช้จ่าย และทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  1. เผยโฉมโลกใหม่ของการตรวจวัดด้วย BeaRiOt ยกระดับการตรวจวัดค่าในโรงงานสู่มิติใหม่ BeaRiOt มอบความสามารถในการตรวจวัดค่าต่างๆ ที่ไม่เคยถูกทำได้มาก่อน ผสานรวมระหว่างเครื่องจักรระบบเก่าและใหม่ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจที่ดีที่สุด

  2. BeaRiOt แปลงโฉม Shopfloor การเชื่อมต่อและการจัดการอัจฉริยะ ปฏิวัติการจัดการกระบวนการผลิต เชื่อมต่อและจัดการ Shopfloor อย่างไม่มีขีดจำกัด สร้างความเหนือกว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลและการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์
รางวัล

(รางวัลแห่งความสำเร็จของ BeaRiOt)

ทิศทางใหม่สู่อนาคตของ Optimus และสาส์นจากทีมผู้บริหาร

คุณมิก สัจไพบูลย์กิจ CEO ของบริษัท ออพติมุส กล่าวถึงทิศทางในอนาคตของ Optimus ว่า “เรายังคงมุ่งมั่น สรรสร้างโซลูชั่นที่ดีต่อไป” โดยคุณมิกยังได้กล่าวถึงการหาโซลูชั่นดีๆ เข้ามา เพื่อให้ SME แข่งขันในตลาดได้  “นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น…ของเศรษฐกิจดิจิทัล มีโอกาสอีกมากมาย Optimus ต้องยิ่งใส่ใจและพัฒนาบริการที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด”  คุณมิก ยังเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับ Channel Partners โดยมุ่งหวังสร้างความยั่งยืนและเติบโตไปด้วยกันในอนาคต

ในส่วนของการต้อนรับ BeaRiOt คุณมิกกล่าวอย่างมั่นใจว่า “BeaRiot จะมาเติมเต็มตอบโจทย์กับอุตสาหกรรมโรงงาน โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ยังไม่สามารถ ตบเท้าเข้าสู่วงจรของเศรษฐกิจดิจิทัลได้เต็มตัว เช่น เรื่องของ Data Collection เรื่องของการเอา ข้อมูลต่างๆ ของเครื่องจักรเข้า ระบบ SCADA หรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่จะเป็น ERPใหญ่ต่อไป แล้ว BeaRiot ขี่ม้าขาวเข้ามาในต้นทุนที่ไม่สูงมาก ช่วยเหลือผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี แล้วมันจะเป็นต้นน้ำของ Data Collection ที่จะก้าวไปสู่เรื่องของ Big Data AI Predictive ในอนาคต”

(คุณมิก สัจไพบูลย์กิจ CEO บริษัท ออพติมุส)

คุณสุรศักดิ์ ขาวดี  COO ของบริษัท ออพติมุส กล่าวถึงความท้าทายและโอกาสในบทบาทใหม่ว่า โลกที่หมุนเร็ว…ทำให้เราพยายามหาโซลูชันใหม่ๆ ให้กับ Partner ของเราไปต่อยอดนำเสนอกับลูกค้าได้ในอนาคต” และคุณสุรศักดิ์ ยังกล่าวเสริมถึงจุดแข็งของออพติมุส ที่เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานมาได้จนวันนี้ นั่นคือ “การปรับตัวเร็ว ปรับเปลี่ยนให้ทันต่อโลกปัจจุบัน ลงรายละเอียดของแต่ละแผนก แต่ละมุม ให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพอเราปรับตัวเร็ว มีความเชี่ยวชาญ เราก็สามารถ หาโซลูชั่นเพื่อตอบสนองต่อพาร์ทเนอร์ได้”

s

(สุรศักดิ์ ขาวดี  COO บริษัท ออพติมุส)

การฉลองครบรอบ 24 ปีของออพติมุสไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำความสำเร็จที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ต่อการเติบโตและการพัฒนาในอนาคต ออพติมุสยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดูแลกันอย่างเพื่อนคู่คิด ไม่ว่าจะเป็นในด้านการสนับสนุนพาร์ทเนอร์  การนำเสนอโซลูชันที่เหนือกว่า บริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง การร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจไทยในยุคดิจิทัล

ออพติมุส ขอเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันโซลูชั่นไอที เพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจไทย พร้อมติดปีก และโบยบินได้ในตลาดโลก

ออพติมุสรับปรึกษาเกี่ยวกับโซลูชั่น IIoT สำหรับโรงงานโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของเรา ท่านสามารถสแกน QR Code ด้านล่างเพื่อติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

Email :  marketing@optimus.co.th

Line : optimusthailand

เกี่ยวกับ Optimus

บริษัท Optimus (ประเทศไทย) จำกัด คือผู้นำในการนำเสนอโซลูชั่นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ บริษัทมีปรัชญาในการเสนอผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่มีราคาเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า Optimus มุ่งมั่นในการให้คำปรึกษาและแนะนำการวางระบบเน็ตเวิร์ค, ซิเคียวริตี้ และโซลูชั่นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละองค์กร. โดยมีความเชี่ยวชาญพิเศษในกลุ่มสินค้าที่หลากหลาย เช่น Wireless Solutions, Wired Solutions, Security Solutions และอื่นๆ 

เกี่ยวกับ OneTenPlus

OneTenPlus เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ตั้งขึ้นโดยนักวิจัยจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ IoT Edge สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรมภายใต้ชื่อแบรนด์ “BeaRiOt” สินค้าของบริษัทได้รับการนำไปใช้โดยลูกค้าเป็นจำนวนมากและได้รับรางวัลจากหลายสถาบัน รวมทั้งจาก DIPROM x DELTA ANGEL Fund 2023, Thailand ICT Awards (TICTA) 2023 และ NRCT-NT grant

โอกาสทางธุรกิจล่าสุด สร้างลูกค้าใหม่ด้วย MSP โซลูชันจาก GFI Software

MSP (Managed Service Provider)

ธุรกิจบริการไอทีรูปแบบใหม่ ที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะในต่างประเทศ ด้วยกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การหาคนมาทำไอทีที่มีความรู้ครบเครื่องมาประจำออฟฟิสก็ไม่ง่าย อีกทั้งการลงทุนเพื่อทำระบบให้ทันสมัยอยู่เสมอต้องมีความคุ้มค่าและสามารถบริหาร Cash Flow ได้ดีขึ้นเช่น การปรับรูปแบบจาก CAPEX สู่ OPEX ก็ทำได้สะดวกและคล่องตัวกว่า 

MSP ไม่ได้เป็นเพียงแค่บริการไอทีเท่านั้น แต่สิ่งที่มาพร้อมกันสำหรับธุรกิจ MSP คือ พี่ๆ SI (System Integrator) จะสามารถสร้างรายได้ที่ต่อเนื่อง (Recurring Revenue) เพิ่มรูปแบบบริการให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของลูกค้า ธุรกิจ MSP จึงเป็น โอกาสทางธุรกิจใหม่ที่น่าจับตามอง เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื้อนธุรกิจหรือเมื่อต้องการทำ Digital Transformation

MSP (Managed Services Provider) คือใคร ทำหน้าที่อะไร ใน ICT Ecosystem นี้

MSP หรือ Managed Service Provider คือพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยแบ่งเบาภาระด้านไอทีแก่ลูกค้า  ทำหน้าที่ดูแลระบบไอทีทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ ติดตั้ง ดูแลรักษา ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ MSP จึงเปรียบเสมือนผู้ช่วยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าก้าวทันเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย และเติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเอง

MSP มีหน้าที่หลัก 3 ประการ ได้แก่

  • ให้บริการด้านไอทีแบบครบวงจร (End-to-End IT Services)
    MSP ให้บริการด้านไอทีแก่องค์กรต่างๆ ตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ ติดตั้ง ดูแลรักษา ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาด้านไอทีต่างๆ ตลอดเงื่อนไขสัญญา ทำให้องค์กรไม่ต้องลงทุนหรือบริหารจัดการด้านไอทีด้วยตัวเอง

  • ช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไอที
    MSP จะช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไอทีได้ เนื่องจาก MSP มีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่มีประสบการณ์ในการดูแลระบบไอทีให้กับหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ มากมาย ทำให้ MSP มีประสบการณ์ เจอเคสที่หลากหลาย ส่งผลให้แก้ปัญหาได้เร็ว อีกทั้งการทำงานร่วมกับ MSP เป็นลักษณะ Pool ร่วมกัน จึงทำให้การบริหารจัดการระบบไอทีมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเมื่อเทียบกับที่องค์กรจะดูแลระบบไอทีเอง

  • ช่วยให้บริษัทสามารถโฟกัสไปที่ธุรกิจหลักของตัวเอง
    MSP จะช่วยให้บริษัทสามารถโฟกัสไปที่ธุรกิจหลักได้ เนื่องจาก MSP จะเป็นผู้ดูแลระบบไอทีทั้งหมดให้กับทั้งองค์กร ทำให้บริษัทไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการดูแลระบบไอทีที่ตัวเองไม่ถนัดหรือไม่เชี่ยวชาญนั่นเอง

พี่ๆ SI (System Integrator) เองก็สามารถเพิ่มหน่วยธุรกิจที่เป็น MSP (Managed Service Provider) ได้เนื่องจากธุรกิจที่ทำอยู่ปัจจุบันมีความเกี่ยวข้องกันในโดเมนของไอทีที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญสูงอยู่แล้ว โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้

ความเชี่ยวชาญในระบบ IT: ด้วยทีม SI มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและบริหารจัดการระบบ IT ได้เป็นอย่างดีเป็นทุนเดิม การมีหน่วยงาน MSP เพิ่มจะทำให้พี่ๆ SI สามารถขยายธุรกิจไปยังการให้บริการด้านบริการจัดการระบบ IT อื่นๆ ตามสัญญาเช่ารายเดือน ซึ่งจากเดิมเป็นเพียงแค่การซื้อมาขายไปเท่านั้น

ความต้องการของลูกค้า: ปัจจุบันลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้นในการรับบริการทั้งในด้านการออกแบบ, การดำเนินการ, การดูแลรักษาระบบ IT รวมไปถึงความต้องการยืดหยุ่นในการจ่ายชำระค่าบริการ การมีหน่วยงาน MSP เพิ่มจะช่วยให้พี่ๆ SI สามารถตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ได้อย่างครอบคลุม ได้ลูกค้าใหม่เข้าพอร์ตจากความสามารถในการให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้

รายได้ที่มั่นคง: การให้บริการ MSP สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว เป็น Recurring Business เนื่องจากปัจจุบันตลาดมีความต้องการได้รับบริการที่มากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ต้องลดค่าใช้จ่าย ไม่อยากจ่ายเงินก้อนแต่ยังต้องการเพิ่มประสิทธิภาพด้านไอทีอย่างต่อเนื่องอยู่

การบริการลูกค้าที่ต่อเนื่อง: การเป็น MSP ช่วยให้พี่ๆ SI สามารถให้บริการแก่ลูกค้าเดิมได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีโอกาสในการขยายธุรกิจและสร้างรายได้ใหม่จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ได้อีกด้วย

จะพบว่าการมีหน่วยงาน MSP เพิ่มจะช่วยให้พี่ๆ SI สามารถขยายธุรกิจและบริการไปสู่ช่องทางธุรกิจใหม่รวมถึงสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

MSP จะทำได้ ต้องมีซอฟต์แวร์ และระบบที่เกี่ยวข้อง ที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจเฉพาะนี้

ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้บริษัท SI สามารถมีหน่วยงาน MSP ได้ต้องเป็นซอฟต์แวร์ที่คำนึงถึงการมีอยู่ของธุรกิจนี้ มีความจริงจัง มีสินค้าที่ครอบคลุม มีทีมในการให้คำปรึกษา ซึ่ง GFI Software เป็นบริษัทด้านไอที ที่คำนึงถึงการให้บริการของ SI ที่ครอบคลุมงาน MSP ในหลากหลายรูปแบบ การเข้าใจถึงคุณลักษณะเฉพาะของซอฟต์แวร์ GFI จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความคล่องตัวของการดำเนินการ MSP สร้างบริการที่โดดเด่นให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวชูโรงในการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน

GFI KerioControl, GFI LanGuard, และ GFI AppManager เป็นโซลูชันจาก GFI Software ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการและปกป้องระบบ IT ของธุรกิจ และ สร้างธุรกิจ MSP (Managed Service Provider) ให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้

  • GFI LanGuard: เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการความปลอดภัยของระบบ IT แบบอัตโนมัติ ซึ่งมีฟีเจอร์ที่สามารถสแกนและตรวจสอบช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ, แพทซ์ซอฟแวร์, แอปพลิเคชัน, และอุปกรณ์เครือข่าย รวมถึงช่วยในการดูแลการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เช่น PCI DSS, HIPAA มีคุณสมบัติจัดการความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ รวมถึงการจัดลำดับความเร่งด่วนของปัญหาความปลอดภัย ทำให้ MSP สามารถช่วยลูกค้าในการรักษาความปลอดภัยของระบบ IT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • GFI AppManager: เป็นแพลตฟอร์มการจัดการแอปพลิเคชันและการดูแลระบบที่มุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพของระบบและการบริหารจัดการเครือข่าย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบความเสี่ยง ประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน และเครือข่ายได้อย่างอัตโนมัติ มีคุณสมบัติในการจัดการอีเวนต์และการดูแลระบบแบบเชื่อมโยง รวมถึงการมีรูปแบบรายงานที่ละเอียด เพื่อให้ MSP สามารถทำความเข้าใจและจัดการกับระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • GFI KerioControl: เป็นโซลูชันระดับองค์กรที่ให้บริการ ควบคุมเน็ตเวิร์กและรักษาความปลอดภัยบนเครือข่าย ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการแบนด์วิดท์, การเข้าถึงเว็บไซต์, การใช้งานแอปพลิเคชันบนเครือข่าย และป้องกันการบุกรุกจากภัยคุกคามออนไลน์ต่างๆ มีฟีเจอร์ในการตรวจจับการบุกรุกและการจัดการการเข้าถึงเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพเช่น Firewall, VPN, และ Intrusion Detection System (IDS) ทำให้ MSP สามารถให้บริการความปลอดภัยเครือข่ายที่แข็งแรงให้กับลูกค้าของพวกเขาได้

ด้วยโซลูชั่น MSP จาก GFI Software ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนความปลอดภัยล่วงหน้า ด้วย AI + ML การเรียกรับชำระเงินที่มีความยืดหยุ่นปรับเพิ่มลดตามจำนวนผู้ใช้งานจริง รวมถึงรายงานแสดงข้อมูลที่ครอบคลุมและครบถ้วนทั้งในเชิงการบริการและทางเทคนิค โดยโซลูชันจาก GFI Software เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในการเตรียมความพร้อมให้พี่ๆ SI ก้าวสู่ธุรกิจให้บริการที่เป็นน่านน้ำใหม่ สร้างโอกาสและสร้างความสำเร็จนั่นเอง !

สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ในการเพิ่มหน่วยธุรกิจใหม่ ฝ่าย MSP ให้กับบริษัท ติดต่อทีมการตลาดของออพติมุส (optimus) เพื่อให้เข้าไปนำเสนอแผน รวมถึงร่วมจัดการธุรกิจใหม่ที่ยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงแต่ GFI เท่านั้น เรายังให้บริการ XaaS (anything as a service) Platform อื่นๆอีกหลายตัวที่จะทำให้พี่ๆ SI สามารถสร้างบริการในรูปแบบ MSP ได้แบบครบวงจร ติดต่อได้ที่แผนก Marketing 

 Tel : 02-2479898 ต่อ 87 Email : marketing@optimus.co.th

OPTIMUS เตรียมจัดงานทำบุญครบรอบ 24 ปีวันก่อตั้งบริษัท ณ มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ

บริษัท OPTIMUS เตรียมจัดงานทำบุญฉลองครบรอบ 24 ปี วันก่อตั้งบริษัท

ทีมงานเราเดินทางไปทำบุญเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ผู้พิการ ณ มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ
ในวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2567 นี้

ในวันพิเศษนี้ Optimus จึงขอถือโอกาสเป็นสะพานบุญ เชิญชวนๆ พี่ๆ พาร์ทเนอร์ทุกท่าน ที่เติบโตร่วมกันมากับบริษัท Optimus ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือน้องๆ โดยพี่สามารถร่วมทำบุญบริจาคเงินให้กับน้องๆ โดยการโอนเงินเข้ามูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ได้โดยตรง 

สามารถสแกน QR CODE บัญชีที่รับบริจาค

หรือดูรายละเอียดบัญชีบริจาคได้ที่นี่  : https://www.fwc1954.org/donation/

(ลูกค้าสามารถขอใบเสร็จและใบอนุโมทนาบัตรจากทางมูลนิธิได้)

สอบเพิ่มเติมติดต่อได้ที่แผนก Marketing

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

Emailmarketing@optimus.co.th

Line : @optimusthailand

Facebook : optimusthailand

Wi-Fi Roaming จาก Ruckus ต่างกว่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ทำงานยุคใหม่ได้อย่างไร

Wi-Fi Roaming จาก Ruckus ต่างกว่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ทำงานยุคใหม่ได้อย่างไร

พื้นที่ทำงานยุคใหม่มีการออกแบบที่เน้นให้ความสำคัญกับบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมของคนที่เข้ามาทำงานในพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Coworking Space Area ที่ใช้เพื่อระดมสมอง พื้นที่ผ่อนคลาย ห้องเกมส์ ห้องอาหาร ซึ่งล้วนแล้วแต่เอื้ออำนวยให้คนทำงานได้มี Interaction กัน ได้พูดคุยแสดงความคิดเห็นเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของทีมออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะการทำงานยุคใหม่แบบนี้ ทำให้ทุกคนต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลา มีการสตรีมมิ่ง รวมถึงดึงทรัพยากรต่างๆที่อยู่บน Cloud มาใช้ ซึ่งต้องต่อเนื่องไม่หลุด ต่อได้ทุกที่ทุกเวลา แม้ขณะกำลังเดินไปยังอีกห้องประชุมหนึ่ง ทำให้ Wi-Fi Roaming จึงกลายเป็นฟีเจอร์ที่มีบทบาทสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เพราะมันคือเบื้องหลังความสำเร็จของงานต่างๆ นั่นเอง

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ Seamless Wi-Fi roaming ?

การเปิดฟีเจอร์ Wi-Fi roaming ก็เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อโดยไม่มีจุดบอดของสัญญาณ Wi-Fi แม้ตอนที่ผู้ใช้งานอุปกรณ์ไร้สายกำลังเดินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หรือในคลังสินค้าที่ต้องมีการรับเข้าส่งออกสินค้าที่ชั้นวางสินค้าตลอดเวลา ซึ่งแนวคิดนี้สำคัญมากในพื้นที่ทำงานยุคใหม่ ที่สภาพแวดล้อมการทำงานไม่เหมือนเดิม และ Wi-Fi ต้องไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน การสร้างประสบการณ์ที่ผู้ใช้ Wi-Fi สามารถพูดคุยงาน VDO Call, Line Call ได้อย่างต่อเนื่องแม้ในขณะที่เดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง โดย Wi-Fi roaming ไม่มีจุดบอดสัญญาณเลย จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้พบว่าในสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่ต่างกัน เช่น ในออฟฟิศ โรงเรียน หรือในโรงแรม ต่างมีความจำเป็นในการใช้งาน Wi-Fi Roaming ที่ต่างกัน

ตัวอย่าง Case Study ของการใช้งาน Wi-Fi Roaming สำหรับโรงแรม?


การสตรีมที่ต่อเนื่องไม่สะดุด (Uninterrupted Streaming across the property) ด้วย Wi-Fi ที่เปิดฟีเจอร์ Roaming ไว้ แขกที่มาพักสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายของโรงแรมได้อย่างเต็มที่ โดยทุกพื้นที่ของโรงแรมสามารถเข้าใช้งานได้โดยไม่ต้อง Authentication ซ้ำ ทำให้แขกได้รับบริการอย่างต่อเนื่อง ไม่หงุดหงิดที่อินเตอร์เน็ตติดๆ หลุดๆ นอกจากนี้ยังสามารถสตรีมมิ่ง, VDO Call หรือเรียกดูหน้าเว็บต่างๆ ได้โดยง่าย ไม่ว่าจะอยู่ในห้องพัก ห้องอาหาร สระว่ายน้ำ หน้าลิฟต์ หรือพื้นที่ไหนๆ ของโรงแรม ก็ตาม

ตัวอย่าง Case Study ของการใช้งาน Wi-Fi Roaming สำหรับออฟฟิศ สำนักงาน หรือคลังสินค้า?


การเชื่อมต่อที่อินเตอร์เน็ตไม่หลุดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพื้นที่สำนักงาน และคลังสินค้า เนื่องจากเทคโนโลยีที่มีความเสถียรจะส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงเครื่องมือต่างๆบนคลาวด์ทำได้โดยไม่สะดุด ลดอาการ Wi-Fi ติดๆหลุดๆแม้ตอนเดินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สามารถใช้งานไวร์เลสเพื่อทำงานได้ทุกที่ของอาคาร (หรือแม้กระทั่งสำนักงานสาขา) รวมไปถึงการตรวจสอบรับเข้าภายในคลังสินค้า ก็เป็นอุปสรรคหนึงที่ Wi-Fi ที่ไม่ดีจะทำให้งานล่าช้า หากไม่ได้เข้ามาจัดการก็จะกลายเป็นปัญหาคอขวดในที่สุด

ตัวอย่าง Case Study ของการใช้งาน Wi-Fi Roaming สำหรับโรงเรียน?


ในโรงเรียน การทำ Wi-Fi Roaming ทำให้นักเรียนและครูยังคงต่ออินเตอร์เน็ตได้แม้ขณะที่พวกเขากำลังย้ายห้องเรียนไปในโซนต่างๆ ในคาบถัดไป รวมไปถึงสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบ Interactive และทรัพยากรการศึกษาออนไลน์ได้ตลอดเวลา สนับสนุนประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในขณะนี้ นอกจากนี้การเชื่อมต่อที่สามารถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ในโรงเรียนหรือวิทยาเขตต่างๆ ทำให้ครู อาจารย์สามารถทำวิจัย ให้การบ้าน หรือทำการเรียนการสอนออนไลน์ ได้โดยง่าย

ข้อได้เปรียบของ Ruckus Networks เมื่อต้องเปิดใช้งาน Wi-Fi Roaming

Ruckus Networks ปฏิวัติการทำ Wi-Fi Roaming ที่รวดเร็วและไหลลื่นผ่านเทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและเป็นที่ยอมรับถึงเสถียรภาพในการใช้งาน ซึ่งถึงแม้ใครๆจะบอกว่าตัวเองก็มี Wi-Fi Roaming เหมือนกัน แต่ฟีเจอร์ดังกล่าวไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เก่งเท่ากัน โดยเฉพาะจุดเด่นของ Ruckus Wireless ที่เราสามารถทำได้เหนือกว่า อาทิ

BeamFlex+® Adaptive Antennas

เทคโนโลยี Beamflex+ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย Ruckus Network เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณ Wi-Fi โดยเทคโนโลยีนี้จะใช้เสาอากาศแบบหลายทิศทาง (multi-directional antenna) และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ (intelligent software) เพื่อปรับทิศทางของสัญญาณ Wi-Fi ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่

เทคโนโลยี Beamflex+ ทำงานโดยซอฟต์แวร์จะวิเคราะห์ตำแหน่งของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ พร้อมวิเคราะห์สภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ จากนั้นซอฟต์แวร์จะปรับทิศทางของเสาอากาศให้ส่งสัญญาณ Wi-Fi ไปยังอุปกรณ์นั้นๆ โดยตรง ซึ่งช่วยให้สัญญาณ Wi-Fi มีความแรงและเสถียรมากขึ้น หากใช้เทคโนโลยี Beamflex+ ร่วมกับเทคโนโลยี Seamless Wi-Fi Roaming จะช่วยให้อุปกรณ์เคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi ได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่นยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยี Seamless Wi-Fi Roaming จะทำหน้าที่ค้นหาเครือข่าย Wi-Fi ที่แรงที่สุดและเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับเครือข่ายนั้นโดยอัตโนมัติ

เมื่ออุปกรณ์ไวร์เลสเคลื่อนที่ออกจากพื้นที่ครอบคลุมของ Access Point (AP) หนึ่ง เทคโนโลยี Beamflex+ จะปรับทิศทางของสัญญาณ Wi-Fi ให้ไปยัง AP ที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งช่วยให้อุปกรณ์ไวร์เลสนั้น สามารถเชื่อมต่อกับ AP ใหม่ได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นโดยไม่ขาดการเชื่อมต่อ

ChannelFly® Dynamic Channel Management

เทคโนโลยี ChannelFly® Dynamic Channel Management ของ Ruckus Wireless เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ Access Point (AP) สามารถเปลี่ยนช่องสัญญาณ Wi-Fi แบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่าย Wi-Fi โดยเทคโนโลยีนี้จะใช้อัลกอริธึมที่ซับซ้อนเพื่อวิเคราะห์สภาพเครือข่าย Wi-Fi ในปัจจุบัน และเลือกช่องสัญญาณที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ AP แต่ละตัว

เมื่อใช้เทคโนโลยี ChannelFly® Dynamic Channel Management ร่วมกับเทคโนโลยี Seamless Wi-Fi Roaming จะช่วยให้อุปกรณ์เคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi ได้อย่างต่อเนื่องยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยี Seamless Wi-Fi Roaming จะทำหน้าที่ค้นหาเครือข่าย Wi-Fi ที่แรงที่สุดและเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับเครือข่ายนั้นโดยอัตโนมัติ

เมื่ออุปกรณ์เคลื่อนที่เคลื่อนที่ออกจากพื้นที่ครอบคลุมของ AP หนึ่ง เทคโนโลยี ChannelFly® Dynamic Channel Management จะตรวจสอบช่องสัญญาณของ AP ใหม่ และเลือกช่องสัญญาณที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ จึงทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่สะดุด

Cloudpath® Enrollment System

เป็นโซลูชันการจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่รวมเอาคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานไว้ด้วยกัน โดยเทคโนโลยี Cloudpath จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่าย Wi-Fi และความปลอดภัยของอุปกรณ์เคลื่อนที่

เมื่อใช้เทคโนโลยี Cloudpath ร่วมกับเทคโนโลยี Seamless Wi-Fi Roaming จะช่วยให้อุปกรณ์เคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi ได้อย่างดี โดยเทคโนโลยี Cloudpath จะทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ์ของอุปกรณ์เคลื่อนที่ก่อนเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi จากนั้นเทคโนโลยี Seamless Wi-Fi Roaming จะทำหน้าที่ย้ายอุปกรณ์เคลื่อนที่ไปยัง AP ที่เหมาะสมที่สุด

ตัวอย่างเช่น สมมติว่ามีมือถือที่กำลังสตรีมมิ่งวิดีโอขณะเดินอยู่ในอาคาร หากอุปกรณ์เคลื่อนที่เคลื่อนที่ออกจากพื้นที่ครอบคลุมของ AP หนึ่ง เทคโนโลยี Seamless Wi-Fi Roaming จะค้นหา AP ใหม่และเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับ AP ใหม่ จากนั้นเทคโนโลยี Cloudpath จะตรวจสอบสิทธิ์ของอุปกรณ์เคลื่อนที่อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้อุปกรณ์เคลื่อนที่สามารถสตรีมมิ่งวิดีโอได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดการเชื่อมต่อ

AI-Driven Cloud Radio Resource Management (RRM)

เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถจัดการทรัพยากรเครือข่าย Wi-Fi ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเทคโนโลยีนี้จะวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เช่น ตำแหน่งของอุปกรณ์เคลื่อนที่ ปริมาณการใช้ข้อมูล และสภาพเครือข่าย Wi-Fi ในปัจจุบัน เพื่อกำหนดค่าเครือข่าย Wi-Fi ให้เหมาะสมที่สุดในการเชื่อมต่อ

ตัวอย่างเช่น สมมติว่ามีอุปกรณ์เคลื่อนที่กำลัง VDO Call ขณะเดินไปที่ห้องประชุม หากอุปกรณ์เคลื่อนที่เคลื่อนที่ออกจากพื้นที่ครอบคลุมของ AP หนึ่ง เทคโนโลยี Seamless wifi roaming จะค้นหา AP ใหม่และเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับ AP ใหม่ จากนั้นเทคโนโลยี AI-Driven Cloud RRM จะวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อกำหนดค่าเครือข่าย Wi-Fi ใหม่ให้เหมาะสมกับ AP ใหม่ ทันที

ยังมีฟีเจอร์อื่นอีกเช่น Client Steering, Zero-IT Activation, ฯลฯ ที่จะทำให้ Wi-Fi Roaming จาก Ruckus Networks เป็นโซลูชันที่เหนือกว่า และเหมาะกว่าสำหรับพื้นที่ทำงานยุคใหม่ที่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ตอบโจทย์การใช้งานบนอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอคำปรึกษาการใช้งาน ติดต่อทีมงานขายหรือการตลาดของบริษัทได้แล้ววันนี้

โทร : 02-2479898 ต่อ 87 

Email :  marketing@optimus.co.th

Line : optimusthailand

6 ฟีเจอร์หลักที่ทำให้เราต้องมี Firewall เพื่อป้องกันภัยไซเบอร์บนโลกยุคใหม่

ในโลกยุคใหม่ที่การเชื่อมต่อจำเป็นต่อการทำงานและชีวิตประจำวัน พบว่าภัยทางไซเบอร์ต่างๆก็แฝงตัวและพร้อมซุ่มโจมตีเวลาที่เราเผลอและไม่ระวัง การโจมตีเกิดขึ้นกับหน่วยงานหรือบริษัทในหลายรูปแบบ เช่น Viruses, Backdoors, Denial of Service (DoS) Attacks, Macros, Remote Logins, Phishing emails, Social Engineering หรือแม้กระทั่ง Spam ต่างๆ ทั้งนี้เครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อป้องกันภัยดังกล่าว ได้แก่ “Firewall” นั่นเอง

Firewall คืออะไร

Firewall คืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายที่กั้นป้องกันระหว่างเครือข่ายภายในและภายนอก อยู่ในรูปแบบที่เป็น Appliance หรือเป็นซอฟต์แวร์ลงบนเซิร์ฟเวอร์ มีวัตถุประสงค์หลักคือการควบคุม ตรวจสอบ กรองข้อมูลขาเข้าและขาออกของเครือข่าย โดยกำหนดตามกฎความปลอดภัยที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งจากกฎเหล่านี้ Firewall จะตรวจสอบแพ็กเกจข้อมูลและกำหนดว่าจะให้ผ่านหรือบล็อค เข้าหรือออกอย่างไร

6 ฟีเจอร์หลักบน Firewall ที่ควรมีเพื่อป้องกันภัยทางไซเบอร์บนโลกยุคใหม่

1. Traffic control:

ช่วยควบคุมการไหลของข้อมูลที่วิ่งบนเครือข่ายโดยกรองและบล็อคการเชื่อมต่อขาเข้าและขาออกที่ไม่น่าเชื่อถือหรือมีความเสี่ยงที่อาจเป็นอันตราย รวมไปถึงช่วยป้องกันการเข้าถึงของผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตในการเรียกดูข้อมูลรวมไปถึงทรัพยากรบางอย่างที่เป็นชั้นความลับ

ตัวอย่าง: ทีมวิจัยออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มีการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ไปยังลูกค้าและซัพพลายเออร์ตลอดเวลา พวกเขาใช้ Firewall เพื่อควบคุมการไหลของข้อมูลในระบบเพื่อให้แน่ใจว่าเฉพาะข้อมูลที่ปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้มีการส่งผ่านบนเครือข่าย โดย Firewall จะจำกัดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยง รวมถึงป้องกันการเข้าถึงการออกแบบที่เป็นความลับเฉพาะผู้เกี่ยวข้องเท่านั้นได้อีกด้วย

2. Access control:

Firewall จะปฏิบัติกฎที่วางไว้ตามนโยบายความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ระบบจะจำกัดการเข้าถึงของแอปพลิเคชันบางอย่าง รวมถึงบริการบนพอร์ตตามบทบาทและสิทธิของผู้ใช้ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมั่นใจได้ว่าเฉพาะบุคคล หรืออุปกรณ์บางอย่างเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตเพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญภายในเครือข่ายของบริษัท

ตัวอย่าง: หน่วยงานความมั่นคง ที่มีข้อมูลที่สำคัญและต้องการความปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันการเข้าถึงสำหรับผู้ที่ไม่รับอนุญาต Firewall จะกำหนดกฎที่ชัดเจนเพื่อให้เฉพาะผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญได้ รวมไปถึง Firewall อาจกำหนดกฎที่บล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานหรือการใช้งานที่เป็นอันตรายเช่นเว็บพนัน เว็บโป๊ได้อีกด้วย

3. Network segmentation:

ช่วยให้เครือข่ายถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ซึ่งประกอบไปด้วยการแบ่งเซกเมนต์หรือเน็ตเวิร์กย่อยๆ ที่จะช่วยแยกแผนกต่างๆ บริการบนเครือข่ายหรือกลุ่มผู้ใช้ต่างๆ โดยวิธีนี้จะช่วยเพิ่มการรักษาความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง และแม้หากเซกเมนต์หนึ่งใดถูกบุกรุก Firewall จะป้องกันผู้โจมตีไม่ให้ย้ายข้ามไปโจมตียังเซกเมนต์อื่นๆ ต่อไปได้ ส่งผลเพื่อการป้องกันข้อลุกลามที่ควบคุมไม่ได้

ตัวอย่าง: บริษัทเอ็นเตอร์ไพรซ์ขนาดกลางและใหญ่ที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องกันเป็นจำนวนมาก มีโครงสร้างเน็ตเวิร์คที่ซับซ้อนและต้องการความปลอดภัยที่สูงขึ้น จะพบการใช้ Firewall เพื่อแบ่งเครือข่ายออกเป็นโซนหรือเซกเมนต์ที่แยกกัน จะช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่มีการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือหากเกิดการโจมตีจากแฮกเกอร์ก็มี Firewall ที่กำหนดกฎตามนโยบายที่บล็อกการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างโซนที่แยกกัน ลดการแพร่กระจายหากเปิดปัญหา

4. Intrusion prevention:

Firewall จะหน้าที่ในการป้องกันการบุกรุก (IPS) ซึ่งจะทำการตรวจจับและบล็อคกิจกรรมเครือข่ายที่เป็นอันตรายแบบเรียลไทม์ ระบบเหล่านี้จะตรวจสอบทราฟฟิคของเครือข่ายตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้รวมถึงการมี AI+ML เพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมในการระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

ตัวอย่าง: บริษัทผู้ขายสินค้าออนไลน์ที่มีข้อมูลสำคัญเก็บไว้เป็นจำนวนมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการป้องกันการบุกรุกแบบเรียลไทม์ ซึ่ง Firewall ที่มีระบบ Intrusion Prevention System (IPS) จะตรวจจับและป้องกันการบุกรุกที่เป็นอันตราย เช่นการสแกนพอร์ตหรือการโจมตี DDoS เป็นต้น

5. Virtual Private Network (VPN):

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ บริษัทอยากได้มากโดยเฉพาะการทำงานที่เป็น Hybrid แบบปัจจุบัน นั่นคือ VPN ซึ่งช่วยให้พนักงานที่ทำงานจากข้างนอกหรือสำนักงานสาขาสามารถเข้าถึงเครือข่ายของบริษัทผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสอย่างปลอดภัย และนั่นจะช่วยป้องกันข้อมูลสำคัญที่อาจถูกดักเก็บระหว่างส่งผ่านหากัน

ตัวอย่าง: ธุรกิจ SMEs ที่มีทีมขาย ทีมซัพพอร์ต อยู่ข้างนอกการทำงานระยะไกลที่ต้องการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆของบริษัทเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ด้วย Firewall ที่รองรับ VPN จะทำให้พนักงานที่อยู่ข้างนอกสามารถเชื่อมต่อและสื่อสารผ่านเครือข่ายของบริษัทได้อย่างปลอดภัยผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะทั่วไป

6. Logging and auditing:

Firewall จะต้องเก็บบันทึกทราฟฟิคบนเครือข่าย และสามารถแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อใช้ตรวจสอบ อุปกรณ์ต่างๆ ที่เข้ามาใช้งาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเน็ตเวิร์ค รวมถึงความเป็นไปได้ในการระบุรูปแบบการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น  สามารถติดตามกิจกรรมในเน็ตเวิร์คที่น่าสงสัย และดูข้อมูลย้อนหลังหากเกิดละเมิดความปลอดภัย เพื่อส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ต่อไป

ตัวอย่าง: ทีมไอทีของบริษัทสามารถตรวจสอบกิจกรรมของเครือข่ายอย่างเป็นระบบ โดยจะใช้ Firewall เพื่อดูกิจกรรมแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบที่บันทึกทราฟฟิคต่างๆของเครือข่ายเพื่อใช้วิเคราะห์และตรวจสอบการใช้งานของยูสเซอร์ในระบบ และใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยของพวกเขาในอนาคต และเป็นหลักฐานหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น

หลังจากที่เราได้พิจารณาถึงความสำคัญของ Firewall ในการรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย ผ่านฟีเจอร์ที่สำคัญได้แก่ Traffic control, Access control, Network segmentation, Intrusion prevention, Virtual Private Network (VPN), และ Logging and auditing ด้วยความสามารถที่เหนือกว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า ของ WatchGuard Firewall ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่ายของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ พร้อมยังมีระบบการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ที่ คุณจะได้รับการเตือนเมื่อมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ 

สนใจว่า WatchGuard ทำได้อย่างไร ดีกว่าและเหนือกว่าแบบไหน ไม่ต้องลังเลอีกต่อไป ติดต่อเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทเพื่อให้เราเข้าไปนำเสนอพร้อมทดสอบผลิตภัณฑ์ได้แล้ววันนี้   ออพติมุส (optimus) ตัวแทนจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสบการณ์ในการดูแล และให้ความช่วยเหลือคู่ค้าและลูกค้าของเราตลอดมา ติตด่อทีม Cyber Security ของทางบริษัทเพื่อให้เข้าไปนำเสนอโซลูชั่นความปลอดภัยล่าสุดได้ตามช่องทางต่างๆ ของทางบริษัทด้านล่าง ที่แผนก Marketing 

Tel : 02-2479898 ต่อ 87 

Author picture

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย : คุณ วุฒิชัย ปริญญานุสรณ์